วัดสร้อยทองร้อยเอ็ด ผีดุ บุหรี่ไฟแดงวาบ ๆ เสียงหมาหอน

 

 

ผีลำเอียงหรือเปล่า

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่ผมประสพกับตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นเล่าให้ฟัง 

เรื่องก็คือว่า  ในระหว่างสงครามอินโดจีน ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส  สมัยเมื่อเรือลามอตปิเกร์ของเขานำขบวนเรือลักลอบเข้ามาโจมตีขบวนเรือรักษาน่านน้ำไทย ที่บริเวณเกาะช้าง จนทำให้เรือธนบุรีของเราถูกปืนเสียหายและจมลง ส่วนเรือลามอตปิเกร์นั้นก็ถูกปืนเอียงกะเท่เร่เสียหายอย่างหนักเช่นเดียวกันแต่เรือในขบวนพากันคุ้มกันและล่าถอยออกไปจากน่านน้ำไทยได้ -นั้น  ตอนนั้นผมยังเป็นนักเรียนมัธยม 3 ใช้ชื่อเดิมว่าคำสอนฯ อยู่ที่รร.เบ็ญจมราชูทิศชายประจำจังหวัดจันทรบุรี 

เสียงปืนเรือที่ยิงโต้ตอบกันได้ยินมาถึงตัวเมืองจันทรบุรีดังตึง ๆ แผ่นดินสะเทือนทุกครั้ง ต่อมาไม่นาน  ผมก็ต้องย้ายตามบิดาที่ไปรับราชการที่จังหวัดร้อยเอ็ด และเข้าเรียนต่อ ที่ รร.ร้อยเอ็ดวิทยาลัยจนถึงชั้น มศ.4   ในระหว่างนั้นสงครามอินโดจีนยังไม่เลิก ทางราชการจังหวัดร้อยเอ็ดได้จัดเวรเฝ้าระวังเครื่องบินข้าศึกที่จะมาโจมตี  โดยตั้งหอเฝ้าระวังขึ้น 1 แห่ง  ให้ข้าราชการชายทั้งทหารและข้าราชการพลเรือนหมุนเวียนกันมาเป็นหัวหน้าชุดเฝ้าระวัง ส่วนลูกชุดได้แก่นักเรียนชายชั้นมัธยม 4 ขึ้นไปทุกโรงเรียนหมุนเวียนกันมาเช่นกัน  นอกจากชุดเฝ้าระวังเครื่องบินแล้ว  ยังมีชุดเฝ้าระวังแสงไฟของพวกแนวที่ 5อีกด้วย

ชุดนี้จะออกทำการในตอนกลางคืน  หัวหน้าชุดได้แก่ข้าราชการชั้นสัญญาบัตรที่ศาลากลางกับลูกเสือระดับ ม.4 ขึ้นไปหมุนเวียนกันมาเป็นลูกชุดเช่นกัน  ผมได้รับการเลือกให้ไปเป็นลูกชุดในทั้ง 2 ภาระกิจกับเขาด้วย ชุดเฝ้าระวังเครื่องบินนั้น  ทางจังหวัดจัดหอสังเกตุการ์ณในตอนกลางวันขึ้นบนต้นโพธิใหญ่ริมถนนกลางเมืองข้างบึงพลานชัย  หอแห่งนี้ต้องปีนบันใดขึ้นไป 2 ทอด บนหอจะมีเพิงพักและกล้องส่งทางใกลไว้สำหรับส่องหาเครื่องบิน  เมื่อได้รับแจ้งข่าวว่าเครื่องบินเข้ามาแล้วก็ต้องส่องกลัองมองหาแล้วใช้โทรศัพท์สายตรงแบบแม็กนีโตหมุนไปแจ้งศูนย็กลางที่สาลากลางอีกที  จากนั้นหากปรากฏแน่ชัดว่าเครื่องบินเข้ามาทางนี้จริง ๆ  ทางจ้งหวัดจึงจะสั่งเปิดสัญญาณไซเร็นแจ้งภัยทางอากาศให้ประชาชนทราบ

อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาที่จัดชุดป้องกันภัยทางอากาศและตรวจสอบแนวที่ 5 นี้ จนกระทั่งสงครามเลิก ก็ยังไม่มีเครื่องบินเข้ามาโจมตีหรือพบแนวที่ 5 ที่จังหวัดร้อยเอ็ดเลยแม้แต่ครั้งเดียว   ระหว่างการทำหน้าที่บนหอคอย พวกเราจึงฆ่าเวลาด้วยการส่องกล้องสำรวจภูมิทัศน์รอบ ๆ ตัวเมืองแทนเสียเป็นส่วนใหญ่ และบ่อยครั้งที่เห็นว่าไม่มีเครื่องบินเข้ามาเสียที  พวกเราเลยส่องกลัองมองพวกนักเรียนหญิงตามร.ร.หญิงหลาย ๆ แห่งที่มองเห็นกันบ้างตามวิสัยของผู้ชายที่กำลังคึกคนอง  ส่วนชุดเฝ้าระวังไฟจากพวกแนวที่ 5 นั้น จะทำงานดั้งแต่พลบค่ำเป็นต้นไป   หัวหน้าชุดจะเป็นข้าราชการชายที่ศาลากลางระดับชั้นตรีขึ้นไป  แต่งเครื่องแบบเต็มตัว และจะได้รับแจกปืนพกสำหรับป้องกันตัว 1 กระบอกพร้อมกระสุน 12 นัด  ลูกชุดจะเป็นบรรดาลูกเสือระดับ ม.4 ขึ้นไปจากโรงเรียนมัธยมต่าง ๆ หมุนเวียนกันมาเช่นกัน  ทุกคนแต่งเครื่องแบบลูกเสือมีไม้พลองลูกเสือเป็นอาวุธคู่กาย 

ผมมีรายชื่ออยู่ในการเฝ้าระวังทั้งสองชุด  หมุนเวียนไปทำการอาทิตย์ละครั้ง   เรื่องที่เป็นหัวข้อในบันทึกนี้เกิดขึ้นในระหว่างการเดินตระเวณป้องกันภัยจากแสงไฟของพวกแนวที่ 5 ในตอนค่ำคืนหนึ่ง  ก่อนสงครามอินโดจีนจะยุติไม่กี่เดือน   คืนนั้น  ผมไปรายงานตัวที่ศาลากลางในตอนค่ำตามปรกติ และจับสลากได้เข้าอยู่ในชุดตระเวณคู่กับลูกเสือต๋าฯ เพื่อนนักเรียนจากอีกโรงเรียนหนึ่ง โดยมีข้าราชการชั้นตรีนายหนึ่ง  จำชื่อไม่ได้  เป็นหัวหน้าชุด พวกเราเดินตรวจตราไปตามถนนที่ได้รับมอบหมาย ไปเรื่อย ๆ  ก็ยังไม่พบแสงไฟจากบ้านเรือนใด ๆ เล็ดดรอดออกมานอกบ้านแม้แต่แห่งเดียว และตามทุ่งนาที่ว่างต่าง ๆ ข้างทางก็ไม่มีกองไฟปรากฏให้เห็นเช่นกัน  ก็เหมือน ๆกับทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา  จนประมาณ สี่ทุ่มเศษ ๆ  พวกเราก็ เดินเข้าใกล้ เขตวัดสร้อยทอง อันขึ้นชื่อกันว่าเป็นวัดที่มีผีดุนักหนา  ขณะนั้น  ท้องฟ้ามืดมิด  มีแต่แสงดาวบนฟากฟ้าเท่านั้นที่ยังพอทำให้มองเห็นถนนหนทางข้างหน้าได้บ้าง  

พอเข้าเขตวัดผมกับลูกเสือต๋าฯก็เบียดเข้าไปใกล้กับหัวหน้าหมู่โดยไม่รู้ตัว  โดยอยู่คนละข้างขนาบหัวหน้าหมู่ไว้ และต่างก็ลดไม้พลองที่พาดบ่าอยู่ ลงมาถือเตรียมพร้อมไว้ในมือ ราวกับนัดกันไว้   ตอนนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งเดินสวนทางไปอย่างเงียบ ๆ  โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น  พอพวกเราเข้าไปเกือบถึงประตูเข้าวัด  ก็เห็นคนออกจากประตูวัดอีก 2-3 กลุ่ม บางกลุ่มเดินไปทางข้างหน้าที่พวกเราจะไป  บางกลุ่มเลี้ยวสวนทางมาทางพวกเรา  ในจำนวนคนพวกนี้มีด้วยกัน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมี 2 คน  เดินผ่านพวกเราไปอย่างเงียบ ๆ เหมือนกลุ่มที่ผ่านพวกเราไปเมื่อครู่นี้  กลุ่มที่ 2 มีจำนวน 3 คน  พอใกล้เข้ามาสักหน่อย พวกเราก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันจากคนพวกนั้น แต่ฟังไม่ได้ความอะไรนัก ต่อมาจึงได้เห็นว่าคนหนึ่งในจำนวนนั้นมีบุหรี่มวนโต กำลังถูกดูดที่ปากของเขามีไฟสีแดงวาบ ๆ ที่ปลายบุหรี่ 

หัวหน้าชุดพวกเราบอกพวกเราเบา ๆ ว่า ให้ระวังคนพวกนี้ไว้  พอพวกนั้นเข้ามาใกล้  หัวหน้าพวกเราก็หยุดเดิน ถามพวกนั้นว่าจะไปไหนกัน   คนพวกนั้นก็หยุดเดินเช่นกันแต่ไม่มีใครตอบ  หัวหน้าเราก็พูดต่อไปว่า  "พวกผมเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจแสงไฟพวกแนว 5 แสงไฟแดงวาบ ๆ จากบุหรี่ของพวกคุณอาจเป็นสัญญาณให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิดเมืองเราได้  จึงอยากขอให้เอาบุหรี่ทิ้งไปเสีย "

พวกเขาก็ยังไม่มีใครพูดอะไรอีก จนครู่หนึ่งคนที่สูบบุหรี่ก็ยกมือไปดึงบุหรี่ในปากออกมาโยนทิ้งไปข้างทางตามที่หัวหน้าชุดบอก และพวกเขาก็ยังคงไม่มีใครพูดอะไรอีก 

ทันใดนั้นก็มีลมโชยเข้ามาพร้อมมีกลิ่นซากศพตามมาด้วยอย่างรุนแรง จนผมต้องยกมือขึ้นปิดจมูกแต่หัวหน้าและต๋าฯกลับยืนเฉยไม่เห็นปิดจมูกเหมือนผมเลย  คนที่สูบบุหรี่พอโยนบุหรี่ทิ้งไปแล้วก็เอามือมาจับแขนผมเบา ๆ ผมเอามืออีกข้างหนึ่งดันไม้พลองออกไปกันมือมันไว้ไม่ให้ใกล้เข้ามาอีก ตอนนี้ผมเห็นหัวหน้าชุดของผม ยกปืนที่ถือไว้ก่อนแล้วจ้องไปทางคน ๆ นั้น ผมเห็นมันผงะหลังไปนิดหนึ่ง ช่วงนั้นผมมองแว๊บไปที่ใบหน้ามันอย่างไม่ตั้งใจและโกรธนิด ๆ ที่มันมาจับแขนผม

แล้วผมก็แทบล้มลงทั้งยืน  เมื่อเห็นหน้ามันชัด ๆ   หน้าตาปรกติของมันเมื่อกี้นี้  เปลี่ยนเป็น ใบหน้าที่ไม่มีลูกตา กล่าวคือตรงที่เคยเป็นลูกตานั้นตอนนี้กลวงโบั๋ว  ตรงจมูกก็โบ๋วเข้าไปเห็นแต่กระดูกขาว ๆ ข้างใน ตรงที่เคยเป็นริมฝีปากก็กลายเป็นซี่ฟันขาวโพลน  ทั้งหมดที่เห็นเหมือนหัวกระโหลกผีไม่มีผิดเลย จะว่ามีใครแอบเอาหน้ากากผีมาใส่ให้มันก็ไม่ใช่แน่เนื่องจากไม่เห็นมีใครอื่นอีกเลย นอกจากนี้  ผมยังรู้สึกว่ามือของมันที่มาจับแขนผมนั้นมันเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง  ผมรีบสบัดมือออกจากมือมัน  ผมเห็นมันแสยะยิ้มให้ผมนิด ๆ ก่อนที่พวกมันจะผละเดินหลีกไปอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับลมที่โชยมาเมื่อกี้นี้และกลิ่นซากศพก็ค่อย ๆ หายไปด้วย   

มันยังไม่จบแค่นี้ เพราะต่อมาอีกสักครู่  เสียงหมาบริเวณบ้านเรื่อนผู้คนแถบที่พวกคนทั้ง 3 เดินไปเมื่อกี้นี้นั้น  ต่างหอนรับกันเป็นทอด ๆ ตามมา เขย่าปอดผมอีกรอบ  ผมหันไปมองตามทางที่พวกมันทั้ง 3 เดินไปเมื่อสักครู่นี้  ก็เห็นแต่ถนนที่ว่างเปล่า ไม่มีวี่แววของพวกมันให้เห็นแต่อย่างใด หัวหน้ารชุดและต่าฯก็เหมือนเดิมคือไม่มีท่าทีว่าจะได้ยินเสียงหมาหอนเหมือนอย่างผม   ผมขนหัวลุกขั้นมาทันที  รีบเข้าไปเกาะตัวหัวหน้าชุดไว้แน่น  หัวหน้ชุดมองผมอย่างแปลกใจ ุถามผมว่า 

"ลูกเสือคำสอน เป็นอะไรไป"

"ผมถูกผีหลอก" ผมตอบเสียงสั่น

"อ้าว หลอกยังไง พี่ไม่เห็นมีอะไรเลย ลูกเสือต๋าฯ ล่ะเห็นอะไรใหม" หัวหน้าชุดหันไปถามลูกเสือต๋าฯ   ๆ สั่นหน้าบอกว่า

" ไม่เห็นมีอะไรเลยพี่"ลูกเสือต๋า ฯ ตอบอย่างแปลกใจเหมือนกัน

" ตาฝาดไปหรือเปล่า ลูกเสือคำสอน "  หัวหน้าชุด หันมาถามผม 

ผมนิ่งเงียบ ไม่ตอบอะไร  อยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อย ๆ บอกไปว่า

" ผมเห็นหน้ามันเหมือนกับกะโหลกผีเลยครับ ตาโบ๋ว,จมูกโบ๋ว ไม่มีริมฝีปาก มีแต่ฟันขาวโพลน มือที่มาจับแขนผมก็เย็นเจี๊ยบเหมือนน้ำเเข็ง "

"แต่พวกเราไม่เห็นมีอะไรนี่, หน้าตาพวกเขาก็ปรกติเหมือนคนทั่ว ๆ ไป"

หัวหน้าชุดและลูกเสือต๋าฯพูดพร้อมกัน   ผมถามหัวหน้าชุดกับต๋าฯว่า"แล้วหัวหน้ากับต๋า ฯได้กลิ่นเหม็นสาบซากศพหรือไม่ ถ้างั้น" ทั้ง 2 คนบอกว่าไม่เห็นมีกลิ่นอะไร เหมือนกัน  ผมเป็นงง เข้าไปอีก เมื่อผมถามอีกว่าตอนนี้ได้ยินเสี่ยงหมาหอนหรือเปล่า ทั้ง 2 คนสั่นหน้าพร้อมกัน แสดงว่าผมได้ยินเพียงคนเดียว อีก

หัวหน้าชุดหยุดกับที่อย่างเดิมอีกพักหนึ่ง แล้วก็บอกให้พวกเราเดินต่อไปว่า" ไปกันเถอะ   เราเสียเวลามากแล้ว "จากนั้นเขาก็ออกเดินนำหน้าพวกเราต่อไปตามปรกติ ผมและลูกเสื่อต๋าฯเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ

ลูกเสือต๋าฯจะคิดอะไรในใจเหมือนผมบ้างหรือเปล่า ผมไม่ทราบ แต่ตัวผมนั้น ยังไม่หายสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมคนเดียว ทั้ง ๆ ที่มาด้วยกันถึง 3 คน  ๆ อื่น ๆกลับไม่เห็นอะไรเลย อดคิดไม่ได้ว่าผีลำเอียงมีด้วยหรือที่เลือกหลอกผมเพียงคนเดียว หรืออย่างไร หรือผมตาฝาดไปอย่างที่หัวหน้าชุดว่า  แต่ผมก็ยืนยันนอนยันว่าผมเห็นเช่นนั้นจริง ๆและได้กลิ่นเหม็นสาบซากศพมากับลมจริง ๆและได้ยินเสียงหมาหอนในตอนหลังจริง ๆ .............

ท่านผู้อ่านครับ  ท่านใดเคยประสพกับเหตุการ์ณแบบเดียวกับผมบ้างใหมครับถ้ามีขอได้ช่วยกรุณาเล่าสู่กันฟังบ้าง  ผมจะได้มีเพื่อนพ้องหัวอกอันเดียวกันอย่างน้อยก็สักรายก็ยังดี และจะได้รู้กันอีกว่าแบบอย่างที่ผีหลอกคนมีอะไรอีกบ้าง เคยได้ยินว่าบางคนเห็นผีไม่มีหัวเดินไปมาให้เห็น,บางคนเห็นคนแว๊บ ๆ เดินหายเข้าไปในกำแพงหรือฝาห้อง  บางคนก็ถูกดึงขาออกจากที่นอน ,บางคนก็บอกว่าเห็นคนสูงเท่าต้นตาลอะไรทำนองนั้นหรือบางท่านบอกว่าเคยเห็นเด็กผมจุกเล่นกันบนหลังคาวัดบางแห่งและที่เบาหน่อยหลายคนบอกว่าเคยถูกผีอำ  ดิ้นขลุกขลักบนที่นอนอยู่คนเดียวยกแขนยกขาไม่ขึ้นฯลฯ  เป็นต้น 

เรื่องของท่านเป็นประเภทใดล่ะครับ     ถ้าผมมี่เพื่อนที่เคยถูกผีหลอกมาก ๆ ผีอาจเลิกลำเอียงไม่หลอกผมคนเดียวอีกต่อไปก็ได้  ใครจะรู้ --อ้อ ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้โม้ นะครับ เป็นเรื่องจริง ๆ ๆ-สวัสดีครับ