ผมกลับมามองว่า...ถ้่าเราเป็นหมอซะเอง...เราคงจะไม่ปล่อยให้คนที่เรารักและ คนไข้ตายไปต่อหน้าต่อตา...คุณตาผมไม่ใช่ญาติหมอหนิ!เป็นเพียงแค่คนไข้ใกล้ตายคนหนึ่ง หมอก็คงคิดว่า..เดี๋ยวก็ตายแล้วจะรักษาทำไม?
"คุณตาจะอยู่กับเราได้อีกเพียงแค่อาทิตย์เดียว"เสียงแม่พูด หลังรับโทรศัพท์ของน้าที่ชลบุรี....ก่อนที่ทุกๆคนจะอึ้งไปตามๆกัน
เมื่อตอนสมัยผมอยู่ประมาณ ม.2 คุณตาผมไปตรวจหลังจากท่านปัสสาวะเป็นเลือด..ผลการตรวจออกมาทำให้ทุกคนตกตะลึง เมื่อพบว่ามีเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว..ในระยะเริ่มแรก หมอบอกว่าท่านจะอยู่ได้อีกอย่างมากแค่1ปี เย็นวันนั้น..ผมบอกตัวเองว่าผมฝันร้าย หมอตรวจผิด! จะเป็นไปได้ไง! คุณตาแข็งแรงจะตาย วันก่อนยังสับกระดูกหมูต้มอยู่เลย...แต่กลับต้องยอมรับควาามจริงหลังจากผลการตรวจซ้ำในอีกไม่กี่วันต่อมา ผมได้แต่นอนคิด อยู่เป็นอาทิตย์ ผมเหลือญาติผู้ใหญ่เพียงตากับยายเท่านั้น ...
ในที่สุดครอบครัวของเราก็ได้วางแผนการรักษากัน...ท่านย้ายมาอยู่กับผมและแม่ที่ขอนแก่น และคุณตานั้นเลือกที่จะใช้วิธีแพทย์ทางเลือกโดยจะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ และไขมัน จะอาศัยโปรตีนจากพืช...และพวกเราทุกคนจะทานเป็นเพื่อนท่าน
คุณตาผมใช้ชิวิตส่วนใหญ่ระหว่างที่ลูกๆหลานๆไปทำงานและไปโรงเรียน วาดรูปสีน้ำ(ท่านเป็นครูสอนศิลปะที่ม.บูรพา) และปฎิบัติธรรม เพื่อความหวังว่าวันนึงท่านจะหาย..จากโรคมะเร็งร้ายนี้
กาลเวลาผ่านไป.....ผ่านไป..หนึ่งปี...2ปี...คุณตาผมก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่ท่านผอมลงไปมาก และต้องเปลี่ยนยาจากยากิน มาเ้ป็นยาฉีดกระตุ้นเม็ดเลือดทุกวันซึ่งทรมานมาก และท่านเหงา..ยังปรับตัวกับสังคมใหม่ที่ขอนแก่นไม่ได้...เนื่องจากท่านอยู่ที่ม.บูรพามาเป็นเวลาถึง40ปี คุณตาจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ี่ชลบุรีเหมือนเดิม...
พอกลับไป....คุณตาได้ไปอยู่กับสังคมเก่า..รู้สึกมีความสุขมาก ท่านกินได้ ยิ้มได้ แต่ในขณะเดียวกันท่านก็หันกลับไปทานเนื้อสัตว์อีก...ผลตรวจในเดือนกุมภาพันธ์ของปี2549 บอกว่าท่านเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว..และคาดว่าจะอยู่ได้อีกเพียง3เดือน
3เดือน!!!..แต่ก็แอบคิดในใจ หมอเนี่ย! ทำนายไม่แม่นเอาซะเลย..รักษากันจริงๆรึปล่าวเนี่ย หรือว่าตรวจมั่ว....อาชีพอะไรก็ไม่รู้ ให้คนไปนั่งรอตัวเองตั้งครึ่งค่อนวัน แต่กลับตรวจไม่ถึง5นาที เพราะัมัวแต่เอาเวลาไปเปิดคลินิค....!!
อยู่ต่อได้อีกยาววว...ผมคิด
3เดือนผ่านไป...คุณตาก็ยังปกติดี ไม่เห็นมีอะไรจะมีก็แต่ผิวที่ลอกเป็นเกล็ดๆ...นี่หรืออาการมะเร็งระยะสุดท้าย...มั่วแล้วหมอ..แบบในหนังเกาหลีไง นางเอกเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ต้องปากซีดๆหมดแรง...ประจวบกับช่วงนั้นไม่ค่อยว่าง(ขึ้นม.ปลาย)..ผมก็เลยไม่ค่อยได้คุยกับคุณตาเท่าไหร่นัก อาจจอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง...
5ตุลาคม2549
เแอ้ดดด!!!
เสียงเปิดประตูรั้วบ้านดังมา...แม่เดินเข้ามาพร้อมกับโทรศัพท์ที่แนบหู ใบหน้าซีเรียส..ตาแดงก่ำ"คุณตาอาจจะอยู่กับเราได้เพียงแค่อาทิตย์เดียว"..หลังจบคำนั้น ทั้งพ่อและน้องต่างก็อึ้งไปตามๆกัน เย็นวันนั้นรถเที่ยว4ทุ่มกว่าๆออกเดินทางไปพร้อมกับแม่ ผม และน้อง..."คุณตาเป็นไงบ้างแม่"ผมถาม...แม่ตอบเพียงสั้นๆว่า.."หอบหนักมาก ไตวาย และฟิล์มปอดก็ขาว"
6ตุลาคม2549

ICUม.บูรพา..เป็นจุดหมายแรกที่พวกเราไปกันหลังจากลงจากรถ คุณตานอนอยู่....ร่างที่ค่อนข้างผอม หายใจผ่านสายยางเล็กๆที่จ่อถึงจมูกหันมามองเราอย่างเอ็นดู...
"ยิ้ม คิน มากันแล้วหรอ"เสียงคุณตาถามพร้อมกับการหายใจที่ค่อนข้างถี่..จากนั้นแกก็พยายามที่จะลุกขึ้น แต่กลับหอบมากกว่าเดิมอีก แกเลยกลับไปอยู่ท่านอนอย่างเดิม พวกเราไม่ค่อยได้คุยอะไรกับแกมาก ส่วนใหญ่เป็นเราจะเป็นฝ่ายพูด แล้วแกจะฟัง...ตอน11โมงกว่าๆพวกเราก็ไปนิมนต์พระอาจารย์เ้จ้าอาวาสวัดเก่าโบราณ(ตรงข้ามตลาดหนองมน)มาถึงห้องICU ...เราก็ให้คุณตายกมือจบสังฆทานที่พวกเราเตรียมไว้..แล้วพระอาจารย์ท่านก็เทศน์เรื่องเกี่ยวกับความเจ็บป่วย..ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ หลังจากพระท่านกลับไป คุณตาก็เริ่มหายใจหอบขึ้น ทางเราจึงตัดสินใจสวมmaskครอบจมูกเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น ก่อนใส่mask คุณตายิ้มให้พวกเราพร้อมกับพูดว่า...เจอกันใหม่ชาติหน้า..
แต่พวกเราก็ไม่นึกว่ารอยยิ้มครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายของท่าน....ถึงตอนนั้นท่านคงรู้แล้วว่า ท่านคงจะลาพวกเราไปในอีกไม่ช้านี้...
ตอนค่ำๆ...เราถามท่านว่า...มองเห็นมั้ย..ท่านกลับบอกว่า"ไม่"...ประสาทการรับรู้อย่างแรกของท่านปิดไปเสียแล้ว..
7ตุลาคม2549
คุณตานอนนิ่งๆอยูบนเตียงห้องICU..ท่านไม่มีความรู้สึกอีกต่อไปแล้ว เหลือเพียงแต่ร่างที่ขยับขึ้นลงตามแรงเป่าจากเครื่องช่วยหายใจ...
หมอ..? มาดูอาการตอนเ้ช้า..เอาไฟส่องๆตาแล้วเซ็นยิกๆๆ...แล้วก็ไป...
แต่ผมสิ ดูแกอยู่ตลอดเวลาแต่กลับไม่มีความรู้ที่จะช่วยแกเลย แม้กระทั่งจะปรับสายเครื่องช่วยหายใจ ให้มันไม่กดจมูกท่าน..ยังไม่กล้า...เพราะกลัวว่าถ้ามันหลุดแล้วเราจะใส่มันคืนไม่เป็น...
จมูกตาช้ำจากรอยการกดทับของหน้ากาก เป็นรอยช้ำเลือด...
23.00น.ปลายเท้าของท่านเริ่มเย็น..เย็นขึ้นมาเรื่อยๆ...แต่ผมเหนื่อยจาการเฝ้ามาทั้งวันทำให้ผมต้องลงไปนอนข้างเตียงกะว่าจะเอนซัก10นาที(ICUปกติจะห้ามญาติเฝ้า) แต่พอดีน้าของผม(ลูกคนเล็กของตา)เป็นพยาบาลอยู่ที่นั่นจึงสามารถขออนุญาตนอนในICUโดยเอาเสื่อมาปูตรงพื้น
8ตุลาคม2549
01.40น. เข่าหนักๆของแม่กดลงอย่างแรงบนตัวผมหลังจากพยายามปลุกด้วยวิธีต่างๆ..แต่ไม่สำเร็จ... "คุณตากำลังจะไปแล้วลูก"เสียงแม่สั่นเครือ...
01.50น. อิติปิโส ภควา...ดังก้องอยู่ข้างหูคุณตา เป็นเสียงที่สั่นเครือ จากผู้สวดที่น้ำตาไหลออกมาเป็นสาย
กราฟEKGจากที่เป็นรูปคลื่นหยักแหลม เริ่มค่อยๆปรากฏเป็นรูปกราฟsine จากนั้นก็ค่อยๆเรียบลงๆๆๆๆเสียงสวดมนต์สิ้นสุดลงหลังจากEKGหยักสุุดท้ายได้หมดไป...เมื่อประมาณ02.08น.
ปั๊มสิครับ!!...ปั๊มสิ!!!!..ผมบอกแม่...แแต่แม่กลับเอื้อมมือไปปิดสวิชต์เครื่องช่วยหายใจ(แม่ผมเป็นวิสัญญีพยาบาลจึงใช้เครื่องเป็น)....แม่!!!
กราฟหัวใจหยักขึ้นมา...ติ๊ด!!!...แม่ๆๆ ตายังอยู่!!....แต่พอหันไปมองจออีกที..กราฟนั้นก็เหมือนจะเป็นกราฟหยักสุดท้ายของชีวิต..เหมือนจะมาเพื่อที่จะบอกลา
ไม่เห็นหมอมาซักคน!!....แม้ในภาวะวิกฤติขนาดนี้...
เห็นเครื่องปั้มหัวใจ เห็นเครื่องฟอกไต อยู่ในห้อง! ถ้าเพียงแค่เราใช้มันเป็น..คุณตาอาจจะยังอยู่กับเราจนถึงวันนี้..
เพียงแค่ผมมีความรู้ที่จะรักษา....คุณตาอาจจะได้กลับมา...
ผมกลับมามองว่า...ถ้่าเราเป็นหมอซะเอง...เราคงจะไม่ปล่อยให้คนที่เรารักและคนไข้ตายไปต่อหน้าต่อตา...คุณตาผมไม่ใช่ญาติหมอหนิ!เป็นเพียงแค่คนไข้ใกล้ตายคนหนึ่ง หมอก็คงคิดว่า..เดี๋ยวก็ตายแล้วจะรักษาทำไม?
แต่ผมขอบอกว่า...ถ้าผมเรียนจบและไ้ด้ใช้คำว่านายแพทย์จริงๆ...ผมจะไม่มีวันปล่อยให้เรื่องที่ผมได้ประสบมาเกิดขึ้นอีกแน่นอน
แต่ในขณะเดียวกัน หมอที่ทุ่มเทเพื่อคนไข้มีมาก..เรื่องหมอที่ไม่ดูแลคนไข้..ที่ผมเอามาเป็นตัวอย่างให้ดูขอให้เป็นบทเรียน ว่าการจะประกอบวิชาชีพนี้ต้องมีใจรักที่จะทำ...ที่จะช่วยคนไข้จริงๆ
นี่คือปัจฉิมโอวาท ตอนที่ท่านยังมีแรงที่จะทำงาน
ขอแสดงความเสียใจด้วย โรคภัยเป็นสิ่งธรรมดาเพราะมันอญุ่คู่กับเราทุกคนไม่ป่วยกายก็ป่วยใจมีคนบอกว่าความทุกข์คือชีวิต แต่ความสุขคือกำไรเท่านั้นเอง
หวัดดีจ๊ะ
สิ่งมีชีวิตทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติ(หลักการจัง)
ทุกคนต่างต้องปรับตัวและยอมรับธรรมชาติที่เปลี่ยนไป
ถ้าเราทำได้สิ่งนั้นคือความกล้าหาญที่น่านับถือ.....จิงๆนะ
หลังผ่านเรื่องร้ายๆ เราก็จะเข้มแข็งขึ้น
สู้ๆเพื่อเป็นหมอที่ดีนะยิ้ม
อื้ม นะ
ตอนนี้ยิ้มก็ทำตามความฝันของตัวเองมาได้เลยครึ่งทางแล้วนะ
ต่อไปยิ้มก็จะเป็นหมอที่ดี
เค้าเป็นกำลังใจช่วย สู้ๆ
ตอนแรกเข้ามาอ่าน ไม่รู้ว่าเป็นของใครเลยไม่เม้น
แบบว่าซึ้งมากจริงๆ จะร้องไห้อ่ะแก t-t
เค้าเชื่อว่ายิ้มจะต้องเป็นหมอที่ดีได้แน่ๆเลย
เป็นกำลังใจให้นะ สู้ๆๆๆ
พยายามเข้าจ้า *-*
ใช่เลย
ต้องพยายาม
เป็นหมอที่ดีได้แน่ๆๆ
เราจะก้จะพยายามเต็มที่เหมือนกันค๊าบบ
เป็นเรื่องเศร้ามากเลยย
เข้มเเข็งไว้นะยิ้มยิ้ม
ตั้งใจเรียน
ไปเป็นหมอที่ดีตามความฝัน
เพื่อคุณตา เพื่อทุกๆคน
เป็นกำลังใจให้ สู้ๆ
เง้อ วศิน
ยิ้มต้องเป็นหมอที่ดี เค้าเชื่อ
เอาประสบการณ์ครั้งนี้คอยเตือนตัวเองไว้เสมอ
เป็นกำลังใจให้นะ ยิ้มม
เป็นเรื่องที่เศร้ามากๆ
แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีน่ะยิ้ม
ไม่ใช่แค่เป็นประโยชน์ต่อยิ้มเพียงคนเดียว
แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆที่ได้อ่านด้วย
ที่จะคอยเตือนและเป็นแรงบันดาลใจ
ให้"เรา"ก้าวสู่ความเป็นหมอที่ดี
เข้มแข็งไว้น่ะจ๊ะ
เป็นกำลังใจให้น่ะ ยิ้ม ยิ้ม
Fighting!!
^__^
เค้าเชื่อว่ายิ้มต้องเป็นหมอที่ดีได้แน่ๆ
การมีจิตใจที่เป็นสาธารณะ จิตใจที่เสียสละ
จิตใจที่เอื้ออาทร คิดถึงผู้อื่นก่อนคิดถึงตัวเอง
ถือเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งในวิชาชีพนี้
นอกจาะเรื่องของยิ้ม..สอนให้ยิ้มมีแง่คิดที่ดี เข้มแข็งมากขึ้นแล้ว
ก้อยังทำให้เพื่อนทีไ่ด้อ่านได้รู้อะไรหลายๆอย่างด้วย..
สู้ๆเด้อ..
ปล. คุณตายิ้มเก่ง..และน่ารักมากก
อ่า
เศร้ามากเลย
แต่ยิ้มก็สู้ๆนะ
เราก็จะพยายามเหมือนกัน
อ่า
เศร้ามากเลย
แต่ยิ้มก็สู้ๆนะ
เราก็จะพยายามเหมือนกัน
เศร้าหงะ มากกก