การรู้ตนเอง หมายถึงอะไร? จะตอบได้อย่างง่ายๆคือการ "รู้" ถึงตัวตนของเรา และเข้าใจทุกสิ่งที่ตัวเราเป็น รวมไปถึงการควบคุมตัวเราอย่างมีประสิทธิภาพ

"รู้จักตนเอง"
.........
การรู้ตนเอง หมายถึงอะไร? จะตอบได้อย่างง่ายๆคือการ "รู้" ถึงตัวตนของเรา และเข้าใจทุกสิ่งที่ตัวเราเป็นรวมไปถึงการควบคุมตัวเราอย่างมีประสิทธิภาพ

"
แต่เราก็รู้ตัวเองอยู่แล้วนี่!!!"หลายคนอาจคิดเช่นนี้

..........
ฉะนั้นลองพิจารณาคำถามเหล่านี้กัน

-
ท่านสามารถอธิบายสาเหตุแห่งพฤติกรรมในตัวท่านได้หมดไหม?

-
ท่านสามารถอธิบายสาเหตุแห่งอารมณ์ในตัวท่านได้หมดไหม?

-
ท่านสามารถอธิบายสาเหตุแห่งความคิดอ่าน ทัศนคติและแนวทางการมองโลกในตัวท่านได้หมดไหม?

-
ท่านสามารถอธิบายหลักคุณธรรมจริยธรรมที่ท่านมีได้หมดไหม?

..........
นี่เป็นเพียงคำถามพื้นๆที่จะตรวจดูว่าท่านรู้จักตนเองมากน้อยแค่ไหนและหลายๆคนก็ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้หมด

..........
การเข้าถึงและรู้จักตัวตนของตนเอง มีอยู่ด้วยกันสองทางใหญ่ๆ คือทางรูปธรรม คือทางกาย สัมผัสและอีกทางหนึ่งคือทางนามธรรม คือทางจิต วิญญาณความรู้สึก

..........
ทางรูปธรรมเราสามารถเข้าถึงได้ง่ายเพราะจับต้องได้เป็นชิ้นอัน เรารู้ว่าเราหน้าตาเป็นเช่นไรเมื่อเรามองดูรูปภาพเราสามารถระบุได้ว่านี่เป็นรูปของเราเมื่อได้ยินเสียงสามารถระบุได้ว่าเป็นเสียงเราเมื่อสัมผัสสามารถระบุได้ว่านี่เป็นกายเรา เพราะมนุษย์รับรู้รูปกายได้รวดเร็วและนั่นเป็นการรู้จักตัวเองขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว (ตั้งแต่จำความได้ก็สามารถระบุความเป็นตัวเราได้แล้ว)



..........
ทว่ายังมีอีกทางที่เข้าถึงได้ไม่ครบถ้วนนักนั่นคือนามธรรม

..........
ดั่งที่นักจิตวิทยาท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่าจิตใจคนเราเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่ลอยน้ำอยู่ เราเห็นแต่เพียงส่วนที่โผล่พ้นน้ำมันอาจดูมหึมา แต่มันก็เป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับส่วนที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำและส่วนนั้นก็ไม่ง่ายนักที่เราจะทำความเข้าใจ (แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะดำลงไปสำรวจมัน)

..........
ทุกๆความคิดอ่านอากัปกริยา ทัศนคติ อารมณ์ที่เกิดในจิตใจเราล้วนแล้วแต่เป็นนามธรรมอันเข้าถึงได้ด้วยการตระหนักระลึกรู้โดยประสาทสัมผัสทางกายไม่อาจช่วยได้เราไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์หนึ่งๆได้ด้วยการสัมผัสแต่การสัมผัสสามารถก่อให้เกิดอารมณ์หนึ่งๆได้ (เช่นการลูบผ้ากำมะหยี่อาจให้ความรู้สึกสบาย เกิดอารมณ์ในแง่บวก)ฉะนั้นจึงต้องเตือนตนเสมอว่า ความสอดคล้องระหว่างกาย(รูปธรรม) และจิต(นามธรรม)เป็นสิ่งที่เกิดอย่างสอดคล้องกัน แต่ไม่ใช่วิธีการเข้าถึง (เพราะมีหลายคนที่หลงอยู่ในวังวนนี้และคิดว่าการรับรู้ทางประสาทสัมผัสจะนำไปสู่ความเข้าถึงตัวตนทางจิตวิญญาณ)

..........
หนทางเดียวที่เราจะเข้าถึงนามธรรมในตัวตนเราได้คือต้องอาศัยนามธรรมในตัวตนเราเอง (อ่านแล้วก็ชวนงงนัก) เพราะจิตใจมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่เรียบง่าย แต่มันมีหลายมิติซับซ้อน กว้างขวางไร้ขอบเขต และเข้าถึงได้ยาก ฉะนั้นการที่เราจะ "ออกสำรวจ"ตัวเราเอง ก็ต้องใช้ทรัพยากรภายในคือจิตใจเราเอง

..........
และรูปแบบของจิตใจก็มีความละเอียด-หยาบมากน้อยกับไป โดยสามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่มง่ายๆ ตามความละเอียดคือ อารมณ์ เหตุผลและความเหมาะสม

..........
อารมณ์คือกลุ่มนามธรรมในจิตใจที่มีความละเอียดน้อยที่สุดกระทั่งอารมณ์ที่มีความละเอียดอ่อนมากที่สุดก็ยังหยาบกว่าเหตุผลแต่อารมณ์กลับมีอิทธิพลกับมนุษย์มากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งปวง เปรียบง่ายๆให้อารมณ์เป็นหิน เมื่อหินกระทบกายเรา เราสามารถรู้สึกถึงมันได้อย่างรวดเร็ว (ยิ่งมันมาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกรุนแรงเท่านั้น เหมือนหินที่ถูกขว้างยิ่งแรงก็ยิ่งเจ็บ)และอารมณ์เองก็เป็นตัวการที่ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆมากมายนักทั้งดี-ร้ายเพราะอารมณ์นั่นเองที่เป็นตัวขับดันให้กายเรา "กระทำ"การใดๆลงไปในโลกแห่งรูปธรรม



..........
การเข้าถึงอารมณ์อันเกิดแก่ตัวเราจึงเป็นจุดเริ่มต้นแรกสุดในการจะเข้าถึงตัวตนของเราเอง

..........
แล้วจะอาศัยอะไรล่ะ

..........
ก็เหตุผลน่ะสิ

..........
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแต่เหตุกับผลอารมณ์ก็เช่นกัน ทุกๆอารมณ์ที่เกิดมาในจิตใจย่อมต้องมีเหตุอันจูงใจให้เกิดขึ้นเรารักใคร ก็เพราะเขาดีกับเรา เพราะถูกจริตเรา เราเกลียดใครเพราะเขาร้ายกับเราเพราะเขาไม่ถูกจริตเรา ทุกอารมณ์มีเหตุอันก่อให้เกิดเสมอฉะนั้นการไตร่ตรองด้วยเหตุและผลในบ่อเกิดแห่งอารมณ์นั้นจึงเป็นการเข้าถึงตัวตนในชั้นแรก

..........
การเข้าถึงทุกอารมณ์ในตัวเราจึงเป็นหลักพื้นฐานที่สุดที่จะสามารถตอบทุกคำถามอันเกิดแก่จิตใจเราได้ และผู้ที่สามารถตอบสามารถหาเหตุอันเกิดแก่อารมณ์ได้ครบถ้วนก็คือผู้ที่เข้าถึงตนเองในขั้นแรกสุด

..........
ทว่าการหาเหตุแห่งอารมณ์ได้ก็เป็นเพียงการรู้ถึงที่มาเท่านั้นเป็นเพียงการรู้จักตนเองโดยปราศจากการควบคุม เป็นเพียงการระลึกรู้ถ่ายเดียว เช่นเราโกรธ เรารู้ว่าโกรธเพราะอะไร ก็เพียงเท่านี้ แต่ความโกรธขึ้งนั้นก็ยังดำรงอยู่เพราะเหตุและผลไม่สามารถ "แก้ไข" อะไรได้ มันทำได้แต่เพียง "ตอบปัญหา" และหาเหตุให้เราเท่านั้น

..........
ฉะนั้นการรู้จักอารมณ์ของตนเองก็เป็นเพียงการรู้จักตนเองอย่างผิวเผินเช่นกันเพราะเมื่อเรารู้แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือควบคุมมันได้นั่นเรียกว่าเราเข้าถึงตัวเองได้ละหรือ? ต่างอะไรกับการที่เรารู้จักก้อนหินสักก้อนหรือตั๊กแตนสักตัว เราไม่สามารถควบคุมอะไรมันได้ก็เหมือนกับการปล่อยให้รูปธรรมคือกายกระทำการใดๆตามแต่นามธรรมที่หยาบที่สุดคืออารมณ์ สั่งการโดยที่เรารับรู้แต่เพียงสาเหตุอันก่อให้เกิดอารมณ์เท่านั้น



..........
แล้วเราจะควบคุมมันได้อย่างไร?

..........
ก็อาศัยนามธรรมที่ละเอียดที่สุดคือความเหมาะสมนั่นอย่างไรเล่า!

..........
ความเหมาะสม กาละเทศะมารยาท จริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม มนุษยธรรม ฯลฯสุดแล้วแต่จะเรียกเช่นไรก็มีความหมายเดียวกันทั้งสิ้นคือรูปแบบจิตใจที่มีความละเอียดอ่อนมากที่สุดและเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเข้าถึงมากที่สุดเพราะสิ่งนี่เองที่จะเป็นตัวคัดกรองและควบคุมอารมณ์โดยอาศัยข้อมูลจากเหตุผลที่เรามี

..........
เปรียบง่ายๆคือหากเราเกิดอารมณ์อยากทานกล้วยแขกสักถุงทั้งๆที่เจ็บคออารมณ์อยากจะถูกหาที่มาโดยเหตุและผลอาจจะเป็นว่าเพื่อนที่นั่งข้างๆพูดถึงร้านกล้วยแขกอร่อยหรืออาจจะเดินผ่านร้านกล้วยแขกและได้กลิ่นน้ำมันทอดอันแสนหอมนั่นคือเหตุผลสามารถหาคำตอบถึงที่มาของอารมณ์ "อยาก" นั้นได้แล้วและสุดท้ายก็เป็นหน้าที่ของความเหมาะสมที่จะคัดกรองว่าอารมณ์นั้นๆที่เกิดขึ้นเหมาะสมหรือไม่กรณีนี้ตอบได้ว่าไม่เพราะทั้งๆที่เจ็บคอแต่ยังทานกล้วยแขกเข้าไปสักถุงก็คงไม่เป็นการดีแน่ (อาจจะไอค่อกแค่กจนเกิดอารมณ์อยากทานยาแก้ไอเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้)ฉะนั้นแล้วผลสรุปออกมาว่าอารมณ์อยากกล้วยแขกในครั้งนี้ก็เป็นอันตกไปไม่สามารถทำให้สัมฤทธิ์ผลได้

..........
ทุกอารมณ์อันเกิดแก่ตัวเราก็ใช้ระบบนี้ด้วยกันทั้งนั้นหากแต่ยากง่ายต่างกันไปฉะนั้นการจะเข้าถึงตนเองก็จะต้องรู้จักทั้งสามประการนั้นอย่างถี่ถ้วน