เจตนาหลักในการคว่ำหรือหงายบาตร มองไปที่เจตนาของกรรมวิธีดังกล่าว เป็นไปเพื่อการควบคุมสังคมระหว่างพระสงฆ์ชาวพุทธในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขบนพื้นฐานของเมตตา และมิตรภาพ พร้อมกันนั้นพฤติการณ์ดังกล่าวยังเกิดขึ้นด้วยเจตนาดีเป็นตัวตั้ง
คว่ำบาตร-หงายบาตร ตัดกรรมหรือเพิ่มกรรม ?
-โมไนย พจน์-
เมื่องานครบรอบวันเกิด “แซยิด” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้จัดงานครบรอบวันเกิดดังกล่าวในวัด พร้อมทั้งมีพิธีตัดกรรม-หงายบาตร ในวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ก็เลยสงสัยไปหาข้อมูลมาอ่านว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไรก็ได้ความพอเข้าใจ แต่อยากแสดงทัศนะของตัวเองว่า ตกลงเอาพุทธพจน์มากล่าวอ้างเพื่อความน่าเชื่อถืออย่างนั้นหรือเปล่า ? ลงทุนนิมนต์พระพุทธเจ้ามาเพื่อหงายบาตร ให้ท่าน “ทักษิณ” กันเชียวหรือ ไม่ได้ค้ดค้าน แต่เพียงนึกต่อไปอีกนิดว่าไม่มีวิธีการทีดีกว่านี้แล้วหรือ ? คงได้แต่รำพึงกระมัง เพราะไม่อยู่ในฐานะที่จะทำอะไรได้ เพราะว่างานนี้หลวงพี่เจ้าอาวาสเล่นเอง ในทัศนะส่วนตัวถ้า “เจ้ากู”ในฐานะสัญลักษณ์ของความเชื่อที่ดีงามยังแยกไม่ออกระหว่างบทที่เล่น กับแนวคิดที่นำมาเล่น แล้วศาสนาในระยะยาวจะถูกเปลี่ยนแปลงหลักการเพื่อรองรับอะไรในอนาคตอีกหนอ และในเวลาเดียวกันการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นฝักและเป็นฝ่ายอาจทำให้เกิดความสับสนในความเป็นพุทธก็ได้ “พระ/ฝ่าย/ส่งเสริมความเป็นฝักเป็นฝ่าย”
คำว่า คว่ำบาตร-หงายบาตร นั้น(วินย.จู7/265-267/45-48) มีที่มาจากการที่พระสงฆ์ลงโทษบุคคลผู้มีปรารถนาร้ายต่อพระรัตนตรัยอย่างร้ายแรง ซึ่งมีความผิดอยู่ 8 ประการ (๑)ขวนขวายเพื่อมิใชลาภแก่สงฆ์(๒) ขวนขวายเพื่อมิใช่ประโยชน์แก่สงฆ์ (๓) ขวนขวายเพื่อให้พระอยู่ไม่ได้ (๔) ด่าว่าเปรียบเปรยภิกษุทั้งหลาย (๕) ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน (๖) ตำหนิติเตียนพระพุทธเจ้า (๗) ตำหนิติเตียนพระธรรม (๘)ตำหนิติเตียนพระสงฆ์
ฆราวาสผู้ใดมีพฤติกรรมดังกล่าว “พระสงฆ์จะประชุมกันแล้วประกาศ” ไม่ให้ภิกษุทั้งหลายคบค้าสมาคมด้วย การคว่ำบาตรในทางพระวินัยไม่ได้หมายถึงการคว่ำบาตรลง แต่หมายถึงการไม่รับบิณฑบาตร ไม่รับนิมนต์ ไม่รับเครื่องใช้ อาหารหวานคาวที่บุคคลผู้นั้นนำมาถวาย แต่หากต่อมาคนผู้นั้นสำนักรู้สึกตน กลับมาประพฤติดี คณะสงฆ์ก็จะประกาศเลิก “คว่ำบาตร” ยอมให้ภิกษุทั้งหลายคบค้าสมาคมรับบิณฑบาตร รับนิมนต์ รับเครื่องไทยธรรมได้ เรียกว่า “หงายบาตร”ดังนั้นการคว่ำบาตรและหงายบาตรจึงถือเป็นการลงโทษทางจารีตแบบหนึ่ง ที่พระสงฆ์ได้นิยมปฏิบัติสืบมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลเพื่อประโยชน์ในการตักเตือนและความอยู่โดยปกติสุขระหว่างพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชน (พระธรรมกิตติวงศ์:คำวัด)
เจตนาหลักในการคว่ำหรือหงายบาตร มองไปที่เจตนาของกรรมวิธีดังกล่าว เป็นไปเพื่อการควบคุมสังคมระหว่างพระสงฆ์ชาวพุทธในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขบนพื้นฐานของเมตตา และมิตรภาพ พร้อมกันนั้นพฤติการณ์ดังกล่าวยังเกิดขึ้นด้วยเจตนาดีเป็นตัวตั้ง
ในทัศนะส่วนตัวของผู้เขียน ชื่นชมกับการที่จะอธิบายแนวคิดของพุทธ มาตอบสนองสังคม ซึ่งเป็นการส่งเสริมสังคมให้เป็นสังคมอุดมปัญญา แต่คำว่าอุดมปัญญา ต้องก่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ดีงามและก่อให้เกิดพฤติกรรมที่มุ่งเน้นไปสู่ “สันติ” ในการอยู่ร่วมกัน ไม่น่าจะเป็นการส่งเสริมที่ก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่นำไปเป็นข้ออ้างในการเผชิญหน้า หรือท้าทายต่อความเชื่อ เพราะเท่าที่สังเกต ไม่ส่งเสริมความรู้อันใด ยังเข้าไปส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเสียเอง
ท่าที่ของวัด พระสงฆ์ และการตีความหลักการใดทางพระพุทธศาสนา ที่ปรากฏต่อสาธรณะหรือการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมอันใดที่ก่อให้เกิดการตีความเป็นอื่น หรือถูกนำไปรับใช้แนวทางหลักอื่นใดที่ก่อให้เกิดความแตกแยก จึงเป็นท่าทีที่ต้องระมัดระวัง เพราะจะกลายเป็นตราบาปต่อพระสงฆ์ และพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ดังกรณี “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ของท่านกิตติวุฑโฒในอดีต เพราะโดยส่วนตัวของผู้เขียนเองไม่ “สมยอม” ในทุกกรณีที่บอกว่าจะให้พระสงฆ์เข้าไปมีส่วนร่วมต่อการเมือง หรือการที่พระสงฆ์จะออกไปมีส่วนร่วมกับการเมือง ก็ควรออกไปอย่างมีหลัก อิงเกณฑ์ตามแนวของพระพุทธเจ้าหรือนำหลักคิดทางพระพุทธศาสนาไปอธิบายให้เกิดความเข้าใจ หรือชี้ผิดชี้ถูกบนฐานคิดเชิงพุทธ ไม่ใช่เข้าไปเป็นผู้มีส่วนร่วมต่อการก่อความขัดแย้งเสียเอง เพราะนั้นเท่ากับเป็นการลดคุณค่าของพระพุทธศาสนา ขนาดดัดแปลงพุทธพจน์ หรือตีความใหม่เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของคนกลุ่มหนึ่ง แล้วมากล่าวอ้างตีสำนวนว่าเป็นประโยชน์ที่ทำให้คนเข้าวัด ฟังเทศน์ฟังธรรม ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ทำบุญทำดี อาจถูกในเบื้องต้นเกี่ยวกับหลักการอย่างนี้ แต่ในเวลาเดียวกันต้องคิดและคำนึงถึงผลที่จะกระทบต่อภาพรวมหรือองค์กรในองค์รวมด้วยมิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่า “พระ” ถูกนำไปเป็นเครื่องมือของการเมือง “หลักพุทธ” ถูกดัดแปลงไปเป็นเครื่องมือรับใช้ “พระ” ที่ฝักใฝ่การเมือง และเอาความชอบไมชอบมาเป็นตัวนำ เคลื่อนตามด้วย “ผลประโยชน์” ในเชิงวัตถุมากกว่าหลักการ ซึ่งตรงนี้ต้องพิจารณาให้รอบครอบเพราะวัตถุหรือผลได้จาการ “ทำบุญ” เป็นเพียงเครื่องยันยันเหตุการณ์นั้น ๆ ว่าอะไรเกิดขึ้น แต่หลักการณ์จะเป็นการยืนยันความมีอยู่ของพระพุทธศาสนาในระยะยาวตามกาลเวลาต่อไป
ผู้เขียนไม่ได้เห็นด้วยกับเหลือง กับแดง หรือกลุ่มอืนใด แต่ผู้เขียนมองในส่วนของศาสนากับ ความเข้าใจต่อศาสนาที่ถูกต้อง เพราะคว่ำบาตร เป็นมาตรการของพระสงฆ์ ที่ใช้ในการควบคุมความสัมพันธ์ของสมาชิกในสังคมไม่ว่าจะในส่วนของพระสงฆ์และชาวพุทธในการอยู่ร่วมกัน หากจะสามารถนำมาอธิบายเสริมต่อว่าถ้าอย่างนั้นเอาแนวคิดพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้การในการจัดการสังคม ควบคุม ตรวจสอบ บนมาตรฐานของกฏหมาย จริยธรรม ศาสนา ถ้า “เขา” ผู้นั้นในฐานะนักการเมือง นักธุรกิจ หรือสมาชิกอื่นใดในสังคม เป็นคนดีก็ส่งเสริม ไม่ดีก็ใช้แนวคิดในเรื่องคว่ำบาตร-หงายบาตร “จัดการ” ได้ ถามว่าประยุกต์ได้ไหมผู้เขียนคิดว่าได้ แต่ในเวลาเดียวกันต้องชี้นำให้ถูกและก่อให้เกิดประโยชน์ในการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่ส่งเสริมความขัดแย้ง หรือการเผชิญหน้าแต่ประการใด หรือนำข้อมูลที่เป็นไปเพื่อความดีงามมาชี้นำที่ผิด จนกลายเป็นความผิดบาป ตัดกรรม ล้างบาปให้กับฝ่ายหนึ่งฝายใด อย่างนั้นคงผิดหลักการและเจตนารมณ์แห่งพระพุทธศาสนาเป็นแน่ ดังทัศนะของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี “การหงายบาตรการตัดกรรมไม่ควรจะเป็นเรื่องของการเมือง การหงายบาตรเป็นมาตรการของสงฆ์ในการเตือนให้คนทำผิดสำนึกผิด การตัดกรรมเป็นเรื่องของการสั่งสอนให้คนทำผิดทำชั่วเลิกทำผิดทำชั่ว เปลี่ยนพฤติกรรม ตัดความชั่วออกไป นั่นคือการตัดกรรมตามหลักของพระพุทธศาสนา” และท่านยังเสริมไปมองเรื่องคว่ำบาตร หงายบาตรที่ถูกนำมาเป็นพิธีกรรมในการ “ลบดี” หรือ “ตัดชั่ว” ที่ว่า “พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ตนทำชั่วเอง จิตก็จะเศร้าหมองเอง ตนทำดีเอง จิตก็จะบริสุทธิ์เอง คนอื่นจะมีช่วยทำพิธี อธิษฐานตัดกรรมแทนกันหาได้ไม่ การที่ทำชั่วเองแล้วจะให้คนอื่นมาตัดให้ไม่ใช่แนวของศาสนาพุทธอย่างสิ้นเชิง ที่คิดจะทำกันไม่ใช่เรื่องของพุทธแต่เป็นเรื่องของทางไสยศาสตร์”
ตามมาดู งง code ครับ สบายดีไหม หายไปนานมากๆๆ
วินย.จู 7/265-267/45-48
วิธีการดูอ้างอิง คือ เรื่องคว่ำบาตร หงายบาตรที่เป็นประเด็นทางการเมือง ปรากฏอยู่ใน พระไตรปิฏก ในส่วนของวินัยปิฎก จูฬวรรค เล่มที่ 7 ข้อที่ 265-267 หน้า 45-48 ย่อเป็น วินย.จู 7/265-267/45-48