ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดที่ Mexico
สถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
การระบาดเริ่มต้นที่ประเทศเม็กซิโก โดยเริ่มพบผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม และต่อมาได้รับการยืนยันว่าเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กลางเดือนเมษายน และมีการลุกลามของการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและออกไปในหลายประเทศจากการเดินทางของประชาชน ในประเทศเม็กซิโกมีผู้ป่วยจำนวนมาก มีสัดส่วนที่มีอาการรุนแรงคือมีปอดอักเสบค่อนข้างสูง และพบว่ามีอัตราตายประมาณ 6% แต่ในผู้ป่วยที่พบในประเทศอื่นๆล้วนมีอาการไม่รุนแรง ส่วนใหญ่หายได้เอง ยังไม่ชัดเจนว่าความแตกต่างนี้เป็นเพราะอะไร นอกจากนี้ในประเทศอื่นๆที่มีรายงานพบผู้ป่วยล้วนยังสามารถควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดต่อเนื่องในประเทศ ซึ่งเป็นแนวป้องกันที่สำคัญมาก ในขณะที่เขียนบทความนี้ (วันที่ 30 เมษายน 2552) ระดับการเตือนภัยขององค์การอนามัยโลกอยู่ที่ระดับ 5 ซึ่งหมายความว่ามีการติดเชื้อจากคนไปคนและระบาดในมากกว่า 1 ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน หากมีอีกประเทศหนึ่งที่มีการแพร่ระบาดอยู่ในต่างภูมิภาค ก็จะเลื่อนเป็นระดับ 6 ซึ่งถือเป็นระดับของการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic)
ความเสี่ยง ความหวัง และความกลัว
องค์การอนามัยโลกได้ยกระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 4 และกำลังพิจารณาเลื่อนเป็นระดับ 5 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง ความเสี่ยงในการเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกมีสูง ขณะนี้ทั่วโลกมีความหวังกันว่าแต่ละประเทศจะสามารถรักษาแนวป้องกันของตนเองไว้ได้นานพอที่จะทำให้การระบาดในประเทศเม็กซิโกสงบลงได้ ซึ่งหากทำได้การระบาดใหญ่ทั่วโลกก็จะไม่เกิดขึ้น และไวรัสก็อาจจะถูกกำจัดไปได้ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับการะบาดของโรคซาร์ ข้อที่ช่วยให้มีความหวังคือการที่ยังไม่พบไวรัสสายพันธุ์เดียวกันนี้ในสัตว์ ทำให้มีความหวังว่าหากสามารถควบคุมและกำจัดเชื้อในคนได้ก็จะสามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้ นอกจากนี้การที่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ยังไวต่อยา Oseltamivir (Tamiflu®) ก็ทำให้มีเครื่องมือเบื้องต้นในการที่จะรักษาผู้ป่วยและป้องกันการติดเชื้อในผู้สัมผัสโรค จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่ทุกประเทศจะสามารถรักษาแนวป้องกันของตนเอง โดยการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น หาตัวผู้ป่วยผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากดินแดนระบาด และป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อแพร่ต่อไป โดยการแยกผู้ป่วย ให้การรักษา และเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อในผู้สัมผัส เรายังไม่ทราบชัดเจนถึงประสิทธิภาพในการแพร่เชื้อของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ หากไวรัสมีประสิทธิภาพปานกลาง และมาตรการป้องกันของทุกประเทศทำอย่างเข้มแข็งก็มีความเป็นไปได้ที่การระบาดใหญ่ทั่วโลกจะไม่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากไวรัสมีประสิทธิภาพสูงมาก และแม้มาตรการจะดำเนินการเต็มที่ก็มีโอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดที่ควบคุมไม่ทันในประเทศอื่น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกก็จะสูงมาก
หากสถานการณ์เป็นไปในทางเลวร้าย คือแต่ละประเทศไม่สามารถหยุดยั้งการระบาดที่เข้ามาจากภายนอกได้ทัน และเกิดการะบาดในวงกว้างขึ้นในประเทศต่างๆ หรือเกิดการะบาดใหญ่ทั่วโลกขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญอันดับถัดมาก็คือความรุนแรงของโรค ดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่าข้อมูลเบื้องต้นในประเทศเม็กซิโกระบุว่ามีอัตราตายประมาณ 6% ซึ่งหากเป็นจริงและเกิดความรุนแรงของโรคระดับเดียวกันในการระบาดใหญ่ทั่วโลก ก็จะถือว่าเป็นการระบาดใหญ่ที่มีความรุนแรงมาก จะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทุกภาคส่วน อย่างไรก็ตามโอกาสที่โรคจะมีความรุนแรงในระดับนั้นน่าจะมีน้อยมาก ด้วยเหตุผลหลายประการกล่าวคือ ผู้ป่วยที่รายงานในประเทศต่างๆในปัจจุบันส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง การที่ประเทศเม็กซิโกรายงานอัตราตายสูงอาจเนื่องจากตรวจพบและรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโดยรวมต่ำกว่าความเป็นจริงคือไม่ได้ตรวจพบและรายงานกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีอาการน้อย ทำให้พบและรายงานเฉพาะรายที่อาการรุนแรงซึ่งเป็นส่วนน้อย หรืออาจเป็นไปได้ว่าไวรัสที่ระบาดในเม็กซิโกและที่แพร่ออกสู่ประเทศอื่นๆมีความแตกต่างกัน ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วก็มีความเป็นได้พอสมควร เนื่องจากในกลุ่มไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้อาจมีสายพันธุ์ย่อยที่มีความรุนแรงต่างกัน และผู้ที่ติดเชื้อด้วยเชื้อชนิดที่รุนแรงมากก็จะป่วยหนักอย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสน้อยที่จะออกเดินทางไปยังประเทศอื่น ในทางตรงข้ามผู้ที่ติดเชื้อด้วยไวรัสที่ทำให้อาการอ่อนหรือไม่มีอาการก็จะมีโอกาสที่จะเดินทางได้มากกว่า เมื่อเชื้อแพร่ระบาดออกไปเรื่อยๆก็มีแนวโน้มที่จะคัดเลือกให้ได้ไวรัสที่แพร่เชื้อได้ดี แต่ก่อโรคไม่รุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยมีรายงานในการระบาดใหญ่ทั่วโลกที่มีมาก่อนหน้านี้
ไข้หวัดใหญ่ Mexican และ ไข้หวัดหมู (Swine Influenza) เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
เชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ชนิด A ในคน, ไข้หวัดหมู และ ไข้หวัดนก รวมทั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ที่พบในสัตว์อีกหลายชนิด ล้วนเป็นไวรัสที่มีความใกล้ชิดกัน และเชื่อว่ามีบรรพบุรุษร่วมกันจากไวรัสที่พบในนกน้ำ ไวรัสเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วติดเชื้ออยู่ในสัตว์ชนิดเดียว แต่ก็พบมีการติดเชื้อข้ามไปยังสัตว์ชนิดอื่นได้เป็นครั้งคราว มีรายงานการติดเชื้อไข้หวัดหมูในคนเป็นครั้งคราวในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ โดยคนติดเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับหมูที่ป่วย ซึ่งอาการป่วยในหมูมักไม่รุนแรง และการติดเชื้อไข้หวัดหมูในคนที่มีการรายงานก็ไม่ได้มีการติดเชื้อต่อจากคนไปคน โรคไข้หวัดหมูในคนจึงไม่ได้เป็นปัญหามากนัก อย่างไรก็ตามนักวิชาการก็มีความกังวลกันว่าไวรัสไข้หวัดหมูอาจเป็นต้นกำเนิดของไวรัสที่สามารถติดเชื้อจากคนไปคนได้ดี และจะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ เช่นเดียวกับความกังวลที่เกิดขั้นกับไข้หวัดนก มีความแตกต่างที่ชัดเจนอยู่ระหว่างไข้หวัดหมูและไข้หวัดนกในสัตว์ ก็คือการระบาดของไข้หวัดหมูในประชากรหมูมีความรุนแรงน้อยกว่าการระบาดของไข้หวัดนกในสัตว์ปีก ทั้งในขอบเขตของการระบาด และความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้นกับหมู ไวรัสไข้หวัดหมูสามารถพบได้ในทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย และมีหลายสายพันธุ์ ได้แก่ H1N1, H1N2, และ H3N2
ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดที่ Mexico เป็นไวรัสสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบที่ใดมาก่อน และถึงแม้ว่าจะเป็นไวรัสชนิด H1N1 และลักษณะทางพันธุกรรมของไวรัสแตกต่างไปจากไวรัสไข้หวัดหมู H1N1 และไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1 ที่แพร่ระบาดทั่วไปในคน (seasonal influenza virus)สิ่งที่ทำให้เรียกชื่อไวรัสชนิดนี้เป็นไข้หวัดหมู เพราะรหัสพันธุกรรมของไวรัสหลายส่วน โดยเฉพาะยีน H1 และ N1 พบว่าคล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมู จึงน่าจะมีที่มาจากไวรัสไข้หวัดหมู โดยพบว่า ยีน H1 คล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมูที่แพร่ระบาดอยู่ในหมูในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 ส่วนยีน N1 นั้นพบว่าน่าจะมาจากไวรัสไข้หวัดหมูที่ระบาดอยู่ในทวีปเอเชียและยุโรป ส่วนยีนอื่นๆนั้นน่าจะมีที่มาแตกต่างกันจากหลายแหล่งซึ่งรวมถึงไวรัสไข้หวัดหมูและอาจมีจากไวรัสของสัตว์อื่นด้วยซึ่งยังไม่เป็นที่ชัดเจน ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้จึงเป็นไวรัสลูกผสมจากไวรัสหลายชนิด ซึ่งยังไม่ทราบว่าต้นกำเนิดของการผสมสายพันธุ์ของไวรัสนี้เกิดขึ้นในสัตว์หรือคน แต่เนื่องจากยังไม่พบไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ระบาดในสัตว์ชนิดใด จึงตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นว่าไวรัสที่อาจจะเกิดขึ้นในคน และได้ปรับตัวมาให้เหมาะสมกับการติดเชื้อและระบาดในคน
ไวรัสไข้หวัดหมูในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์เดียวกับที่พบส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียและยุโรป มีการติดเชื้อในหมูและเกิดการระบาดขนาดเล็กขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างจากไวรัสไข้หวัดหมูที่พบในหมูในสหรัฐอเมริกา และแตกต่างจากไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดในMexico อย่างไรก็ตามมีบางชิ้นส่วนของรหัสพันธุกรรม ได้แก่ยีน N1 และยีน M ของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดที่ Mexico ที่อาจจะมีที่มาจากไวรัสไข้หวัดหมูสายพันธุ์เอเชีย/ยุโรป จึงเป็นส่วนที่จะมีความคล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมูในประเทศไทย อย่างไรก็ตามความคล้ายกันนี้ไม่ได้ทำให้ไวรัสไข้หวัดหมูในประเทศไทยมีความเป็นอันตรายมากขึ้นแต่อย่างใด เพราะการจะติดเชื้อมาคนได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีส่วนผสมของพันธุกรรมหลายๆส่วนที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนของยีน H1 ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก ไวรัสไข้หวัดหมูในประเทศไทยจึงยังไม่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการติดเชื้อในคน และไม่เกี่ยวข้องกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
ไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ (Influenza pandemic)
ในอดีตมีการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่เกิดขึ้นเป็นระยะอย่างค่อนข้างสม่ำเสมอ ในศตวรรษที่ผ่านมามีการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่เกิดขึ้น3 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1918, 1957, และ 1968 ซึ่งเรียกกันว่า Spanish Flu (H1N1), Asian Flu (H2N2), และ Hong Kong Flu (H3N2) ตามลำดับ ซึ่งในแต่ละครั้งมีความรุนแรงแตกต่างกัน โดย Spanish Flu มีความรุนแรงมากที่สุด เพราะเป็นเชื้อที่มีความรุนแรงในก่อโรคสูง และทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากถึง 40 ล้านคน ในขณะที่สองครั้งหลังไวรัสมีความรุนแรงต่ำกว่า และมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 1 ล้านคน หากสถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลกก็น่าจะเป็นการระบาดชนิดที่มาความรุนแรงไม่สูงนัก ในการเกิดการระบาดใหญ่แต่ละครั้งนั้นเกิดขึ้นจากมีไวรัสชนิดใหม่จากสัตว์ที่ปรับตัวเข้ามาติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ดีในมนุษย์ การะบาดอย่างรุนแรงเป็นวงกว้างเกิดจากการที่ประชากรของมนุษย์ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อชนิดใหม่มาก่อนเลย ในขณะที่ไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดตามฤดูกาลตามปกติมีการแพร่ระบาดรุนแรงน้อยกว่า เพราะจะมีส่วนหนึ่งของประชากรที่เคยติดเชื้อมาแล้วในปีก่อนๆและมีภูมิคุ้มกันทำไม่ติดเชื้อซ้ำอีก
วัคซีน
ถึงแม้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้จะเป็นไวรัส H1N1 เช่นเดียวกับที่มีติดเชื้อในคนอยู่ก่อนแล้ว และมีในวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ใช้กันอยู่ แต่ความแตกต่างระหว่างไวรัส H1N1 ทั้งสองนี้น่าจะมากจนวัคซีนไม่สามารถให้การป้องกันได้ อย่างไรก็ตามข้อมูลที่บ่งชี้ว่าวัคซีนไม่น่าจะสามารถป้องกันได้นั้นเป็นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในหลอดทดลองเท่านั้น จึงสรุปได้เพียงว่าไม่มีข้อมูลและหลักฐานว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะใช้ป้องกันไข้หวัด Mexican ได้ ส่วนการผลิตวัคซีนที่ใช้ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้น่าจะใช้เวลาอีกหลายเดือน ซึ่งหากการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดในแต่ละประเทศสามารถยืดระยะการเริ่มระบาดออกไปได้นานพอ ก็มีโอกาสที่จะสามารถใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมการระบาดได้
ประชาชนทั่วไปควรปฏิบัติตัวและเตรียมพร้อมอย่างไร?
ในระยะที่ยังไม่พบโรคในประเทศ เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือการที่จะพบผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศได้ทันเวลาที่จะป้องกันไม่ให้มีการแพร่เชื้อต่อไปได้ มาตรการของภาครัฐที่จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนคือ การรายงานผู้ที่มีอาการไข้หวัด ซึ่งได้แก่ไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก และเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด หรือมีผู้ป่วยหลายคนที่ใกล้ชิดกันและมีอาการคล้ายๆกัน ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้หรือไม่โดยเร็ว เพื่อที่จะควบคุมการแพร่เชื้ออย่างได้ผล ดังนั้นหากตัวท่านหรือท่านพบเห็นผู้ที่เข้าข่ายดังกล่าวจะต้องรีบพบแพทย์โดยเร็ว
ในการปฏิบัติตัวทั่วไปหากเกิดการระบาดขึ้นในระดับใดก็ตาม ได้แก่ การหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่มีคนอยู่จำนวนมาก การล้างมือบ่อยๆ การไม่เอามือขยี้ตา หรือเอามือเข้าปากจมูก และหากมีอาการหวัด ไอ จามให้อยู่กับบ้านและใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น หรือในกรณีที่ต้องเข้าไปอยู่ในที่ชุมชนในพื้นที่ที่เกิดการระบาดการใช้หน้ากากอนามัยก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ที่มา....
http://emerging.kku.ac.th/main.htm