ถ้ามีการเตรียมตัวเด็กอย่างดี ลูกคนโตจะมีทัศนคติที่ดีต่อการคุ้มครองและสนับสนุนน้อง

สกัดพี่ขี้อิจฉา กลัวน้องมาแย่งความรัก

แนะพ่อแม่พูดคุย-ทำความเข้าใจอย่างเหมาะสม

การเป็นลูกคนโตเพียงคนเดียวของครอบครัว อาจทำให้เด็กๆ หลายคนเหงา และอยากมีน้องคนที่สองเอาไว้เป็นเพื่อนเล่น แต่พอคุณแม่ตั้งครรภ์ เตรียมมีน้องอีกคนให้จริงๆ เป็นไปได้ที่เด็กๆ บางส่วนจะเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงขึ้นมาแทน ด้วยหวั่นใจว่า ความรักที่เขาเคยได้จากคุณพ่อคุณแม่เต็มที่จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

       พี่ คนโตบางคนที่ขาดการเตรียมความพร้อม หรือการทำความเข้าใจอย่างเหมาะสม เมื่อคุณแม่คลอดน้องขึ้นมาจริงๆ อาจทำให้เขาเกิดความรู้สึกอิจฉาน้องที่มาแย่งความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่ไป และมีอาการงอแง สับสนทางอารมณ์มากขึ้นได้

       ดัง นั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรหาเวลาคุย ทำความเข้าใจกับพี่คนโตบ้าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมอาจเป็นช่วงที่ครรภ์ของคุณแม่มีขนาดใหญ่พอ เด็กสามารถสังเกตเห็นได้ หรือหากกะเวลาเป็นเดือน ก็ควรเป็นเดือนที่ 7 เพราะ หากคุณแม่บอกลูกคนโตไวกว่านี้ สัก 1 - 2 เดือน ก็อาจทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาต้องรอคอยนานมาก และหากบอกช้าเกินไป เด็กก็อาจมีเวลาปรับตัวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น 

       แนวทางในการเตรียมความพร้อม ช่วยลูกคนโตให้สามารถปรับตัวกับการมาถึงของสมาชิกใหม่ในบ้านมีได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น

-          กระตุ้นให้เจ้าตัวเล็กรับรู้ถึงบทบาทใหม่ของตนเอง ว่าเขากำลังจะเป็นพี่ชาย หรือพี่สาวของน้องที่กำลังจะคลอดตามมา เช่น อาจจะเรียกน้องในครรภ์ว่า น้องชาย/น้องสาวของลูก ฯลฯ นั่นจะไปกระตุ้นความรู้สึก "พี่ใหญ่" ให้ตื่นขึ้นได้ และอาจจะดีกว่าการเรียกลูกน้อยในครรภ์ว่า "ลูกของพ่อ หรือลูกของแม่" ให้พี่คนโตรู้สึกสับสน

-          ให้ลูกได้มีโอกาสร่วมเตรียมการต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว เช่น ช่วยตั้งชื่อให้น้อง ช่วยจัดห้องใหม่ ช่วยคุณแม่แพ็กตะกร้าเตรียมไปโรงพยาบาล

-          เมื่อต้องไปอัลตร้าซาวน์ หรือตรวจครรภ์ตามที่คุณหมอนัด อาจพาพี่คนโตไปด้วย ให้เขาได้ร่วมอยู่ในห้องตรวจครรภ์ ได้มีโอกาสมองภาพของน้องร่วมสายเลือดผ่านทางอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องอัลตร้าซาวน์ หรือฟังเสียงหัวใจเต้นของน้องๆ ผ่านทางหูฟัง

-          หาหนังสือนิทานเกี่ยวกับการเป็นพี่ชาย/พี่สาวที่ดี หรือนิทานที่ให้แง่คิดเกี่ยวกับการมาถึงของสมาชิกใหม่ในบ้านมาอ่านให้ลูกฟัง

       อย่าง ไรก็ดี เมื่อครบกำหนดคลอด และคุณแม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล ต้องมั่นใจว่าระดับความสัมพันธ์ของแม่กับลูกคนโตต้องไม่แตกต่างไปจากเดิม และเมื่อเขาไปเยี่ยมคุณแม่ถึงโรงพยาบาล ขอให้เคลียร์วงแขนให้ว่างเอาไว้ เพื่อจะได้ยังมีอ้อมแขนไว้กอดเจ้าลูกคนโตแน่นๆ ให้สมกับที่หายไปนาน หรืออาจให้เขาช่วยติดป้ายชื่อให้กับน้อง - ร่วมทักทายน้องด้วยก็ได้

 

ที่มาของบทความ:       หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

เว็บไซต์อ้างอิง:           http://www.thaihealth.or.th/node/8920

 วิเคราะห์

ความสอดคล้องระหว่างทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทความข้างต้น

          จากบทความดังกล่าว ได้มีการกล่าวถึงการเตรียมบุตรคนโต ในการมีน้องคนเล็ก หรือคนถัดมาจากตนเอง เพื่อให้เด็กมีความพร้อมและมีความเข้าใจที่จะมีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ซึ่งจะทำให้เด็กมีความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจมากขึ้น หากมีการเตรียมความพร้อมที่ดี

          เนื้อหาของบทความดังกล่าว มีความสอดคล้องกับทฤษฎีบุคลิกภาพของ อัลเฟรด แอดเลอร์ ซึ่งได้กล่าวถึงความสำคัญของประสบการณ์ในวัยเด็ก หรือลำดับการเกิด ดังนี้

          แอดเลอร์ เชื่อว่า เด็กแต่ละคนได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ในลักษณะที่มีเอกลักษณ์ขึ้นอยู่กับลำดับการเกิด ลูกคนโตจะเป็นศูนย์กลางความสนใจในครอบครัว ก่อนที่จะมีน้องการเกิดของน้องทำให้เด็กอยู่ในฐานะถูกลดความสำคัญลง และต้องแบ่งความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่กับคนอื่น ผลก็คือลูกคนโตจะรู้สึกไม่พอใจแม่ มุ่งร้ายกับน้อง ความรู้สึกเช่นนี้ จะเกิดขึ้นถ้าพ่อแม่ไม่ได้เตรียมตัวเด็กอย่างเหมาะสม ต่อการเข้ามาใหม่ของน้อง

            ถ้ามีการเตรียมตัวเด็กอย่างดี ลูกคนโตจะมีทัศนคติที่ดีต่อการคุ้มครองและสนับสนุนน้องเข้ามาแทนที่ เด็กจะแสดงบทบาทพ่อหรือแม่และรับผิดชอบสวัสดิภาพของน้อง

(ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการ รู้ไว้ใช้เป็นแนว ตอนที่ 1) ลองอ่านดูได้

ดังนั้น จากบทความข้างต้น ได้แนะนำวิธีการในการเตรียมตัวสำหรับแม่เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกว่าตนเองถูกลดความสำคัญลง ซึ่งจะช่วยให้ลูกคนโตมีความรู้สึกมั่นคง และพร้อมที่จะต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวได้เป็นอย่างดี

และจากพื้นฐานการเตรียมความพร้อมดังกล่าว เด็กเองจะได้เรียนรู้สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่ตนเองจะต้องปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันในครอบครัวอย่างมีความสุข ต่อไป