การทำสวนเมี้ยงและชาของชาวบ้านจึงเกื้อกูลกับการดูแลรักษาป่าเป็นยิ่งนัก เพราะเมี้ยงอาศัยป่าใหญ่ ทำให้ป่าที่นี่จึงมีควมอุดมสมบูรณ์มาก ตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของผืนป่าและสายน้ำคือ เต่าปูลู และจิงโจ้น้ำที่พบในลำห้วยหลวง แสดงให้เห็นความสะอาดและอุดมสมบูรณ์ของป่าผืนนี้

“เมี้ยง" เป็นพืชเศรษฐกิจตัวหนึ่งของชุมชนศรีนาป่าน-ตาแวน ตำบลเรือง อำเภอเมืองน่าน ชาวบ้านนิยมนำใบมานึ่งและนำมาเป็นของขบเคี้ยว ที่เรียกกันว่า “อมเมี้ยง" เมี้ยง จึงเป็นพืชเศรษฐกิจชุมชนที่อยู่กับคนพื้นถิ่นมาชั่วหลายอายุคน ชาวบ้านที่นี่จึงมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับขุนเขาและป่าเมี้ยงมากว่า ๕๐๐ ปี และเมี้ยงก็เคยเป็นเครื่องบรรณาการส่งให้เจ้าเมืองน่านในสมัยก่อน และเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนมายาวนาน

หมู่บ้านศรีนาป่าน-ตาแวน มีพื้นที่ปลูกเมี่ยง ประมาณ ๕,๐๐๐ ไร่ ตามหลักฐานที่บันทึกจากพ่ออุ้ยหนานอโนชัย วงศ์ราช ชาวบ้านตาแวนซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ เล่าประวัติบ้านป่าเมี่ยง (ศรีนาป่าน) ว่า บรรพบุรุษของคนในหมู่บ้านอพยพมาจากแถบสิบสองปันนา สิบสองจุไท โดยมีพันธุ์เมี่ยงติดตัวมาด้วย ปลูกไว้ที่สันบวกปู่หนานโน สันบวกแม่เลี้ยงห้วยขาม สันเก๊าหม่าจุก สันขอนดู่ หรือสันป่อเลี้ยงถง นับแต่เริ่มตั้งถิ่นฐานก็มีการทำสวนเมี่ยงสืบต่อกันมา ซึ่งหากนับเอาตามประวัติการสร้างวัดของชุมชนเมื่อปี ๒๐๗๕ หมู่บ้านนี้มีอายุไม่น้อยกว่า ๔๗๕ ปี

หากมองในแง่ของเศรษฐกิจชุมชนและความมั่นคงทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะป่าไม้แล้ว นับว่าเมี้ยงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ป่าคงอยู่ได้ เพราะต้นเมี้ยงต้องอาศัยอยู่ต้นไม้ใหญ่ ไม่ต้องการสารเคมีใดๆ ดังนั้นหากชาวบ้านยังคงปลูกเมี้ยง และใช้เมี้ยงเป็นพืชเศรษฐกิจหล่อเลี้ยงตนเอง แน่นอนว่าป่าจะยังคงอยู่ นั่นหมายถึงความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงทางอาหารอื่นด้วย ดังนั้นชุมชนที่นี่จึงมีการอนุรักษ์ป่าอย่างเหนียวแน่น มีระบบการจัดการเหมืองฝายลำห้วยหลวงอันเป็นลำน้ที่หล่อเลี้ยงชีวิตและผู้คนแถบนี้ ป่าให้น้ำ น้ำให้ชีวิต ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากป่า เมี้ยง และน้ำในการเพาะปลูกและอุปโภคบริโภค

“กลุ่มเรืองรักษ์ป่า" เป็นกลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกันดูแลผืนป่าอันเป็นอาหาร แหล่งต้นน้ำ และแหล่งปลูกเมี้ยงของชุมชนไว้ โดยมีกิจกรรมสำคัญๆ ร่วมกันอาทิเช่น

·การสำรวจแนวเขตป่า เป็นการสำรวจแนวเขตป่าชุมชนและกันพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน เพื่อป้องกันการบุกรักป่า

·การปลูกป่าทดแทน ทุกๆ ปีจะมีการนำต้นไม้ไปปลูกป่าทดแทนในพื้นที่เสื่อมโทรม

·การจัดทำแนวกันไฟ ในช่วงฤดูแล้งชาวบ้านจะร่วมกันไปทำแนวกันไฟในเขตป่าชุมชน รวมทั้งมีการช่วยกันสอดส่องดูแลไฟป่าที่จะเกิดขึ้น

·การจัดทำฝายแม้ว เพื่อกักเก็บน้ำและชะลอการไหลของน้ำที่จะลงมาท่วมเรือกสวนไร่นาในช่วงฤดูฝน

วิถีคนกินเมี้ยง

ในอดีตการใช้ประโยชน์จากเมี่ยงนั้นมีเพียงการนำใบเมี่ยงมาหมักใช้เป็นของกินเล่น กินเป็นเครื่องเคียงหรืออมเล่นในเวลาทำงาน ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมอมเมี้ยงกันน้อยลง จึงมีการปลูกเมี้ยงกันน้อยลง ในจังหวัดน่าน แหล่งปลูกเมี้ยงใหญ่ๆ อยู่เพียงที่ตำบลสกาด อำเภอปัว และตำบลเรือง อำเภอเมืองน่าน ส่วนที่อื่นๆ ก็มีอยู่บ้างแต่ปริมาณไม่มากนัก เช่น อำเภอท่าวังผา อำเภอนาหมื่น เป็นต้น ด้วยความนิยมอมเมี้ยงที่ลดลง ประกอบกับรายได้จากการขายเมี้ยงลดลง ชาวบ้านจึงหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่น เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ยางพารา เป็นต้น

แต่ด้วยรายได้จากการขายเมี้ยงเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอกับภาระใช้ค่าจ่าย ประกอบกับกลุ่มที่นิยมอมเมี้ยงก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ และแรงงานในการเก็บเมี่ยงมีราคาสูงขึ้น ขั้นตอนการเก็บเมี่ยงต้องใช้ฟืนจำนวนมาก นับวันฟืนยิ่งหายาก

ความจริงแล้วเมี่ยงเป็นชาพื้นเมืองชนิดหนึ่งที่พบในประเทศไทย และเป็นชาชนิดเดียวกันกับชาตระกูลอัสสัม เติบโตได้ดีในสภาพป่าดิบเขา และป่าดิบแล้งที่มีความชื้นและมีร่มเงา ต้นชาที่พบมีขนาดเล็ก สูงประมาณ ๕ เมตร มีใบขนาดใหญ่กว่าชาจีน การนำยอดเมี่ยงมาผลิตเป็นชาแทนจึงเป็นทางออกทางหนึ่งของชุมชน ด้วยเหตุนี้สำนักงานเกษตรจังหวัดน่านจึงได้เข้ามาหนุนเสริมชาวบ้านให้รู้จักการเปลี่ยนการขายใบเมี้ยงสำหรับใช้เป็นอมเมี้ยงมาเป็นการขายยอดเมี้ยงมาทำเป็นชาแทน โดยมีการอบรมให้ความรู้เรื่องชา การพาไปศึกษาดูงาน และชักชวนนายทุนลงตั้งโรงงานชาตำบลเรืองขึ้นในปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา แต่ด้วยความเคยชินแต่การปลูกเมี้ยง ขายใบเมี้ยงเพื่อใช้เป็นอมเมี้ยงเท่านั้น ทำให้ขาดความรู้ ทักษะในการปลูกเมี้ยงเพื่อใช้เป็นชา ในการตัดแต่งกิ่งเมี้ยงของชาวบ้านที่ผ่านมานิยมใช้มีดพร้าตัดฟันต้น ทำให้ตอมีการแตก หัก และติดเชื้อรา บางต้นก็ทำให้ต้นเน่าตายได้ จึงได้มีการอบรมให้ความรู้กับชาวบ้านในการตัดแต่งกิ่งเมี่ยง การดูแลต้นเมี่ยง การเก็บใบชา และการแปรรูปชา

นอกจากนี้เพื่อพัฒนาป่าชุมชนและป่าเมี้ยงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทำให้อบต.เรือง, ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลเรือง และกลุ่มเรืองรักษ์ป่า จึงได้พัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าดอยหลวง ป่าเมี้ยง และการผลิตชา ในเขตพื้นที่เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และเชิงเกษตร เนื่องจากพื้นที่ป่าที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์และมีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีอายุหลายร้อยปี เช่น ต้นไฮหลวง รวมถึงมีเส้นทางประวัติศาสตร์ของชุมชน เช่น ปางมะหินฝนพร้า หรือ ท่าลับมีด เป็นต้น รวมไปถึงการตั้งศาลเจ้าหลวงป่าเมี่ยงจำลองขึ้นอีกด้วย ทำให้ชุมชนศรีนาป่าน-ตาแวน จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและศึกษาเรียนรู้ที่สำคัญของคนเมืองน่าน

การทำสวนเมี้ยงและชาของชาวบ้านจึงเกื้อกูลกับการดูแลรักษาป่าเป็นยิ่งนัก เพราะเมี้ยงอาศัยป่าใหญ่ ทำให้ป่าที่นี่จึงมีควมอุดมสมบูรณ์มาก ตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของผืนป่าและสายน้ำคือ เต่าปูลู และจิงโจ้น้ำที่พบในลำห้วยหลวง แสดงให้เห็นความสะอาดและอุดมสมบูรณ์ของป่าผืนนี้

กระบวนการเรียนรู้ของชาวบ้านในการเปลี่ยนเมี้ยงให้เป็นชา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเศรษฐกิจชุมชน ที่ยังคงอนุรักษ์หวงแหนป่าเมี้ยงไว้ให้คงอยู่กับชุมชนท่ามกลางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่ทำร้ายธรรมชาติและตัวเอง นั่นหมายถึงการอนุรักษ์ผืนป่า ชีวิต สายน้ำ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และลมหายใจของชาวบ้านผ่านเมี้ยงหรือชานั่นเอง

.............................................

ขอบคุณภาพดีดี

จากคุณบัวตอง ธรรมะ และโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาจังหวัดน่าน