จิตตปัญญา การพึ่งพากันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ เปิดตัวบล็อกของตนเองสักที หลังจากที่คิดแล้วคิดอีกว่าจะทำดีไหม เรามือใหม่เพิ่งหัดเดินทางสายจิตตปัญญา จะเอาอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเขากันเล่า แต่เมื่อเพื่อร่วมเดินทางสายเดียวกันท่านหนึ่งแนะนำ เพียงแค่คำพูดสั้นๆ "ทำเลยพี่" ทำให้เรามั่นใจ วันนี้จึงเกิดขึ้น ต้องขอขอบคุณกัลยาณมิตรท่านนั้นด้วยความเคารพจากใจจริง ที่เขาเริ่มเชื่อมั่นในเราขึ้นมาบ้างแล้ว แม้เพียงหนึ่ง แต่ก็เป็นการเริ่มนับที่จะทำให้ก้าวต่อๆ ของเรานั้นมั่นคง สำหรับการเดินทางสายปฐมฤกษ์นี้ ได้เขียนเพื่อนำลงตีพิมพ์ในจุลสารของคณะศึกษาศาสตร์ ม.นเรศวร เขียนเสร็จภายในคืนเดียวหลังจากที่เสร็จสิ้นการอบรมในโครงการสร้างปัญญาจากจิตสู่การสอน ที่คณะศึกษาศาสตร์จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28-29 มีนาคม 2552 ทำให้เกิดผลงานที่เขียนสะท้อนมุมที่เราคิดออกมาด้วยความสดใหม่ ดังนี้



เรื่องเล่าจากวงสนทนา จิตตปัญญาสู่การสอน


“เส้นทางการเรียนรู้สายใหม่ จากใจของเพื่อนร่วมทาง” นี่อาจเป็นคำพูดสรุปที่เกิดขึ้น
ในใจทันทีหลังจากที่ได้ยินเสียงระฆังสัญญาณสุดท้ายของการอบรมดังขึ้น การได้รับโอกาสมานั่งรับฟังบุคคลอื่นที่ไม่เคยรู้จัก การได้พูดคุยกับคนคุ้นหน้า แต่ไม่คุ้นเคย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนคุ้นเคยแต่ไม่เคยคุ้น เป็นการเปิดเส้นทางเส้นใหม่ที่ได้สัมผัสมาตลอดระยะเวลาของการเข้าร่วมอบรมครั้งนี้
การฟังอย่างลึกซึ้งและตั้งใจ ทำให้เราได้เห็นมุมมองของหลากชีวิต ทุกคนมีเส้นทางตามสายธารกระแสหลักของชีวิต ที่มีรูปแบบต่างกัน แต่ความต่างนั้น สอนเราให้ได้เรียนรู้ว่าทางชีวิตไม่ได้มีรูปแบบเดียว ไม่จำเป็นต้องเดินทางเดียวแล้วถึงปลายทางเหมือนกัน แต่อยู่ที่ว่าต้นทาง และปลายทางของแต่ละคนวางไว้ที่ใด เป็นอย่างไร การเรียนรู้เส้นทางสายใหม่ เหมือนเราได้เส้นทางลัดที่เกิดจากการสะท้อนคิดจากประสบการณ์ของแต่ละคน ทำให้เราได้เก็บแผนที่เส้นทางสายต่างๆ นั้น โดยไม่ต้องลงทุนเป็นทรัพย์สินเงินทอง เพียงแค่สละเวลา และการเปิดใจรับฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ
การเข้าไปสังเกตธรรมชาติ ถือเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ ไร้ขอบเขต ไม่มีเวลาเปิดปิด
ไม่มีการสอบเข้า หรือแข่งขัน ทุกคนสามารถสัมผัสใกล้ชิด และเรียนรู้จากธรรมชาติเอง เราได้รู้ซึ้งจริงๆ ว่า ธรรมชาติคือชีวิต ทุกสรรพสิ่งมีคุณค่าเท่ากัน การออกไปสัมผัสธรรมชาติเพียงระยะเวลาสั้นๆ ยังนำพาเราไปรู้จักกับ “ครูมด” นับว่าเป็นโชคดี ที่ครูมดทำให้เราได้เกิดข้อคิดโดยอัศจรรย์ โดยไม่ต้องมานั่งพร่ำสอน แต่ครูมดทำให้ดู ผ่านทางการทำงานขนอาหารที่ยากจะทำสำเร็จได้ด้วยคนเดียว จุดนี้ทำให้เราได้ฉุกคิดว่า พลังกลุ่มมีอานุภาพมากเพียงใด การพึ่งพากันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ บางครั้งการก้าวผ่านอุปสรรค อาจใช้ทางตรง หรือทางอ้อมขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละบุคคล เส้นทางของครูมด เขาเลือกใช้วิธีผสมผสาน เลือกปรับไปตามสถานการณ์ที่พบเจอ บางครั้งเดินทางตรง สบายๆ บางครั้งต้องปรับกระบวนเดินเป็นวงรี วงกลม คนนั้นขึ้นหน้า อีกคนประคองหลัง บางครั้งหยุดเพื่อจะเดินต่อไป แต่อยู่ระหว่างการตัดสินใจร่วมกัน แต่ในที่สุดทุกคนก็ถึงจุดหมายเหมือนกัน
เมื่อมองย้อนเข้ามาดูตนเอง ถามตนเองว่าเราเคยปรับกระบวนทัศน์บ้างหรือไม่ เคยคิดบ้างไหม หรือเพียงแค่อยากจะทำ คิดว่าคงไม่สายเกินไปหากจะเริ่มก้าวแรก ก้าวใหม่ในวันนี้ แต่เรานับได้ว่าก้าวเข้ามาแล้วระยะหนึ่ง แต่สองวันนี้ทำให้ก้าวต่อไปของเรานั้นมั่นคง และแต่ละรอยนั้นหนักแน่นและชัดเจนมากกว่าเดิม
ขอขอบคุณ เพื่อนร่วมทาง ที่ท่านกระบวนกรทั้งสองท่านได้กล่าวให้เราได้ฟังเสมอ ขอขอบคุณทุกท่านที่นั่งอยู่นอกวงสนทนา แต่เรารู้ว่าเขากำลังรับฟังเราอยู่ ขอบคุณทุกคนที่ได้มาร่วมเขียนแผนที่เส้นทางเดินใหม่ร่วมกัน แม้จะเดินลำบาก เพราะต้องคอยแผ้วถางทางเดิน แต่หากทำด้วยใจ ไปด้วยกัน วันหนึ่งเราจะถึงวันนั้น วันที่เรารอคอยมองดูการศึกษาตามวิถีทางแห่งจิตตปัญญา ที่ไม่เป็นเพียงแค่ไฟไหม้ฟาง