ทุกข์ คือสิ่งที่เป็นไป (Phenomena) อย่าไปยึดติด จะเกิด “ความทุกข์”

ผมเริ่มศึกษาธรรมะอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ ๒ ด้วยเหตุผลของการเป็นข้อต่อรองกับพ่อ ที่พ่อของผมอยากให้ผมบวชเมื่ออายุครบ ๒๐ปี

ผมได้ถามพ่อผมว่า จะให้บวชไปทำไม

พ่อผมบอกว่า "ก็จะได้เรียนธรรมะ"

แต่ ด้วยความที่

ผมเป็นเด็กวัดมาเจ็ดปี ตั้งแต่เด็ก จนถึงชั้นมัธยม ผมพบอะไรมากมายพอสมควรที่ทำให้ผมปฏิเสธสภาพของ “วัด” ที่ผมอาศัยมา

ที่ประเมินแล้วว่า ผมไม่เชื่อว่าจะมีประโยชน์อะไรที่ผมจะบวช ผมอาจจะเป็นพระที่ไม่ดีกว่าพระอื่นๆ ที่ผมเห็นมาก็เป็นไปได้

แต่ผมก็ไม่อยากอธิบายมาก เพราะผมยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก และไม่อยากลบหลู่สถานที่ และพระผู้มีอุปการคุณของผม ที่ช่วยให้ผมได้มีที่พัก อาหาร น้ำ ไฟ ฟรี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาดังกล่าว

จนทำให้ผมรอดจากความเป็นลูกชาวนาจนๆ มาจนถึงทุกวันนี้

ผมเลยขอพ่อว่า ถ้าอ่านหนังสือธรรมะแทน ศึกษาจากหนังสือ ตำรา จะพอได้ไหม

พ่อนิ่งไปพักหนึ่งแล้วก็ตอบว่า “งั้นก็ลองดู” พร้อมกับยื่นหนังสือธรรมะให้ผมสองเล่ม เล่มหนึ่งเป็นของท่าน ปัญญานันทะ วัดชลประทานรังสฤษดิ์  อีกเล่มหนึ่งเป็นของท่านพุทธทาส วัดสวนโมกข์

ผมเริ่มจากดูอย่างจริงจัง ตั้งแต่เนื้อหาที่ปก คำอธิบายต่างๆ และเนื้อหา และพยายามอ่านส่วนต่างๆ “ตามใจชอบ

ที่ผมเลือกและชอบ มีตั้งแต่ ที่ตั้งของวัด การอธิบาย การใช้คำที่กินใจ

ผมจึง “ชอบ” การอุปมาอุปมัยของท่านพุทธทาส มากกว่าของท่านปัญญานันทะ

และพยายามติดตามหาซื้อที่แผงหนังสือสนามหลวง ริมคลองหลอดทุกวันเสาร์อาทิตย์ ที่ผ่านไปทางนั้น

ผมยอมรับตรงๆว่าผมติดยึดแนวคิดของท่านพุทธทาส มากกว่าแนวทางอื่นๆ

และแปลกแต่จริง ผมชอบคำที่ท่านใช้ที่ผมสรุปมาใช้อยู่คำหนึ่ง “อย่ายึดมั่น ถือมั่น จะทำให้เกิดความทุกข์”

แต่ก็เข้าใจแบบฉาบฉวย กว่าจะเข้าใจแบบซึ้งๆ ก็เกือบ ๓๐ ปี

ผมพยายามทำความเข้าใจ “ไตรลักษณ์”

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างยากเย็น

ที่ยากเพราะว่า ดูเหมือนจะเข้าใจ แต่ไม่ซึ้ง ไม่อยู่ในกระแสคิด กว่าจะซึ้งได้ใช้เวลากว่า ๒๐ ปี

สาเหตุหลักที่ทำให้ผมเข้าใจอย่างสับสน และคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกันระหว่าง “ทุกข์” กับ “ความทุกข์” ทำให้การแยกแยะอะไรต่างๆ ทำได้ยาก กว่าจะเข้าใจได้ก็เกือบ ๔๐ ปี  ตอนนี้ผมพยายามใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการแยกแยะคำทั้งสอง ไม่ให้ปนกัน ว่า

ทุกข์ คือสิ่งที่เป็นไป (Phenomena) อย่าไปยึดติด จะเกิด “ความทุกข์”

และ ความทุกข์ คือ ความรู้สึกไม่ชอบ ไม่พอใจ ไม่สบาย โศกเศร้า เสียใจ (Misery หรือ Sadness)

ที่ทำให้ผมเข้าใจ “ไตรลักษณ์” ได้ดี และง่ายขึ้น

และเมื่อเริ่มซึ้งกับไตรลักษณ์ ผมก็มามองวิถีชีวิตของผมเอง ว่าบิดเบี้ยว หรือติดยึดในเรื่องอะไรบ้าง

ผมก็ค่อยๆ ปล่อยวางทีละเรื่องที่นึกออก คิดทัน

ที่คิดไม่ทัน นึกไม่ออก ก็ยังติดยึดอยู่พอสมควรทีเดียวและครับ

ผมเริ่มวางจาก

·        การติดยึดในรสอาหาร ชนิดอาหาร ยารักษาโรค สารเสพติด และของอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่ทำได้ง่ายที่สุด สักประมาณ เกือบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา

·        ติดยึดกับเกียรติ และศักดิ์ศรี ประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมา

·        ติดยึดกับความมีชีวิตของตัวเอง ญาติพี่น้อง และบุคคลต่างๆ ประมาณ ๒๐ ที่ผ่านมา

·        ติดยึดกับความเคยชินตามสถานที่ เวลาต่างๆ เวลากิน เวลานอน  เวลากลางวันกลางคืน ประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมา

·        ติดยึดกับกิเลสการแต่งตัว การกิน การนอน การฉลอง ประมาณ ๕ ที่ผ่านมา

·        ติดยึดกับวิถีชีวิตของตนเอง ประมาณ ๕ ปีที่ผ่านมา

·        ติดยึดกับสไตล์ ของใช้ ประมาณ ๓ ปีที่ผ่านมา

·        ติดยึดกับการได้รับการยกย่อง หรือรางวัล ประมาณ ๒ ปีที่ผ่านมา

·        ติดยึดกับทรัพย์สมบัติ ประมาณ ๑ ปีที่ผ่านมา

แต่อย่างว่านะครับ ยังไม่มีอะไรสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นับได้แค่ว่าพอทำได้ และทุกข์น้อยลงเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ

ทำให้ผมได้ข้อสรุปบทเรียนของตัวผมเอง

แค่ คิดและทำ “ตามตำรา” ของท่านพุทธทาส

ว่า “ความทุกข์” เกิดเพราะ การติดยึดกับสิ่งสมมติ

ผมเลยเพิ่งรู้ว่าการเรียนรู้ของผมนี่ช้าจริงๆ ใช้เวลากว่า ๔๐ ปี ยังได้นิดๆ หน่อยๆ เลยไม่พ้น “ความทุกข์” จริงๆ สักที แต่ก็ดูเหมือนจะเบาลงไปมากครับ

ทำให้ผมนึกถึงความปราดเปรื่องของ พระพุทธเจ้า ที่ท่านใช้เวลาในชาติสุดท้ายของท่าน แค่ ๖ ปี ก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว

แต่ท่านก็บำเพ็ญเพียรมาตั้ง ๕๐๐ ชาติ จึงได้มาขนาดนี้

แล้วคนที่อาจจะเกิดมามากกว่า ๕๐๐ ชาติ แต่ไม่บำเพ็ญเพียรล่ะ จะเป็นอย่างไร

ข้อนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดไม่ออกจริงๆ

รู้แต่ว่าเส้นทางชีวิตและจิตวิญญาณของผม ยังอยู่อีกไกลเหลือเกิน

ที่จะพ้น “ความทุกข์ ทุกข์ และ การเวียนว่ายตายเกิด

เพราะสมองผมคิด และเรียนรู้ได้ช้าเหลือเกิน

แต่อย่างไรผมก็ยังพยายาม “ติดยึด” อยู่กับทางสายกลาง

ที่

วาง แต่ไม่ปัดความรับผิดชอบที่มีต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และโลก

หลีกเลี่ยง แต่ไม่ขัดขืน ไม่ส่งเสริมสิ่งที่เป็นสิ่งสมมติทั้งหลายในโลก ทำให้เกิด "ความทุกข์"

อยู่กับธรรมชาติ และความเป็นจริงของชีวิต ทรัพยากร และสังคม

ทำบุญ ทำทาน เพื่อกรุยทางสะดวกให้ชีวิตตัวเองอยู่และตายอย่างมีประโยชน์ คุ้มค่ากับการเกิดมาแล้ว และทรัพยากรของโลกที่ผมยืมมาใช้

เพื่อทั้งโลกนี้และโลกหน้า จนกว่ามีมีบุญบารมี สะสมมากพอที่จะ "ดับ" ได้อย่างสมบูรณ์

นี่คือตัวตนจริงๆของผมในวันนี้  (๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๒) ครับ