รวบรวมโดย.....ปวส.2/1 การบัญชี นำเสนอ อ.ชิษณุพงศ์

                 ปรัชญา เป็นภาษาสันกฤต แปลว่า รู้ทั่ว รู้ดี รู้อย่างประเสริฐ แม้ว่าประเทศอินเดียจะไม่ได้นำศัพท์ว่า ปรัชญามาเรียกวิชา Philosophy อย่างประเทศแต่เขาก็เรียกเช่นเดียวกันกับเรา  Philosophy   ศัพท์ว่า ทรรศนะ ซึ่งแปลว่า ความเห็น คือความเห็นความจริงแท้ในเรื่องนั้น ๆ  ดังนั้นความหมายของ  Philosophy ก็คือรักความรู้ รักความเฉลียวฉลาด ความปราดเปรื่อง นั่นเอง  เพราะฉะนั้นปรัชญาคือวิชาแห่งปัญญา ไม่ใช่วิชาแห่งอารมณ์ และความงมงาย ทำไมมนุษย์ถึงจึงต้องรักความรู้  ชอบรู้สิ่งต่าง ๆ ดังที่อาริสโตเติลกล่าวว่า มนุษย์ทุกคนต้องมความอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมชาติ เพราะความอยากรู้อยากเห็นนี่เอง ที่ทำให้โลกเจริญด้วยวิทยาการสมัยใหม่ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ดังในปัจจุบัน และด้วยปัญญาเช่นกัน ที่ทำให้มนุษย์ก้าวขั้นสูงกว่าสัตว์ทั้งหลาย แม้ในหมู่มนุษย์ด้วยกัน ก็ยังแตกต่างกันไป ใครมีปรัชญาหรือยึดปรัชญาแบบใด ก็ดำเนินชีวิตโดยปราสจากปรัชญาหรือ ทุกคนต้องดำเนินชีวิตไปตามปรัชญาชีวิต ไม่ว่าสมัยโบราณหรือสมัยปัจจุบัน  ปรัชญาอินเดียจึงมีหลายสาขาคือ อุปนิษัท จารวาก เชน พุทธ นยายะ ไวเศษิกะ  สางขยะ โยคะ   มีมางสา และเวทานตะ

ลักษณะทั่วไปของปรีชญาอินเดีย 


1.       ถือว่าชีวิตเป็นทุกข์  ปรัชญาอินเดียถือว่า เมื่อมีชีวิตเกิดขึ้นมาแล้ว  ก็ต้องประสบทุกข์กายและทุกข์ใจนานาประการ เช่น แก่ เจ็บ ตาย หิวกระหาย ร้อนหวาน ปวดเจ็บ ความผิดหวัง และความเสียใจเป็นต้น ปรัชญาอินเดียถึงแม้ว่าจะสอนว่าชีวิตเป็นทุกข์ แต่ก็ไม่ได้สอนให้อยู่กับความทุกข์

2.       เน้นเรื่องสังสารวัฏ  คือการเวียนว่ายตายเกิด ปรัชญาอินเดียถือว่าชีวิตไม่ใช้เพิ่งเริ่มต้นจากครรภ์มาดาในชาตินี้ หากแต่ว่าได้มีมาก่อนหน้านี้  เพียงแต่อาศัยครรภ์มารดาเป็นปรากฏการณ์ในชาติหนึ่งเท่านั้น ชีวิตไม่ได้สิ้นสุดที่กองฟอนหรือที่หลุมฝังศพเท่านั้น และต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่เรื่อยไปตราบที่ยังกิเลส คนอาจเกิดเป็นสัตว์ สัตว์อาจเกิดเป็นคน ทัง้นี้ก็ขึ้นอยู่กับกรรมหรือการกระทำของเขาเป็นเหตุ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว กฏแห่งกรรมเป็นกฏที่ธำรงโลกไว้

3.       เน้นจุดหมายสูงสุดของชีวิต เมื่อชีวิตเป็นทุกข์ก็สอนถึงจุดหมายสูงสุดของชีวิตได้ด้วย ซึ่งมีชื่อต่างกันเช่น  นิพพาน โมกษะ และไกวัลยะ

4.       เน้นภาคปฏิบัติ คนอินเดียถือว่า ปรัชญาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต เมื่อลัทธิใดมีปรัชญาอะไรขึ้นมา พวกสาวกของลัทธินั้น ก็นำมาเป็นปรัชญาชีวิต เพื่อเป็นประทีปส่องทางให้แก่ชีวิตของตน พวกเขาได้ช่วยกันรักษาปรัชญานั้นไว้ให้มีชีวิตอยู่ ทั้งที่อนุชนรับสืบทอดต่อไป

5.       ถือว่าอาตมันหรือวิญญาณเป็นอัมตะ วิญญาณเป็นอมตะไม่ตายไปตามร่างกาย เมื่อร่างกายคร่ำคราหรือชำรุดใช้ไม่ได้อีกแล้ว วิญญาณก็จะออกจากร่างไปถือเอาใหม่ในภพภูมิต่อไป

การจัดประเภทปรัชญาอินเดีย 1. อาสติกะ 2. นาสติกะปรัชญาอินเดียแบ่งเป็น 2 พวก โดยแบ่งตามการนับถือเกี่ยวกับคัมภีร์พระเวท

1.ปรัชญานาสติกะ โดยเป็นปรัชญาที่ไม่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์พระเวท ได้แก่

 -ปรัชญาจารวาก
 -ปรัชญาเชน
 -พุทธปรัชญา
 -พุทธปรัชญาสำนักไวภาษิกะ
 -พุทธปรัชญาสำนักเสาตรานติกะ
 -พุทธปรัชญาสำนักโยคาจาร
 -พุทธปรัชญาสำนักมาธยมิกะ

2.ปรัชญาอาสติกะ โดยเป็นปรัชญาที่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์พระเวท ได้แก่

 -ปรัชญานยายะ
 -ปรัชญาไวเศษิกะ
 -ปรัชญาสางขยะ
 -ปรัชญาโยคะ
 -ปรัชญามีมางสา
 -ปรัชญาเวทานตะ
 -ปรัชญาอไทฺวตะ เวทานตะ

 -ปรัชญาวิศิษฏาไทฺวตะ เวทานตะ

 ปรัชญาจีน

                 ปรัชญาจีนเกิดขึ้นมานานหลายพันปีและมีมากมาย ทั้งนี้ก็เพราะประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในเอเชีย และมีประชากรมากที่สุดในโลกดังกล่าวแล้ว จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องมีนักคิดนักค้นคว้าในเรื่องต่างๆ อยู่มาก ประเทศจีนจึงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญแห่งหนึ่งของโลก เพราะมีความเจริญก้าวหน้าและมีวิทยาการต่างๆ มากมาย เมื่อกล่าวถึงปรัชญาแล้ว ปรัชญาจีนถึงแม้จะมีมากอย่างที่เรียกว่า ปรัชญาร้อยสำนัก แต่เมื่อกล่าวถึงสำนักใหญ่ๆ ที่มีผลงานตกทอดมาถึงปัจจุบันก็มี ๔ สำนักคือ ๑. สำนักปรัชญาเต๋า  ๒. สำนักปรัชญาขงจื้อ  ๓. สำนักปรัชญาม่อจื้อ และ ๔. สำนักปรัชญานิตินิยม ซึ่งมีเนื้อหาสาระของแต่ละสำนักโดยสังเขปดังนี้

๑.      สำนักปรัชญาเต๋า สำนักนี้มีเหลาจื้อหรือเล่าจื้อเป็นหัวหน้า และนักปรัชญาอื่นๆ ที่สำคัญของสำนักนี้ก็มี จวงจื้อหรือจังจื้อ ปรัชญาในสำนักนี้มีเต๋าเป็นจุดหมายสูงสุด เต๋าเป็นนามธรรม แต่ก็เป็นบ่อเกิดของสรรพสิ่ง คอยหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง และเป็นจุดหมายสูงสุดของสรรพสิ่ง เพราะฉะนั้นทุกสิ่งเกิดขึ้นได้เพราะเต๋า ตำรงอยู่ได้เราะเต๋าและกลับคืนสู่เต๋าอีก สำนักนี้เชื่อว่าคนเคยมีความสุขสบายในบุรพกาลมาแล้วแต่เพราะความที่ขาดปัญญาจึงเห็นผิดเป็นชอบ ตอบสนองกิเลสตัณหาโดยหันหลังให้กับธรรมชาติดั้งเดิม แล้วมุ่งสร้างวัฒนธรรมและอารยธรรมขึ้นมา ผลก็คือแต่ละคนมีความทุกข์ สังคมวุ่นวาย มีปัญหาน้อยใหญ่ให้แก้อย่างมิรู้จบสิ้น สำนักนี้มีความเห็นต่อไปว่า วิธีที่จะแก้ความยุ่งยากนั้นได้ก็โดยการหยุดสร้างวัฒนธรรมและอารยธรรมเสีย แล้วกลับเข้าหาธรรมชาติดั้งเดิมของตนอีก นักปรัชญาสำคัญอีกคนหนึ่งคือ หยางจื้อ ถึงแม้จะมีปรัชญาไม่เหมือนใครโดยเฉพาะ แต่ก็มีบางอย่างได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเต๋า เช่นเรื่องชะตากรรม เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงอาจสงเคราะห์หยางจื้ออยู่ในสำนักปรัชญาเต๋าก็ได้โดยปริยาย

๒.    สำนักปรัชญาขงจื้อ มีขงจื้อเป็นหัวหน้า นักปรัชญาที่สำคัญของสำนักนี้นอกจากขงจื้อก็มี เม่งจื้อ และซุ่นจื้อ ปรัชญาสำนักนี้มุ่งสอนให้คนกลับสู่อดีตเช่นกัน จะต่างกันก็คือแทนที่จะเน้นธรรมชาติกลับเน้นจารีตประเพณี ดนตรีและคุณธรรมที่ดีงามในอดีต สำนักนี้เชื่อว่าคนในสมัยอดีตเคยสุขสบาย สังคมมีระเบียบ เราะทุกคนปฏิบัติตามจารีตประเพณีและคุณธรรมมาแล้ว เพราะฉะนั้นสันกขงจื้อจึงรณรงค์ให้ฟื้นฟูจารีตประเพณี ดนตรี และคุณธรรมที่เคยดีงามมาแล้วในอดีตมาให้ผู้คนปฏิบัติกันอีก วิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้คนมีความสุข สังเคมมีระเบียบวินัย

๓.     สำนักปรัชญาม่อจื้อ มีม่อจื้อเป็นหัวหน้า ปรัชญาสำนักนี้แตกต่างกับปรัชญาทั้งสำนักเต๋าและสำนักขงจื้อ เพราะทั้ง ๒ สำนักเน้นเรื่องอดีตดังที่กล่าวมาแล้ว ส่วนสำนักม่อจื้อเน้นปัจจุบันเท่านั้น ม่อจื้อเชื่อว่าอดีตเป็นความผันผ่านไปแล้วก็ไม่อาจหวนกลับมาอีก กาลเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ผ่านไปเช่นกัน สิ่งที่เหมาะสมกับสมัยหนึ่ง เพราะฉะนั้น คนมีปัญญาควรสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาให้สอดคล้องตรงกับความจริงในปัจจุบัน อย่างเช่น ทุกคนต้องการความสุข เกลียดความทุกข์ด้วยกัน ต้องการมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคนเราจึงควรเห็นอกเห็นใจกัน แผ่ความรักความเมตตาให้กัน ช่วยเหลือกัน ไม่แบ่งแยกชนชั้นให้ต่างกัน

๔.     สำนักปรัชญานิตินิยม โดยมีฮั่นเฟยจื้อเป็นตัวแทน ปรัชญาสำนักนี้ชี้ให้เห็นว่าอำนาจและกฎหมายมีความจำเป็น และสำคัญที่สุดในการนำความสงบสุขมาสู่บุคคลและสังคม ทั้งนี้ก็เพราะฮั่นเฟยจื้อได้รับอิทธิพลจากปรัชญาของซุ่นจื้อซึ่งเป็นอาจารย์ของตนว่า ธรรมชาติแท้หรือจิตสันดานของคนมีแต่ความเลวร้าย จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจและกฎหมายมาเป็นเครื่องควบคุม ฮั่นเฟ่ยจื้อเชื่อว่า วิธีการใช้อำนาจและกฎหมายมาใช้เป็นการสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องการได้อิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่น่าปรารถนา มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และไม่ต้องการอนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าพอใจ มีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจและกฎหมายจึงทำให้คนอยากทำดี เพื่อจะได้รับรางวัลตอบแทนและไม่กล้าทำความชั่ว เพราะกลัวถูกลงโทษทัณฑ์ หากเป็นได้ดังกล่าวก็เท่ากับทำให้สังคมสงบสุขโดยอัตโนมัติ

สำนักปรัชญาจีนถึงแม้จะมีมาก แต่เมื่อกล่าวถึงสำนักที่สำคัญก็มีเพียง ๔ สำนักดังกล่าวแล้ว หรือเมื่อกล่าวถึงนักปรัชญาที่สำคัญก็มี ๘ คน จากสำนักทั้ง ๔ นั้นก็มี เหลาจื้อ ขงจื้อ ม่อจื้อ หยางจื้อ เม่งจื้อ จวงจื้อ ซุ่นจื้อ และฮั่นเฟ่ยจื้อ ปรัชญาทั้ง ๔ สำนักเกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์โจว ซึ่งนักปรัชญาถือว่าเป็นสมัยทองแห่งปรัชญา ส่วนปรัชญาสำนักอื่นๆ ที่เกิดขึ้นภายหลัง ต่างก็อ้างปรัชญาในสมัยราชวงศ์โจวเป็นหลักด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นปรัชญาทั้ง ๔ สำนักจึงเป็นสายธารใหญ่ที่แตกตัวออกไปเป็นลำธารสาขาต่างๆ

ปรัชญาทั้ง ๔ สำนักถึงแม้จะขัดแย้งกัน แต่ในที่สุดก็ช่วยกันหล่อหลอมเป็นลักษณะปรัชญาจีนขึ้นมา นั่นก็คือเน้นภาคปฏิบัติมากกว่าภาคทฤษฎี เน้นจริยศาสตร์มากกว่าสติปัญญา เน้นรูปธรรมมากกว่านามธรรม เน้นชาตินี้มากกว่าชาติหน้า เน้นการเป็นปรัชญามากกว่าเป็นศาสนา

ปรัชญาจีนทั้ง ๔ สำนัก ได้เจริญรุ่งเรืองตลอดมา จะตกต่ำบ้างก็บางคราว แต่ที่ต้องมาตกอับมากที่สุดก็ในรัชสมัยของพระเจ้าจิ๋นซีอ๊วง เพราะพระองค์มีพระราชโองการให้เผาคัมภีร์และทำลายล้างนักปราชญ์ต่างๆ ดังกล่าวแล้ว แต่หลังจากนั้นแล้วปรัชญาบางสำนักก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยมาในรูปใหม่เพราะผสมผสานกับปรัชญาต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ สำนักที่สำคัญก็มี สำนักเต๋าใหม่ และสำนักขงจื้อใหม่ โดยเฉพาะสำนักขงจื้อใหม่เจริญรุ่งเรื่องมากในสมัยราชวงศ์ฮั่นเพราะรัฐคอยอุปถัมภ์ แต่ครั้นมาถึงสมัยราชวงศ์แมนจูเป็นต้นมาปรัชญาจีนทุกสำนักต้องประสบเคราะห์กรรมหนักตลอดมา เพราะจีนได้รับอารยธรรมตะวันตก เลื่อมในปรัชญาตะวันตก จึงทำให้มีนักวิจารณ์และนักกังขานิยมกันมาก พวกนี้จึงมุ่งแต่สนใจแยกแยะภาษาและวิจารณ์คำสอน ปรัชญา จารีตประเพณีอื่นๆ ของจีนว่าไม่เหมาะสม ไม่เป็นวิทยาศาสตร์จึงทำให้จีนล้าหลัง ไม่เจริญก้าวหน้าดังชาติตะวันตก ดังนั้นปรัชญาต่างๆ ควรถูกทำลายเสีย โดยเฉพาะปรัชญาขงจื้ออยู่ในฐานะลำบากที่สุด เพราะถูกถือว่าเป็นรากเหง้าแห่งศักดินาจึงถูกรณรงค์ให้กำจัดออกไป

ประเทศจีนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง และได้อนุรักษ์อารยธรรมนั้นไว้ได้ตลอดมา ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่เคยเป็นแหล่งอารยธรรมของโลกต้องสูญเสียตำแหน่งนี้หลายประเทศแล้ว แต่มาบัดนี้จีนกลับมาทำลายวัฒนธรรม และอารยธรรมที่ตนได้สะสมมานานแสนนานด้วยตัวเองเสียแล้วอย่างน่าเสียดาย

 วิจารณ์ปรัชญาจีน

                ปรัชญาจีนเกิดมานานแล้ว และได้วิวัฒนาการมาตามลำดับ จากนามธรรม-รูปธรรม จากเรื่องไกลตัว- เรื่องใกล้ตัว จากสิ่งที่ไม่เห็นผลทันตา-เห็นผลทันตา กล่าวคือนอกจากจะมีปรัชญาเต๋า ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมละเอียดลึกซึ้งแล้ว ก็ยังมีปรัชญาขงจื้อซึ่งเน้นถึงคุณค่าของจารีตประเพณีและคุณธรรมอันเป็นเรื่องรูปธรรม จากนั้นก็มีสำนักม่อจื้อเกิดขึ้น สำนักนี้กล่าวเฉพาะความจริงของชีวิตในปัจจุบัน และเน้นภาคปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือกัน ถัดจากนั้นก็มีสำนักนิตินิยมขึ้นมา ปรัชญาสำนักนี้เน้นเรื่องอำนาจและกฎหมายว่าก่อให้เกิดผลเห็นทันตาในการนำพาประชาชนสู่ความเรียบร้อยดีงาม ปรัชญาจีนโดยเฉพาะปรัชญาเต๋าและขงจื้อ ได้มีอิทธิพลช่วยหล่อหลอมจิตใจชาวจีนให้ดีเด่นทั้งในด้านวัฒนธรรมและอารยธรรมด้านต่างๆ มานานกว่า ๒,๐๐๐ ปี ปรัชญาจีนทำให้คนจีนเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมและอารยธรรมสูงส่งประเทศหนึ่งของโลก

                หากจะกล่าวถึงจุดอ่อนของปรัชญาจีนก็มีอยู่ เช่นแต่ละสำนักจะกล่าวเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน แต่ไม่ครบทุกด้าน จึงยังไม่สมบูรณ์ อย่างเช่นสำนักปรัชญาเต๋าก็มุ่งสอนแต่ชีวิตทางธรรม แต่บกพร่องทางโลก คือ มุ่งแต่เน้นในทางจิตใจ ไม่คำนึงถึงร่างกาย ส่วนสำนักขงจื้อก็มุ่งสอนให้เอาดีในทางโลก ไม่ให้ความสำคัญในทางธรรม เน้นแต่ความสุขทางสังคมมากกว่าความสุขส่วนตัว สำนักม่อจื้อก็เน้นภาคฏิบัติ บกพร่องทฤษฎี ส่วนสำนักนิตินิยมก็มุ่งแต่ในด้านวัตถุ ไม่แลเหลียวในด้านจิตใจ ดังนั้นปรัชญาจีนจึงมองความจริงเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มองรอบด้าน จึงไม่เห็นความจริงโดยสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ปรัชญาจีนแต่ละสำนักจึงไม่สมบูรณ์แท้ ปรัชญาที่สมบูรณ์ต้องดีเด่นทั้งเนื้อหาและสาระ ทั้งจะต้องมีขอบข่ายเนื้อหากว้างขวาง ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุหรือด้านจิตใจ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ทั้งโลกิยะและโลกุตตระ อย่างเช่น ทางพุทธศาสนามีปรัชญาครบทุกด้าน ปรัชญาที่ดีๆ เด่นๆ ของจีนก็ล้วนมีอยู่ในพุทธศาสนาทั้งสิ้น ปรัชญาเต๋าถือเป็นเรื่องละเอียดล้ำลึก แต่ก็สู้ความล้ำลึกของพระอภิธรรมในพระพุทธศาสนาไม่ได้ ปรัชญาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของขงจื้อ ถือกันว่ามีเนื้อหาสาระดีเด่นและมีขอบข่ายกว้างขวาง แต่ก็ด้อยกว่าเรื่องคิหิปฏิบัติและทศพิธราชธรรมในพระพุทธศาสนา เหล่านี้เป็นต้น

                อย่างไรก็ตาม ปรัชญาจีนก็มีเนื้อหาสาระน่าสนใจมาก เพราะปรัชญาจีนมีมากมายหลายสำนักดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการตอบสนองความต้องการของแต่ละคนได้รอบด้าน ใครชอบทางไหนก็สามารถเลือกศึกษาได้ดังใจปรารถนา หากเปรียบปรัชญาจีนเหมือนอุทยานดอกไม้ ก็เป็นอุทยานที่เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีนานาพันธุ์เหมาะสำหรับผู้ชมดอกไม้ จะพึงเลือกชื่นชมได้ตามใจ ดอกไม้ถึงแม้จะมีสีสันผิดกันเพราะต่างพันธุ์ แต่เมื่อรวมกันแล้วก็สามารถทำให้อุทยานนั้นสดสวยงดงามตระการตาน่าภิรมย์ ควรที่มนุษย์จะพึงได้เชยชม ข้อนี้ฉันใด ปรัชญาจีนถึงแม้จะมีอยู่หลากหลายมีเนื้อหาสาระแตกต่างกันไป แต่เมื่อปรัชญาทั้งหมดมารวมกัน ก็กลายเป็นปรัชญาที่สมบูรณ์ ช่วยหลอมให้เป็นคุณลักษณะพิเศษเฉพาะปรัชญาจีนแบบโดดเด่นขึ้นมากลายเป็นมรดกทางปัญญาที่ล้ำค่าน่าตื่นตาตื่นใจ ควรที่ชาวโลกจะได้ช่วยกันศึกษาและรักษาไว้ให้นานแสนนานก็ฉันนั้น

(โปรดติตตามต่อ.....น่ะครับ)