ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม
ผู้ศึกษา นางบุญเรือน สายทอง
ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2551
บทคัดย่อ
ภาษาไทยเน้นความสำคัญของการออกเสียงภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง การส่งเสริมให้รักการอ่าน การเขียน ภาษาไทยให้ถูกต้องตามอักขรวิธี และรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำที่เหมาะสมด้วยความสำคัญความจำเป็น และเหตุผลที่สอดคล้องกันว่า ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย ดังนั้นการรายงานครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน 3.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน กลุ่มที่ได้รับการพัฒนาคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม จำนวน 41 คน ใช้เวลาทดลอง 32 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคือแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน จำนวน 8 ชุด ชุดละ 8 กิจกรรม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการดำเนินการ
1. แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 89.05/85.93
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน หลังเรียนมากกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.64,S.D. = 0.57)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการการบริหารจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ 2) การบริหาร จัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ3) ทดลองใช้การบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ 4) ประเมินการบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ โดยประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) กลุ่มผู้ร่วมวิจัย จ านวน 74คน ประกอบด้วยผู้อ านวยการสถานศึกษา รองผู้อ านวยการสถานศึกษา ครูผู้สอนโรงเรียนด่านอุดมศึกษา ผู้ปกครองเครือข่าย 2) กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย บุคลากร จ านวน 74 คน 3) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจ านวน 74คน ประกอบด้วย1)ผู้อ านวยการโรงเรียน จ านวน 1คน 2) รองผู้อ านวยการโรงเรียนจ านวน 1 คน 3) หัวหน้าระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จ านวน 2คน 3)ครูที่ปรึกษา จ านวน 12คน 4)ผู้ปกครองเครือข่าย จ านวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต ประเด็นสนทนากลุ่มแบบสรุปผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบคัดกรองนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย(X)ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)ค่า Wilcoxon Signed Ranks Testและการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)ผลการวิจัยพบว่า การวิจัยเรื่อง การบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ปรากฏผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1. การบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ มีชื่อว่า กระบวนการโรงเรียนร่วมกัน (CPOEB) มีองค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ คือ การจัดท าการบริหารจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ที่เป็นระบบสัมพันธ์กัน โดยค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ความรู้ความสามารถ และทักษะที่ส าคัญ ที่ต้องพัฒนาโดยใช้วิธีการฝึกอบรมและการลงมือปฏิบัติโดยมีผู้บริหารให้ค าแนะน าอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้ครูกลุ่มเป้าหมายมีคุณภาพในการส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน และสามารถน าไปพัฒนาประกอบการดูแลนักเรียน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษและกระบวนการของรูปแบบมี 6 ขั้นตอนโดยมีการก ากับ ติดตามอย่างต่อเนื่องทุกขั้นตอนเพื่อให้การปฏิบัติการวิจัยเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อันจะส่งผลให้การบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมขสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด2. ผลการตรวจสอบความสมเหตุสมผลเชิงทฤษฎี ความเป็นไปได้ และความสอดคล้องของการบริหาร จัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษมีชื่อว่า ซีทีเออีอาร์เอ (CTAERA Model) โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่าความสมเหตุสมผลเชิงทฤษฎี มีค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อ ระหว่าง 0.80 -1.00 ความเป็นไปได้ของรูปแบบ มีค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อระหว่าง 0.80 –1.00 และความสอดคล้องของรูปแบบมีค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อ ระหว่าง 0.80–1.00ทั้งนี้เนื่องมาจากขั้นตอนการบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ มีกระบวนการที่เป็นระบบมีความเกี ่ยวเนื ่องสัมพันธ์กัน ทุกองค์ประกอบ ซึ่งก็คือ ปัจจัยน าเข้า กระบวนการ และผลลัพธ์ที่คาดหวัง3. ผลการใช้การบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ สรุปได้ดังนี้3.1 สมรรถนะผู้เรียน หลังการใช้รูปแบบโดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด ยอมรับสมมติฐานการวิจัยที่ก าหนดไว้ และเมื่อพิจารณาการประเมินผลผู้เรียนเป็นรายด้านโดยเรียงล าดับจากมากไปน้อย 3.2 การบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05โดยหลังการใช้การบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ มีคะแนนสูงกว่า ก่อนการใช้การบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนโรงเรียนด่านอุดมศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ3.3ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ครูผู้รับการอบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยอมรับสมมติฐานการวิจัยที่ก าหนดไว้โดยหลังการใช้การบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ มีคะแนนสูงกว่าก่อนการใช้การบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนโรงเรียนด่านอุดมศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ3.4 สมรรถนะการบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ พบว่าครูผู้รับการอบรมมีสมรรถนะในการบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัด ศรีสะเกษ อยู่ในระดับมากที่สุด ยอมรับสมมติฐานการวิจัย ที่ก าหนดไว้ 3.5 ความพึงพอใจของครูที่มีต่อการบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ โดยภาพรวม พบว่า ครูมีความพึงพอใจต่อ การบริหารจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน โรงเรียนด่านอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษอยู่ในระดับมากที่สุด ยอมรับสมมติฐานการวิจัยที่ก าหนดไว้
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินโครงการวิถีพุทธ วิถีไทย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร
สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
ชื่อผู้ประเมิน นางสาวนันทรัตน์ คงทน รองผู้อำานวยการโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
ปีที่ประเมิน ปีการศึกษา 2564
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
การประเมินโครงการวิถีพุทธ วิถีไทย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตของโครงการวิถีพุทธ วิถีไทย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ผู้ประเมินได้ใช้รูปแบบซิปป์โมเดล ของ
สตัฟเฟิลบีม ในการประเมินโครงการโดยมีวิธีดำเนินการประเมิน ดังนี้ แบ่งการประเมินออกเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 ก่อนการดำเนินโครงการ ประเมินด้านบริบท โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการจัดทำโครงการ ความเป็นไปได้ของโครงการ และความสอดคล้องเหมาะสมของวัตถุประสงค์โครงการ และประเมินด้านปัจจัยนำเข้าเกี่ยวกับความเหมาะสมและความเพียงพอของบุคลากร งบประมาณ อาคารสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ และกิจกรรม
ระยะที่ 2 ระหว่างการดำเนินโครงการ ผู้ประเมินได้ประเมินด้านกระบวนการเกี่ยวกับความเหมาะสมของกระบวนการดำเนินโครงการ ได้แก่ การวางแผน การดำเนินงาน การติดตามและประเมินผล และการนำผลไปปรับปรุงและพัฒนา และ
ระยะที่ 3 หลังสิ้นสุดโครงการ ผู้ประเมินได้ประเมินพฤติกรรมตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน และความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องที่มีต่อโครงการวิถีพุทธ วิถีไทย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียน และผู้ปกครอง จำนวน 517 คน ใช้เครื่องมือประเภทแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ตามรูปแบบของลิเคิร์ท วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการประเมิน พบว่า
มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ความต้องการจำเป็นในการจัดทำโครงการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นไปได้ของโครงการ
มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก
ผลการประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการวิถีพุทธ วิถีไทย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ตามความคิดเห็นของผู้อำานวยการสถานศึกษา ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ โดยมีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก คือ ความเหมาะสมและความเพียงพอของกิจกรรม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ความเหมาะสมและความเพียงพอของบุคลากร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และความเหมาะสมและความเพียงพอของอาคารสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก
ผลการประเมินด้านกระบวนการของโครงการวิถีพุทธ วิถีไทย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำาหนดไว้ โดยมีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก คือ การดำเนินงาน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ การวางแผน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และ การติดตามและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก
ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการวิถีพุทธ วิถีไทย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ของโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช มี2 ตัวชี้วัด ดังนี้
4.1 ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการวิถีพุทธ วิถีไทย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ตัวชี้วัด พฤติกรรมตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน ตามความคิดเห็นของครู ในภาพรวม อยู่ในระดับ คุณภาพ ดี– ดีเยี่ยม 99.36% ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ โดยมีระดับคุณภาพ ดี– ดีเยี่ยม 100% จำนวน 3 ข้อ คือ ข้อที่ 1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ข้อที่ 5 อยู่อย่างพอเพียง และข้อที่ 7 รักความเป็นไทย
4.2 ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการวิถีพุทธ วิถีไทย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ตัวชี้วัด ความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องต่อโครงการ ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครอง ในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำาหนดไว้ โดยมีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก คือ โรงเรียนมีความพร้อมในการดำเนินโครงการวิถีพุทธ วิถีไทย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ของโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ โรงเรียนดำเนินโครงการวิถีพุทธ วิถีไทย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และ ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมีความพึงพอใจต่อผลการดำเนินโครงการวิถีพุทธ วิถีไทย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนทางพูนวิทยาคาร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด
ชื่อเรื่อง การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมระบบกลไกหนุนเสริมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC : Professional Learning Community) เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในสังกัดเทศบาลเมืองปัตตานีชื่อผู้วิจัย นางเรณู บุบผะเรณูตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานีปีการศึกษา 2564บทคัดย่อการวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมระบบกลไกหนุนเสริมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC : Professional Learning Community) เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในสังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี โดยใช้วิธีการวิจัยในลักษณะของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยมี 5 กลุ่มตามรูปแบบการพัฒนาหลักสูตร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยมีครูในสังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ หลักสูตรฝึกอบรมระบบกลไกหนุนเสริมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC : Professional Learning Community) เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในสังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น โดยวิธีการของ KJ. Method ออกแบบเครื่องมือและพัฒนางานวิจัย และหาประสิทธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรม นำผลการวิจัยที่ได้ไปประเมินหลักสูตรตามแบบจำลองของซิป (CIPP Model) ของแดเนียล แอล สตัฟเฟิลบีม (Daniel L. Stufflebeam) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ การประเมินสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation) การประเมินสภาวะแวดล้อม โดยผู้วิจัยเป็นการรวบรวมข้อมูลความต้องการของครูในสังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ตำรา งานวิจัย และการวิเคราะห์หลักสูตรและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ โดยมีวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม คือ การเพิ่มความรู้ ทักษะทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมทั้งเจตคติของครูในสังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี เนื้อหาของหลักสูตรประกอบด้วย 5 หัวข้อเรื่อง ดังนี้ ความหมายและความสำคัญของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ(PLC : Professional Learning Community) แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC : Professional Learning Community) ระบบกลไกหนุนเสริมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC : Professional Learning Community) การนำกระบวนการ PLC สู่การปฏิบัติในสถานศึกษา และการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ PLC โดยกำหนดให้ผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ จำนวน 20 คน/รุ่น จำนวน 2 วัน
ชื่อเรื่อง การพัฒนาหนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 ชื่อผู้วิจัย นางวนิดา วัชรมานะกุลสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์)ปีที่ทำการวิจัย ปีการศึกษา 2566
บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาหนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของหนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้หนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อหนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน 25 คน แบบวิจัยใช้แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย หนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 แผนการจัดประสบการณ์การใช้หนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ 7 แผน แบบวัดคุณภาพของหนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 แบบทดสอบวัดทักษะทางภาษา แบบสอบถามความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อหนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การหาประสิทธิภาพของหนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษา (E1/E2) ค่าความสอดคล้องของหนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อประสม ค่าความตรงเชิงเนื้อหา ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าความยาก (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) ค่าความเที่ยง (KR – 20) และ ( )ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาหนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 และแผนการจัดประสบการณ์ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ามีความสอดคล้อง ได้ค่า IOC เท่ากับ 0.842. ผลการหาประสิทธิภาพของหนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.20 / 83.50 ซึ่งมีผลเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80 /803. เด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 มีทักษะทางภาษา ในภาพรวมก่อนการจัดประสบการณ์โดยใช้หนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษาสร้างสรรค์ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 26.92 หลังการการจัดประสบการณ์มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 34.80 เมื่อเปรียบเทียบแล้วพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้4. เด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อหนังสือภาพคำกลอน เกมและสื่อภาษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.76
ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียน โรงเรียนวัดบ้านดงผู้วิจัย นายพิชิตชัย บุปผาโทปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2566
บทคัดย่อ
ผลการวิจัยพบว่า1. ผลการศึกษาองค์ประกอบและแนวทางการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านดง พบว่า ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ2) ปัจจัยการบริหาร 3) กระบวนการบริหาร 4) เป้าหมายความสำเร็จ และแนวทางการบริหารจัดการเรียนรู้ของแต่ละองค์ประกอบ2. รูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านดง ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 วัตถุประสงค์ของรูปแบบ องค์ประกอบที่ 2 ปัจจัยการบริหาร ประกอบด้วย 1) องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหาร 2) บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร 3) คุณลักษณะของผู้บริหาร 4) คุณลักษณะของครู องค์ประกอบที่ 3 กระบวนการบริหาร ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน ขั้นตอนที่ 2 การจัดองค์กร ขั้นตอนที่ 3 การสร้างแรงจูงใจ ขั้นตอนที่ 4 การควบคุมงาน และองค์ประกอบที่ 4 เป้าหมายความสำเร็จ ประกอบด้วย 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 2) ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) 3) ผลการประเมินคุณภาพของผู้เรียน (NT) 4) ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) 5) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน 6) ความพึงพอใจของครูผลการตรวจสอบรูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านดง ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านดง พบว่า ครูสามารถปฏิบัติตามรูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านดง อยู่ในระดับมากที่สุด4. ผลการประเมินรูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านดง พบว่า 1) ผลการเปรียบเทียบร้อยละของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดบ้านดง ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ในปีการศึกษา 2566 สูงกว่าปีการศึกษา 2565 โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีผลการประเมินเพิ่มขึ้นสูงที่สุด รองลงมาได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มีผลการประเมินเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบร้อยละของคะแนนเฉลี่ยการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกด้านการประเมิน ในปีการศึกษา 2566 สูงกว่าปีการศึกษา 2565 และเมื่อเปรียบเทียบร้อยละคะแนนเฉลี่ยของโรงเรียนกับระดับประเทศ ในปีการศึกษา 2566 พบว่า สูงกว่าระดับประเทศทุกด้านการประเมิน 3) ผลการเปรียบเทียบร้อยละของคะแนนเฉลี่ยการประเมินคุณภาพของผู้เรียน (NT) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทุกด้านการประเมิน ในปีการศึกษา 2566 สูงกว่าปีการศึกษา 2565 และเมื่อเปรียบเทียบร้อยละคะแนนเฉลี่ยของโรงเรียนกับระดับประเทศ ในปีการศึกษา 2566 พบว่า สูงกว่าระดับประเทศทุกด้านการประเมิน 4) ผลการเปรียบเทียบร้อยละของคะแนนเฉลี่ยการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในวิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาคณิตศาสตร์ ปีการศึกษา 2566 สูงกว่าปีการศึกษา 2565 และเมื่อเปรียบเทียบร้อยละคะแนนเฉลี่ยของโรงเรียนกับระดับประเทศ ในปีการศึกษา 2566 พบว่า สูงกว่าระดับประเทศทุกรายวิชา 5) ผลการเปรียบเทียบร้อยละของผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดบ้านดง ก่อนและหลังทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านดง ในปีการศึกษา 2566 สูงกว่าปีการศึกษา 2565 ทุกข้อ โดยคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ข้อที่ 5 อยู่อย่างพอเพียง มีผลการประเมินเพิ่มขึ้นสูงที่สุด รองลงมาได้แก่ ข้อที่ 8 มีจิตสาธารณะ ข้อที่ 7 รักความเป็นไทย ข้อที่ 6 มุ่งมั่นในการทำงาน ข้อที่ 2 ซื่อสัตย์สุจริต ข้อที่ 4 ใฝ่เรียนรู้ ข้อที่ 1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และข้อที่ 3 มีวินัย มีผลการประเมินเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด 6) ผลการประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อการปฏิบัติตามรูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านดง พบว่า ในภาพรวมครูมีความพึงพอใจต่อการปฏิบัติตามรูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านดง อยู่ในระดับมากที่สุด