ความชั่วร้ายของปริญญา

ความชั่วร้ายของปริญญา

คิดย้อนศร

เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 891 วันที่ 26 มิย. 2552(เมธาวุฒิ  พีรพรวิทูร)

..........................................................................................................................................

ข้อคิดเห็นต่อบทความ

     เป็นความจริงของระบบราชการ และกระแสสังคม ที่มาตรฐานตำแหน่งมาจาก ปริญญาบัตร เป็นสำคัญ สังคมการศึกษาและราชการถือเอา ปริญญาบัตร  เป็นสำคัญ เป็นเครื่องมือในการตัดสินบุคคลในด้านความรู้  ความสามารถ โดยคำนึงถึงประสบการณ์จริงที่ผ่านมา เป็นลำดับสุดท้าย(หากเขาคิดได้)

      เห็นด้วยกับ ความเป็นจริงของผู้เขียน ในประเด็นที่ว่า "สังคมไทยเต็มไปด้วยคนที่แสวงหาปริญญา จะเรียกว่า บ้า ก็ไม่น่าจะผิดเพี้ยน เมื่อใครๆใคร่ได้ปริญญา สถาบันการศึกษาก็ตั้งท่าตอบสนองเพราะมองเห้นดอกาส มหาวิทยาลัยปิดก็เปิดโครงการใหม่ๆ หรอไม่ก็ขยายสาขา ประศาสน์ปริญญาให้ทั่วหน้า......."

      มุมมองหนึ่งที่ผมคิดว่า น่าสนใจก็กรณีตัวอย่างที่ผุ้เขียนบทความนำมาเล่าให้ฟัง  ของคนขับรถแท็กซี่ซึ่งเดิมเป็นช่างใหญ่ของ โตโยต้า (ที่ต้องเกษียณก่อนกำหนด) ผ่านการดูงาน  ฝึกงาน จากประเทศญี่ปุ่นจนมีความชำนาญ ถึงขั้นเชี่ยวชาญ ก็ว่าได้ สามารถแก้ปัญหา การซ่อมได้โดยง่าย ตลอดจนสามารถถ่ายทอดหรือ สอน ให้ผู้ร่วมงานและ  ได้รับเชิญไปสอนในสถานศึกษาต่างๆ และจากการสอนนั้น  ผู้เรียนกล่าวว่า ผู้เรียนมีความรู้  ความเข้าใจดีมาก  ไม่เคยเห็นใครสอนได้ขนาดนี้ นี่มันครูชั้นเทพ  หรือ ครูเทวดา หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว.........  แท็กซี่บอกว่า  ทำไมผมจะสอนไม่ได้  ในเมื่อผมพูดจากประสบการณ์การซ่อมรถจริงๆ ที่สะสมมาตลอดชีวิตงาน  ไม่ใช่อ่านหนังสือ แล้วมาพูดหน้าชั้นเรียน

    ผู้บริหารสถานศึกษา  ประทับใจมากกับการสอนของเขา  ถึงกับทำเรื่องขอบรรจุแต่งตั้งเป็นอาจารย์ประจำ  แต่ท้ายสุดน่าเสียดายที่ไม่สามารถบรรจุแต่งตั้งได้ เพราะติดอยู่ที่คุณสมบัติ เขาไม่จบปริญญาตรี เขามีความรู้แค่ ป.6 

     สรุป  ประสบการณ์ในวิชาชีพที่มีค่ายิ่ง เป็นนวัตกรรมที่ล้ำเลิศของวิชาชีพที่จะถ่ายทอดสู่บุคคลในยุคต่อๆมาจะเป็นจริงได้เมื่อมีปริญญาต่อท้าย   สำหรับระบบราชการและกระแสการศึกษาไทย   ถึงเวลาที่จะต้องแก้ไขแล้วหรือยัง