กายที่ไม่ได้สัมผัส ใกล้ชิดกับผู้ใด หากขาดศีล ไร้ธรรม จิตนั้นจะกลายเป็นจิตที่เศร้าศร้อย เหงาหงอย และ “ขาดความอบอุ่น”
แต่สถานการณ์เดียวกัน คือ การอยู่คนเดียว วิเวก สงบกาย ไม่คลุกคลี สรวนเส เฮฮา สัมผัส ใกล้ชิด “แนบชิด” กับใคร ผู้ใด เป็นเวลานาน ๆ แล้ว หากข่มใจด้วยศีล มีธรรม จิตนั้นจะ “เข้มแข็ง”

การที่เรารู้สึกว่า “ขาดที่พึ่ง” เราต้องหาคนมาอิงแอบ ใกล้ชิดนั้น เป็นเพราะจิตของเรามี “กิเลส” เป็นที่ตั้ง มี “ตัณหา” เป็น “สรณะ”

การรู้สึกเหงา แล้วใช้ตัณหาเป็น “สรณะ (ที่พึ่ง)” จิตนั้นจะต้องโหยหา มีความอยาก เพิ่มขึ้นอย่างมาก ๆ เรื่อยไป เรื่อยไป

การที่จิตพากาย ออก “วิเวก” แล้วข่มจิต ข่มกาย ให้ห่างไร้ผู้คนด้วย “ศีล” แล้ว จิตนั้นจักเข้มแข็ง แข็งแกร่ง และแข็งแรง

ดวงจิตที่ไม่ต้องพึ่งพา เกาะเกี่ยวกับบุคคลซึ่งไม่เที่ยงนั้นประเสริฐแท้
การพึ่งคน ย่อมทุกข์ ย่อมสุข ผลันเปลี่ยน แปรไป ตามอารมณ์ ความรู้สึกแห่งคนนั้น

แต่หากดวงจิต มีธรรม “พึ่งธรรม” เป็นสรณะอันสูงสุดของชีวิตแล้ว ดวงจิตนี้จะพบสุขที่ “เที่ยงแท้” ไม่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

กายที่ได้สัมผัสกับบุคคลอื่นบ่อย ๆ มาก ๆ จักทำให้จิตใจนั้นอ่อนแอลง
เปรียบได้กับคนที่ต้องพึ่งพาแขนเขาหยิบอาหาร ต้องพึ่งพาขาของเขา “ก้าวเดิน”

การที่ไม่ได้อยู่กับใคร ใกล้ชิดใคร สัมผัสกับใครเป็นเวลาน ๆ นั้นเป็นโอกาสที่ดีแท้
หากเราเพิ่มธรรมนำชีวิต
ใช้ธรรมะเป็นที่พึ่ง ที่สัมผัสแห่งจิตแล้ว จิตนี้จักไม่ต้องพึ่งพิงคน พึ่งพิงใครอีกต่อไป

พาดวงจิตให้ “วิเวก” (Mind Alone) ด้วยกายที่ “วิเวก” ห่างไกล และไร้การสัมผัสจากผู้คนรวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย จิตนี้จะเข้มแข็ง มีพลัง
พลังชีวิต พลังจิต พลังธรรม จักน้อมนำความประภัสสรสู่ “ดวงจิต...”