ผมโชคดีที่เลือกทางดำเนินชีวิตของตนเองได้พอสมควร    และที่สำคัญมีโอกาสเลือกด้วย   พ่อแม่ให้การสนับสนุนให้ได้เปลี่ยนจากชีวิตทำมาหากินในชนบท    มาเป็นชีวิตนักวิชาการในเมือง    นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก   ที่จริงพ่อแม่ไม่มีความรู้พอที่จะเข้าใจว่าลูกชายจะดำรงชีวิตแบบนี้ได้อย่างมีความสุข    พ่อแม่คิดอย่างเดียวให้ลูกเป็นหมอ และประกอบอาชีพแพทย์    เพื่อจะได้มีฐานะดีในทางการเงินและได้ช่วยเหลือคนเจ็บป่วย    พ่อแม่ของผมไม่ต้องการให้ลูกมีชีวิตเบียดเบียนคนอื่น อยากให้ช่วยเหลือคนอื่น    เมื่อเห็นว่าลูกพอจะเรียนแพทย์ได้ ก็หนุนเต็มที่ให้ลูกเป็นหมอ

          แต่เมื่อดำเนินชีวิตถึงจุดหนึ่ง    ผมก็อยู่ที่ทางสามแพร่งว่าจะเดินไปทางปกติที่คนเขานิยม หรือจะเดินไปทางที่ตนเองชอบและคิดว่ามีคุณค่ามากกว่า    แม้จะเสี่ยงต่อความยากจน    ผมเลือกแพร่งหลังโดยบอกลูกเมียว่าเราเลือกทางที่ยอมยากจน    แต่เชื่อว่ามีประโยชน์ 

          แต่ไม่จริงเลย ตอนนี้ผมจัดเป็นคน “รวย” คือไม่ใช่รวยเงิน (แต่ก็ไม่ขัดสน)    แต่จัดได้ว่า “รวย” เพราะมีให้แก่สังคมหรือผู้อื่นเสมอ   โดยที่สิ่งที่ให้นั้นส่วนใหญ่ไม่ใช่เงิน    แต่เป็นการให้ “คุณค่า” (vaue) ให้ “ความชื่นชม” (appreciation)

          และที่แปลกมากก็คือ “ยิ่งให้ ยิ่งได้” เพราะเมื่อเราให้    เราได้ endorphin ทันทีเป็นอัตโนมัติ จากสมองของเราเอง  

          เวลานี้สังคมไทยเลือกทำให้คนไทยมีชีวิตแบบแล้ง endorphin  ท่วม adrenalin โดยไม่รู้ตัว    เป็นสังคมจิกตีกันเอง แตกแยกกันเป็นฝักฝ่าย    เป็นการเลือกวิถีฝ่ายต่ำ กระทำต่อกันเอง    ผมภาวนาให้สิ้นสุดยุคนี้โดยเร็ว

          และขอเสนอแนะโจทย์วิจัยต่อนักประวัติศาสตร์ ให้ค้นคว้าอย่างลึกซึ้งถูกหลักวิชาการ ว่าสังคมไทยเดินเข้าสู่วิถีที่ทำลายตนเองเช่นนี้ได้อย่างไร    สมมติฐานก็คือ ไม่ใช่ฝีมือใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง    แต่เป็นเพราะเหตุปัจจัยที่ซับซ้อน   

          ที่จริงชีวิตของผมเปลี่ยนโดยสิ้นเชิงแบบกลับหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อมองจากมุมของพ่อแม่   เมื่อตอนเป็นเด็ก ผมเป็นเด็กดื้อเลี้ยงยาก สอนไม่จำ    เพราะมีความคิดเป็นของตนเอง    พ่อแม่คิดว่าคงจะเสียคน   แต่เมื่ออายุมากขึ้น พ่อแม่ก็กลับมีความสุข เพราะลูกทุกคนมีชีวิตที่มั่นคง    ลูก ๖ คน มีชีวิต ๖ แบบ แตกต่างกัน    แต่ก็เป็นชีวิตในแนวทางที่ดี   ไม่เบียดเบียนผู้อื่น  ไม่เบียดเบียนสังคม

 

วิจารณ์ พานิช
๑๗ ก.ค. ๕๒