เมารักเมาอักษร

 

 

สุนทรภู่ กวีครู ผู้มากเมา 


ตอน : เมารัก เมาอักษร

"ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
       สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
       ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
       แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน"
                 (นิราศภูเขาทอง)
       
       เป็นที่รู้กันดีในหมู่คนติดตามเรื่องราวของ“สุนทรภู่”ยอดกวีเอกแห่งสยามว่า ท่านเป็นนักดื่ม(เหล้า)ตัวฉกาจชนิดหาตัวจับยาก(เรื่องราวการเมาเหล้าของท่าน ผมได้กล่าวถึงไว้ในตอนที่แล้ว) ทว่าต่อให้เมาเหล้าหนักขนาดไหน ท่านว่ามันก็ยังสู้อาการ “เมารัก” ไม่ได้
       
       เมารัก...
       
       ว่ากันว่าตอนที่สุนทรภู่เริ่มเข้าสู่วัยกำดัดไปจนถึงวัยกลางคน คงจะหน้าตาดี แต่นั่นก็คงไม่เท่ากับความสามารถทางคารมเจ้าบทเจ้ากลอนของท่าน ฉะนั้นเมื่อคารมเป็นต่อ รูปหล่อไม่เป็นรอง ชั่วชีวิตของสุนทรภู่โดยเฉพาะในวัยหนุ่มจึงมีสาวๆเข้ามาพัวพันอยู่ไม่ได้ขาด โดย อ.เปลื้อง ณ นคร เชื่อว่า "สุนทรภู่น่าจะสัมผัสกับบทรักครั้งแรกหรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า“ขึ้นครู”ก็ในช่วงอายุราวๆ 15-17 ปีนี่แหละ เพราะท่านได้เล่าประสบการณ์เปิดซิงครั้งแรกเอาไว้ในนิราศสุพรรณว่า
       
              วัดปะขาว คราวรุ่นรู้      เรียนเขียน
       ทำสูตรสอนเสมียน              สมุดน้อย
       เดินระวาง ระวังเวียน            หว่างวัด ปะขาวเอย
       เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย           สวาทห้างกลางสวน
       
       ถ้าเป็นจริงดังที่ อ.เปลื้องเชื่อ บทรักครั้งแรก ณ “ห้างกลางสวน”ของสุนทรภู่ก็ดูจะน่าตื่นเต้นไม่น้อยทีเดียว แต่จะว่าไปเรื่องในทำนองสวาท สังวาส ของสุนทรภู่ก็มีปรากฏผ่านงานกวีของท่านอยู่บ่อยครั้ง อาทิ ในนิราศพระประธมที่ว่า
       
               วัดชะลอใครหนอชะลอฉลาด
       เอาอาวาสมาไว้อาศัยสงฆ์
       ช่วยชะลอวรลักษณ์ที่รักทรง
       ให้มาลงเรือร่วมรวมที่นอน
               ถนอมแนบแอบอุ้มประทุมน้อย
       แขนจะคอยเคียงข้างไว้ต่างหมอน
       เมื่อปลื้มใจไสยาอนาทร
       จะกล่าวกลอนกล่อมขนิษฐ์ให้นิทรา
       
       จากบทรักในเรือ สลับฉากไปดูบทรักในถ้ำ จากนิราศเมืองเพชรกันบ้าง
       
               แล้วเดินดูภูผาศิลาเลื่อม
       บ้างงอกเงื้อมเงาสลับระยับสี
       เป็นห้องน้อยรอยหนังสือลายมือมี
       คิดถึงปีเมื่อเป็นบ้าเคยมานอน
               ชมลูกจันกลั่นกลิ่นระรินรื่น
       จนเที่ยงคืนแขนซ้ายกลายเป็นหมอน
       เห็นห้องหินศิลาน่าอาวรณ์
       เคยกล่าวกลอนกล่อมช้าโอ้ชาตรี
       
       แม้สุนทรภู่จะมากรักมากรส แต่หากพูดถึงหญิงอันเป็นที่รัก ที่ทำให้ท่านพบรักครั้งแรกอย่างจริงจังและลึกซึ้งถึงขนาดตกร่องปล่องชิ้นอยู่กินกันฉันท์สามี-ภรรยา ก็คือ“แม่จัน” สาวงามแห่งย่านวังหลัง ที่เป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหว แสนงอน และขี้หึงอย่างร้ายกาจ เรียกว่าเหมาะกันดีกับสุนทรภู่ที่เป็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัว เที่ยวเตร่ดึกดื่น ร่ำสุราอยู่เป็นนิจ จนท้ายที่สุด ไม่รู้ว่าใครหมดความอดทนก่อนกัน แม่จันกับสุนทรภู่ก็จำต้องแยกทางกันไป โดยทิ้งลูกชายนายพัดไว้ให้ดูต่างหน้า
       
       แต่ก็ดูเหมือนว่าสุนทรภู่ยังอาลัยอาวรณ์แม่จันอยู่ไม่น้อย ท่านจึงมักรำลึกถึงแม่จันผ่านบทกวีอยู่บ่อยครั้ง ดังที่กล่าวไว้ในนิราศสุพรรณว่า
       
              จันต้นผลห่ามให้      หวนหอม
       แมลงภู่วู่เวียนตอม           ไต่เคล้า
       เพียงพี่ที่สุดถนอม            เสน่ห์แจ่ม จันเอย
       พร้องชื่อรื้อเสียวเศร้า       โศกร้างห่างจัน
       
       นอกจากแม่จันหญิงอันเป็นที่รักแล้ว สุนทรภู่ยังประพฤติตนเป็นดังกระต่ายหมายจันทร์ แอบหลงรักนางในฝันผู้เลอโฉมและสูงศักดิ์ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ราชธิดาของรัชกาลที่ 3 นั่นเอง โดยท่านได้รำพันความรักแบบสมมุติว่าเขียนจากความฝันผ่านบทกลอนหลายบทใน“รำพันพิลาป”ตามแบบฉบับของยอดกวี อาทิ
       
               ซึ่งสั่งให้ไปสวรรค์หรือชันษา
       จะมรณาในปีนี้เป็นปีขาล
       แม้นเหมือนปากอยากใคร่ตายหมายวิมาน
       ขอพบพานภคินีของพี่ยา
               ยังนึกเห็นเช่นโฉมประโลมโลก
       ยิ่งเศร้าโศกแสนสวาทปรารถนา
       ได้แนบชมสมคะเนสักเวลา
       ถึงชีวาม้วยไม่อาลัยเลย ฯ
       
       หรืออย่างท่อนกล่าวว่า
       
               เห็นโฉมยงองค์เอกเมขลา
       ชูจินดาดวงสว่างมากลางสวรรค์
       รัศมีสีเปล่งดังเพ็งจันทร์
       พระรำพันกรุณาด้วยปรานี
               ว่านวลหงส์องค์นี้อยู่ชั้นฟ้า
       ชื่อโฉมเทพธิดามิ่งมารศรี
       วิมานเรียงเคียงกันทุกวันนี้
       เหมือนหนึ่งพี่น้องสนิทร่วมจิตใจฯ
       
       ดูเหมือนว่างานนี้สุนทรภู่จะแสดงความรักออกมาทางอุดมคติเท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว เพราะชั่วชีวิตท่านได้ผ่านเรื่องราวเมารักมาอย่างโชกโชน
       
       ทั้งนี้ ขุนวิจิตรมาตรา หรือ กาญจนาคพันธุ์ ได้สืบค้นชื่อผู้หญิงที่เข้ามาเกี่ยวพันกับชีวิตของสุนทรเอาไว้ดังนี้ จันหรือจันทร์ (วังหลัง) พลับ(วังหลัง) แช่ม(บางระมาด) แก้ว(บางบำหรุ) นิ่ม(บางกรวย) ม่วง(บางม่วง) น้อย (คลองบางกอกน้อย) งิ้ว(บางกอกน้อย) สุข(บางกอกน้อย) นกน้อย(วัดแจ้ง) กลิ่น(วัดเลียบ) รวมไปถึงผู้หญิงที่ทราบเพียงชื่ออย่างเดียว อย่าง แดง เกษ สาย บัวคำ ลูกจัน ประทุม
       
       นี่เป็นเพียงชื่อที่ปรากฏในนิราศของสุนทรภู่เท่านั้น นั่นย่อมแสดงว่ายังมีผู้หญิงตกสำรวจที่ไปเกี่ยวพันกับสุนทรภู่อีกหลายคน หากชายใดเจอสภาพการณ์แบบนี้เข้าไปก็คงจะหลีกหนีอาการเมารักได้ยากเต็มที
       
  
     เมาอักษร...
       
       ความเป็นอัจฉริยะด้านกวีของสุนทรภู่ แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนอย่างศรีปราชญ์ว่าสามารถแต่งโคลงกลอนได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่ด้วยความที่สุนทรภู่ไม่ใช่กวีประเภท...นักเลงกลอนนอนฝันเป็นสันดาน เคยเขียนอ่านอดใจมิใคร่ฟัง(รำพันพิลาป)...จึงสันนิษฐานว่าท่านน่าจะเปล่งกระกายฉายแววแห่งยอดกวีมาตั้งแต่วัยละอ่อน และได้สั่งสมชื่อเสียงบารมีเรื่อยมาจนได้เป็นกวีหนุ่มแห่งราชสำนัก ที่รัชกาลที่ 2 โปรดยิ่งนัก จนได้รับการพระราชบรรดาศักดิ์ให้เป็น “ขุนสุนทรโวหาร”(พระสุนทรโวหาร)ในเวลาต่อมา อันเป็นที่มาของชื่ออมตะว่า “สุนทรภู่”ตราบจนทุกวันนี้
       
       ชั่วชีวิตของสุนทรภู่กวีผู้เมาเหล้า เมารัก เมาอักษร ท่านได้สร้างผลงานอันลือลั่นไว้มากมาย โดยเฉพาะบทประพันธ์เรื่อง“พระอภัยมณี”ที่เป็นวรรณคดีล้ำค่าระดับโลกนั้น นอกจากท่านจะบุกเบิกการเขียนแบบใหม่แล้ว เนื้อเรื่องยังเต็มไปด้วยจินตนาการมากมาย เรียกได้ว่าเป็นกวีหัวก้าวหน้าคนหนึ่งของโลกทีเดียว
       
       ไม่เพียงเท่านั้นเรื่องพระอภัยมณียังมีการแหกขนบแบบไทยๆอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพระอภัยมณีที่รูปหล่อไม่เก่งด้านอาวุธ หากแต่กลับไปเก่งด้านวิชาการดนตรี(เป่าปี่)จนบิดารับไม่ได้ อีกทั้งยังมีเมียอีกมากหลาย แถมเมียบางคนนี่ธรรมดาที่ไหน ทั้งนางเลือกเอย ผีเสื้อสมุทรเอย นอกจากนี้ก็ยังมีตัวละครประหลาดอีกเพียบ
       
       แต่น่าเสียดายที่ว่าเด็กไทยยุคใหม่ในวันนี้ ดูจะรู้จักแฮรี่พอตเตอร์มากกว่า พระอภัยมณีหรือสิงหไกรภพ(ผลงานอีกเรื่องหนึ่งของสุนทรภู่) ซึ่งนั่นก็คงมาจากการที่คนไทยร่วมสมัยเกิดโรค “เมาวัฒน์”(วัฒนธรรม) จึงหันไปสนใจของนอกทั้ง วัฒนธรรมฮอลลีวู้ด วัฒนธรรมญี่ปุ่น วัฒนธรรมเกาหลี จนละเลยรากเหง้าอันดีงามของตัวเองไป ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมคงต้องทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ไม่ใช่เอาแต่ทำงานเชิงรับแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
       
       อีกเรื่องหนึ่งที่เกิดจากการเมาอักษรของสุนทรภู่แล้วหลายๆคนมักมองข้ามไปก็คือ การเป็นผู้บุกเบิกงานเขียนสารคดีท่องเที่ยว(แบบร้อยกรอง)ผ่านนิราศทั้ง 9 เรื่องของท่านที่งดงามไปด้วยภาษา จับอารมณ์ และมากไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง ดังตัวอย่างท่อนหนึ่งที่ผมชอบมากๆท่อนหนึ่งจาก“นิราศเมืองแกลง” ที่สุนทรภู่เข้าป่าไปเจอดงทากแล้วพรรณนาออกมาเป็นคำกลอนสั้นๆแต่ว่ากินใจเหลือหลาย ดังความว่า
       
               กระโดดเผาะเกาะผับกระหยับคืบ
       ถีบกระทืบมิใคร่หลุดสุดแสยง
       ปลดที่ตีนติดขาระอาแรง
       ทั้งขาแข้งเลือดโซมชโลมไป
       
       หรือจะเป็นการพรรณนาสถานที่ต่างๆแบบมีอารมณ์ร่วมอันลึกซึ้งกินใจ อาทิ
       
              ถึงบางพลัดยิ่งอนัตอนาถจิต
       นิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล
       พี่พลัดนางร้างรักมาแรมไกล 
       ประเดี๋ยวใจพบบางริมทางจร
               ถึงบางซื่อชื่อบางนี้สุจริต
       เหมือนซื่อจิตที่พี่ตรงจำนงสมร
       มิตรจิตขอให้มิตรใจจร 
       ใจสมรขอให้ซื่อเหมือนชื่อบาง
               ถึงบางซ่อนเหมือนเขาซ่อนสมรพี่
       ซ่อนไว้นี่ดอกกระมังเห็นกว้างขวาง
       เจ้าเยี่ยมหน้าออกมาหกพี่หน่อยนาง
       จะลาร้างแรมไกลเจ้าไปแล้วฯ
       
       (นิราศพระบาท)
       
       นี่ถือเป็นเพียงเศษเสี้ยวของผลงานอันทรงคุณค่าจากกระประพันธ์ของสุนทรภู่ ยอดกวีเอกแห่งสยามที่หากท่านเป็นเพียงชายผู้ “เมาเหล้า”กับ“เมารัก” ก็คงไม่มีเหตุอันใดให้ควรค่าแก่การรำลึกนึกถึงมากมายปานนั้น
       
       แต่...ฟ้าได้ลิขิตให้สุนทรภู่มีความ“เมาอักษร”ติดตัวมาด้วย ซึ่งนี่ถือเป็นความสามารถในระดับอัจฉริยะของสุนทรภู่ ที่แม้วันนี้สุนทรภู่ลาลับจากโลกไปกว่า 200 ปีแล้ว แต่ทว่าผลงานของท่านก็ยังคงเป็นความอมตะอยู่ไม่เสื่อมคลาย
       
                สุนทรภู่ครูกวีมีชื่อนัก
       ว่าเมาเหล้าเมารักเมาอักษร
       ทั้งสามเมาเข้าอิงสิง “สุนทร” 
       ไม่มีวันพักผ่อน หย่อนใจกาย
               ถ้าไม่เมาสุราหรือนารี
       ก็เมาการกวีเป็นที่หมาย
       ในชีวิตตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย
       “ภู่”ไม่วายว่างเว้นเป็นคนเมา
               แต่การเมาครูเฒ่าสุนทรภู่
       เมาทั้งรู้อักโขไม่โง่เขลา
       มันเป็นเรื่องเวรกรรมเช่นเราเรา
       ที่หลงเข้าหลุมกิเลสเหตุพาไป
               ถึงเมาเหล้าก็ไม่เมาเป็นอาจิณ
       ครั้นส่างสิ้นสิ่งชั่วกลับตัวได้
       แถมจารึกบาปกรรมที่ทำไว้
       ลงในเรื่องบทกลอนที่สอนคนฯ
       
       
    

     นี่แหละครับท่านจึงมีผู้ให้ฉายาท่านว่า   " สุนทรภู่ ผู้เมารัก-เมาอักษร"