คำขวัญตำบลท่าเคย “ดงตาลแดนใต้ นาข้าวนากุ้ง ท้องทุ่งสุดตา อ่างใหญ่มีปลา ยางพาราพันธุ์ดี” ตำบลท่าเคยเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอท่าฉางซึ่งในอดีตเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนสุราษฎร์ธานีก็ว่าได้ แต่ในปัจจุบันพื้นที่ทำนาของคนท่าเคยลดลงเนื่องจากเกษตรกรหันมาปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มมากขึ้นจึงทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นทุ่งสีทองเหลืองอร่ามสุดตากว่าหมื่นๆไร่ก็กลับกลายเหลือเพียงสี่พันกว่าไร่ในปัจจุบัน แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคงอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบในอดีตอยู่แม้บ้านเมืองจะเปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยแต่คนกลุ่มนี้ยังมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่ตลอดยังคล้อยเห็นวัฒนธรรมเก่าๆอยู่เสมอซึ่งเกษตรกรหมู่ที่ 5 ตำบลท่าเคย ได้รวมกลุ่มกันในการอนุรักษ์และรักษาผืนนาไว้จนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 นายพัชรินทร์ รักษาพราหมณ์ เกษตรอำเภอท่าฉางและนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรสำนักงานเกษตรอำเภอท่าฉางได้นัดเกษตรกร กลุ่มทำนาบ้านหนองกุลโดยการนำของพี่ปรีชา วิมล จำนวน 38 ราย มาอบรมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการบริหารศัตรูพืชและการเขตกรรมเพื่อลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามแบบโรงเรียนเกษตรกร ณ ศาลาประชุมหมู่ที่ 5 บ้านหนองกุล ตำบลท่าเคย เกษตรอำเภอได้พบปะกับเกษตรกรและได้ชี้แจงเรื่องศัตรูพืช ศัตรูธรรมชาติและเชื้อบิวเวอร์เรีย หลังจากนั้นพี่ปรีชา ได้เล่าประสบการณ์ในการทำนาให้ได้ผลผลิตมากและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์การลดต้นทุนการผลิตและมีการซักถามกันเป็นระยะและช่วงบ่ายเป็นการฝึกปฏิบัติในการผลิตเชื้อบิวเวอร์เรีย ซึ่งเป็นเชื้อที่เกษตรกรไม่เคยเห็นและได้ยินชื่อมาก่อนซึ่งเป็นของแปลกใหม่กับเกษตรกร และช่วงบ่ายได้เชิญคุณ มีชัย จากศูนย์บริหารศัตรูพืชสุราษฎร์ธานีมาให้ความรู้เรื่องเชื้อบิวเวอร์เรียและพร้อมฝึกปฏิบัติให้แก่เกษตรกร
เชื้อราบิวเวอร์เรีย ( Beauveria bassiasna ) เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคกับแมลง ซึ่งสามารถทำลายแมลงได้หลายชนิดซึ่งได้แก่แมลงจำพวกเพลี้ยต่างๆ หนอนผีเสื้อ ด้วง และแมลงวัน หรือยุงนอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสามารถกำจัดปลวก และมดคันไฟได้ ทำให้มดและปลวกตายยกรังได้
กลไกการเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอร์เรีย คือเมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับผิวของแมลง ในสภาพความชื้นที่เหมาะสม (ความชื้นสัมพัทธ์ 50 % ขึ้นไป) จะงอกเส้นใยแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในลำตัวแมลงแล้วขยายจำนวนเจริญอยู่ภายในโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร แมลงจะตายในที่สุดภายในระยะเวลาต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และวัยของแมลง โดยทั่วไปประมาณ 3 - 14 วันเชื้อราบิวเวอร์เรียสามารถนำมาใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สำคัญในพืชเศรษฐกิจหลายชนิดเช่น แมลงศัตรูพืชเป้าหมายในข้าว ได้แก่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่นเพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ ในมะม่วงได้แก่ เพลี้ยจักจั่นที่ทำลายช่อมะม่วงแมลงค่อมทอง ในพืชตระกูลส้มได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้ม เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดงในพืชผักได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว แมลงหวี่ขาว หนอนผีเสื้อต่างๆในอ้อยได้แก่ แมลงค่อมทอง เป็นต้น
การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมศัตรูพืช
1. เนื่องจากเชื้อค่อนข้างอ่อนแอต่อแสงแดด และอุณหภูมิสูงจึงควรใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียในช่วงเวลาเย็นถึงค่ำ
2. ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีขายตามท้องตลาด ให้ใช้วิธีและอัตราการใช้ที่ระบุไว้ในฉลาก
3. เชื้อราบิวเวอร์เรียชนิดสด ที่รับจากศูนย์บริหารศัตรูพืชหรือที่เกษตรกรผลิตขยายได้เอง ใช้ในอัตราก้อนเชื้อ 1 กิโลกรัม ( 2 ถุง) ต่อน้ำ 25 – 50 ลิตร โดยนำก้อนเชื้อใส่ลงในตาข่ายเขียว แล้วนำไปยีหรือขยี้ในน้ำให้สปอร์เชื้อราหลุดจากเมล็ดข้าวโพดลงไปในน้ำ นำเมล็ดข้าวโพดออกทิ้งไปแล้วนำน้ำที่ได้ไปฉีดพ่น
4. ระหว่างที่ฉีด ให้กวนน้ำเป็นระยะและควรปรับหัวฉีดให้พ่นฝอยละเอียด จะฉีดได้ผลดีและได้พื้นที่เพิ่มขึ้น
5. เชื้อราบิวเวอร์เรียสามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด รวมถึงแมลงศัตรูธรรมชาติบางชนิดด้วยดังนั้นถ้าหากพบว่ามีศัตรูธรรมชาติอยู่มาก ก็ควรงด หรือชะลอการฉีดออกไป
6. เชื้อราจะเข้าทำลายแมลงได้ในสภาพที่มีความชื้นสูง ดังนั้นการใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียในช่วงฤดูแล้ง หรืออากาศแห้งแล้งอาจจำเป็นต้องเพิ่มความชื้นโดยการให้น้ำ หรือพ่นละอองน้ำ ก่อนและหลังการใช้
การผลิตเชื้อราบิวเวอร์เรีย
เกษตรกรสามรถผลิตเชื้อราบิวเวอร์เรียใช้ได้เองโดยขอรับหัวเชื้อจากศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานีนำมาต่อเชื้อลงในเมล็ดข้าวโพด ซึ่งมีขั้นตอนลัวิธีการดังนี้
1. เตรียมวัสดุเลี้ยงเชื้อเชื้อราบิวเวอร์เรียสามารถเจริญเติบโตได้ดีบนเมล็ดธัญพืชทุกชนิดแต่เมล็ดธัญพืชที่ เหมาะสมที่สุดคือเมล็ดข้าวโพดเพราะมีขนาดใหญ่ทำให้มีช่องว่างมาก เมล็ดข้าวโพดที่จะนำมาใช้ต้องไม่เป็นเมล็ดที่คลุกสารเคมีหรือสารกำจัดเชื้อรา การเตรียมเมล็ดข้าวโพดสำหรับเลี้ยงเชื้อราบิวเวอร์เรียทำได้โดยนำเมล็ดข้าวโพดมาล้างให้สะอาด แล้ว
• ทำให้เมล็ดอุ้มน้ำด้วยการแช่เมล็ดไว้ 1 คืน (หรือใช้วิธีต้มประมาณ 30 นาที)
• นำมาพึ่งให้หมาดน้ำ
• นำมากรอกใส่ถุง (ถุงเพาะเห็ด : ถุงทนความร้อนชนิดขยายข้าง ขนาด 6 * 12 นิ้ว)ถุงละประมาณ 5 ขีด (หรือสูงประมาณ 4 นิ้ว ) สวมปากถุงด้วยคอขวด ลึกประมาณ 3 นิ้ว แล้วพับปากถุงลง อุดด้วยสำลี หรือขี้ฝ้าย แล้วหุ้มปากถุงด้วยกระดาษรัดด้วยยางวง
2. นึ่งฆ่าเชื้อเมื่อเตรียมถุงเมล็ดข้าวโพดเสร็จแล้วให้นำไปนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในถุง
• กรณีใช้หม้อนึ่งลูกทุ่ง (ทำจากถัง๒๐๐ ลิตร) ใช้เวลานึ่งอย่างน้อย 3 ชั่วโมง นับจากน้ำเดือด หลังจากนึ่งเสร็จแล้วนำมาวางทิ้งไว้รอให้เย็นแล้วแกะกระดาษที่หุ้มปากถุงออก
3. การเขี่ยเชื้ออุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการเขี่ย เชื้อราบิวเวอร์เรีย ประกอยด้วยตู้เขี่ยเชื้อ ตะเกียง แอลกอฮอล์ (และแอลกอฮอล์ 95 % สำหรับเติมตะเกียง)
เข็มเขี่ยเชื้อ และแอลกอฮอล์ 70 % สำหรับฆ่าเชื้อ
- เตรียมอุปกรณ์ ด้วยการทำความสะอาดตู้ แล้วเช็ดฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ 70 % (นำแอลกอฮอล์ใส่ฟ๊อกกี้ ฉีดภายในตู้ให้ทั่วแล้วเช็ดด้วยสำลี)
- นำอุปกรณ์ใส่เข้าไปในตู้ ได้แก่ ตะเกียงแอลกอฮอล์แก้วน้ำที่แช่เข็มเขี่ยเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ 70 % หัวเชื้อ โดยเช็ดผิวด้วยแอลกอฮอล์ 70 % ก่อนนำเข้าตู้
- นำถุงเมล็ดข้าวโพดที่นึ่งแล้วใส่เข้าไปในตู้ ด้านซ้ายมือแล้วปิดตู้
- เริ่มทำการเขี่ยเชื้อโดยสอดมือเข้าไปภายในตู้ (ก่อนสอดมือเข้าไปต้องเช็ดมือและแขนด้วยแอลกอฮอล์ 70 % ทุกครั้ง) จุดตะเกียงใช้มือขวาจับเข็มเขี่ยด้วยสามนิ้ว (โป้ง ชี้ กลาง) นำมาลนไฟที่ปลายให้แดงแล้วลนมาทางด้ามจับ 2 – 3 ครั้ง
A- ใช้มือซ้ายจับขวดหัวเชื้อแล้วเปิดจุกสำลีโดยใช้นิ้วก้อยของมือขวา ลนไฟที่ปากขวด 2 – 3 ครั้ง
B– สอดเข็มเขี่ยเชื้อเข้าไปตัดวุ้นในขวด ชิ้นละประมาณ ? ตารางเซนติเมตรแล้วจิ้มออกมาจากขวด
C– ลนปากขวดอีก 2 – 3 ครั้งก่อนปิดสำลีเข้าที่เดิม
D– มือซ้ายวางขวดหัวเชื้อแล้วหยิบถุงเมล็ดข้าวโพกมาเปิดจุกสำลีด้วยนิ้วก้อยของมือขวาลนปากถุงเล็กน้อย แล้วใส่หัวเชื้อที่ติดปลายเข็มเข้าไปในถุง
E– ลนปากถุงเล็กน้อยก่อนปิดปากถุง แล้วเขย่าถุงเบาๆนำถุงที่ใส่เชื้อแล้วมาวางด้านขวามือ
- ถุงต่อไป ลนเข็มเขี่ย 2 – 3 ครั้งแล้วทำตามขั้นตอน A – E จนกระทั่งใส่หัวเชื้อหมดทุกถุงในตู้แล้วนำเข็มแช่ในแก้วแอลกอฮอล์ ดับตะเกียงแล้วนำถุงเมล็ดข้าวโพดที่ใส่หัวเชื้อแล้วออกจากตู้
4. การบ่มเชื้อนำถุงเมล็ดข้าวโพดที่ใส่เชื้อแล้ว ไปวางไว้ในสภาพอากาศปกติอากาศถ่ายเทได้ มีแสงสว่างปกติ แต่ไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรงเชื้อจะเจริญเติบโตจนเต็มเมล็ดข้าวโพด ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์เมื่อเชื้อเดินเต็มแล้วก็นำไปใช้ได้การเก็บรักษาเมื่อเชื้อเดินเต็มแล้วควรเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น จะทำให้เก็บไว้ได้นานขึ้น
หลังจากนั้นเกษตรกรได้นำไปใช้ได้ผลดีมากทำให้โรคเพลี้ยกระโดดที่เริ่มลงในนาข้าวก็หมดไปซึ่งสร้างความพึงพอใจให้แก่เกษตรกรและยังช่วยให้เกษตรกรลดใช้สารเคมี และสามารถลดต้นทุนการผลิตและผลิตข้าวที่ปลอดภัยจากสารพิษหลังจากการฝึกอบรมทำให้ผมเห็นถึงความตั้งใจในการเรียนรู้และตั้งใจในการฝึกปฏิบัติถึงแม้หูตาจะไม่ค่อยดีเพราะเกษตรกรเป็นสมาชิก สว.(สูงวัย)กันทั้งนั้น หลังจากนั้นเกษตรกรได้เสนอแนะให้มีการฝึกนักเรียนให้มีการเรียนรู้เรื่องการทำนาและฝึกปฏิบัติ เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนของชาติอนุรักษ์การทำนาไว้ สุดท้ายนี้ผมและกลุ่มขอขอบคุณ กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานีและศูนย์บริหารศัตรูพืชสุราษฎร์ธานี
นายธวัช วรรณดี
นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร
ผู้บันทึก
10 สิงหาคม 2552
ดีมากๆครับ
สนใจเรื่องงานชีววิธีเหมือนกัน