ดนตรี-สมองมหัศจรรย์การเรียนรู้

 

 

 

ดนตรี-สมองมหัศจรรย์การเรียนรู้

          "ดนตรีมีผลกับสมองอย่างไร และสมองที่ได้รับการฝึกฝนและเรียนรู้ด้านดนตรีเป็นอย่างไรเป็นคำถามยอดฮิตของสังคม"


          คำกล่าวของ ดร.วิเชียร สิทธิประภาพร อาจารย์ประจำโครงการแขนงวิชาดนตรีบำบัด วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) ในการบรรยายพิเศษเรื่อง "สมอง...กับการเรียนรู้เรื่องดนตรี" ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (สยามพารากอน)
          มนุษย์มีสมองใหญ่ (Cerebrum) แบ่งออกเป็น 4 ส่วน เริ่มจากสมองส่วนหน้าซึ่ง รับรู้เรื่องอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด การเรียนรู้อย่างมีเหตุผล การควบคุมการทำ งานของกล้ามเนื้อ แขน ขา ใบหน้า ถัดมาคือสมองส่วนข้าง รับรู้ความรู้สึก ประสาทสัมผัสต่างๆ เรื่องมิติ ภาษาและการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย ขณะที่สมองส่วนทัดดอกไม้หรือกลีบสมอง จะควบคุมการได้ยิน คำพูด พฤติกรรม ความจำ ภาษาและภาพซับซ้อน สุดท้ายสมองส่วนหลัง ควบคุมการมองเห็นและการจัดการข้อมูลภาพ การดูโน้ตดนตรีจะใช้สมองส่วนนี้ ขณะเดียวกันสมองแบ่งเป็น 2 ซีก คือสมองซีกซ้ายควบคุมระบบการทำงานด้านขวาของร่าง กาย และมีผลกับระบบการคิดเป็นเหตุเป็นผล ส่วนสมองซีกขวา ควบคุมการทำงานของร่างกายด้านซ้าย และควบคุมเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก
         

           "การเรียนดนตรีทำให้สมองทั้งสองซีกเชื่อมต่อกัน เมื่อเกิดการเรียนรู้เซลล์ประสาทจะเชื่อมต่อกัน โดยปกติในเด็ก 3 ขวบ มีเซลล์ในสมอง 1 พันล้านล้านเซลล์ เราจึงเริ่มให้เรียนดนตรีในช่วงที่เด็กเริ่มมีทักษะในวัย 2-3 ขวบ แต่ในวัย 3 ขวบจะเป็นช่วงที่ดี และถ้าจะให้ลูกของเราเป็นอย่างไร ต้องทำให้เซลล์ประสาทเกิดการเชื่อมต่อซึ่งมีผลต่อพัฒนาการเด็ก แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอายุมากเรียนดนตรีไม่ได้"

           วิธีการวัดการทำงานของสมองต่อเสียงดนตรี วัดได้โดยการตรวจคลื่นสมอง สวมหมวกที่มีลักษณะคล้ายกับหมวกว่ายน้ำ และการตรวจวัดคลื่นสมองจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่เครื่องนี้ไม่มีในไทยด้วยข้อจำกัดของอากาศ นอกจากนี้ยังมีการวัดการจดจำทำนองเพลง Melody การจำแนกระดับเสียงของโน้ตดนตรีแต่ละตัว การจำแนกสี สันของเสียง Timbre การกำหนดความเร็วของเสียง Tempo และการจดจำจังหวะของเสียงRhythmicPattern


          การเรียนดนตรีนั้นได้ทั้งรูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัส เวลาลูกมาเรียนดนตรีจะทดสอบการฟังเสียง หูชั้นนอกรับสัญญาณส่งต่อไปยังหูชั้นใน เกิดการสร้างสัญญาณประสาทส่งต่อไปสมอง ความซับซ้อนของสมองในการจำเสียงดนตรีทำ ได้หลายอย่าง ทั้งทำนองเพลง จำแนกโน้ต สีสันของเพลง ความเร็วและจังหวะของ เพลง โดยเรียนรู้ทักษะทั้งหมดในครั้งเดียวและเป็นอัตโนมัติเมื่อเด็กไปเรียนหนังสือและได้ฝึกระบวนการนี้มาแล้วจะเรียนคณิตฯและวิทยาศาสตร์ได้ดีขึ้น


          นอกจากเสียงดนตรีจะส่งผลต่อระบบการทำงานของสมอง ด้านระบบการคิดหรือไอคิว การคำนวณ ภาษา ภาพและมิติ ความคิดสร้างสรรค์แล้ว เสียงดนตรียังมีผลต่ออารมณ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน สุนทรียะ ความซาบซึ้งในความงาม ทักษะทางสังคม บุคคล วัฒนธรรมและความสุข รวมถึงการรับรู้และการเคลื่อนไหว ระบบการตอบสนองต่อความเครียดและระบบความจำและการเรียนรู้

                           จากการทดลองการจดจำเสียงเพลง โดยนำนักดนตรีชาวเยอรมันและนักดนตรีชาวจีนมาฟังเพลงที่มีวัฒนธรรมทางดนตรีที่คุ้นเคย หรือฟังเพลงที่เป็นภาษาของตนเอง พบว่านักดนตรีชาวจีนจดจำเสียงเพลงได้ดี ขณะเดียวกันเมื่อนักดนตรีชาวเยอรมันมาฟังเพลงจีน และนำนักดนตรีชาวจีนไปฟังเพลงตะวันตกซึ่งเป็นวัฒนธรรมดนตรีที่ไม่คุ้นเคย พบว่านักดนตรีชาวจีนจดจำเสียงเพลงได้ดีกว่าเช่นกัน
          ทั้งนี้ เนื่องจากภาษามีความต่างกัน ทำให้การทำงานของสมองต่างกัน นอก จากนี้จากผลการศึกษาพบว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านการอ่าน (Dyslexic children) ซึ่งมีความบกพร่องทางด้านการแยกแยะระดับเสียงหรือเสียงวรรณยุกต์ในภาษา เด็กกลุ่มนี้มีมากพอๆ กับเด็กออทิสติก แต่ไปแทรกอยู่ที่เด็กแอลดี (Learning Disabilities) หรือเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้เมื่อได้รับการฝึกฝนด้านระบบเสียงความสามารถและทักษะทางดนตรี จะช่วยให้พัฒนาการของเด็กกลุ่มนี้ดีขึ้น โดยเฉพาะพัฒนาการด้านภาษา ดังนั้น ดนตรีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบำบัดและแก้ไขพัฒนาการของเด็กกลุ่มนี้
         "การเรียนดนตรีไม่ได้หมายความว่า คนเรียนดนตรีต้องมีเชลโลหรือเปียโนหลังใหญ่ๆ เรียนขับร้อง เรียนอำนวยเพลงก็คือการเรียนดนตรี ยิ่งจำโน้ตหรือจังหวะดนตรีได้ เด็กๆ จะมีทักษะ ยิ่งมีทักษะมากจะมีความสามารถทางคณิตศาสตร์มาก ดนตรีแบบไหนจะเหมาะสมกับเด็กขึ้นอยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครอง สังคมยังมองว่าคนที่เรียนดนตรีเป็นคนมีฐานะ ซึ่งจริงๆ แล้วคนที่ไม่มีฐานะก็เรียนดนตรีได้ เพราะการเรียนดนตรีมีขึ้นตั้งแต่เด็กๆ เรียนอยู่ระดับอนุบาล มีการสอนร้องเพลงทั่วไป พอเด็ก ร้องได้เด็กจะเกิดความคิดสร้างสรรค์และเกิดการพัฒนาทักษะต่างๆที่ดีขึ้น"