การกู้ยืม และข้อควรระวัง

ด้วยในวันที่ ๑๒  มิถุนายน ๒๕๕๒  สำนักงานอัยการเขต ๓  มีโครงการจะเปิดศูนย์บริการร่วม ภายในอาคารสำนักงานขึ้น เพื่อให้บริการแก่ประชาชนที่มารับบริการ และให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสำนักงานต่าง ๆ ของสำนักงานอัยการสูงสุด สถิติคดี และอื่น ๆ  จึงได้จัดทำแผ่นพับไว้ให้บริการแก่ประชาชนที่มารับบริการ และในแผ่นพับดังกล่าว ได้เผยแพร่ความรู้กฎหมายเกี่ยวกับ..การกู้ยืม..ด้วย จึงนำมาลง อาจจะเกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย....

         การกู้ยืมเงิน  คือ  สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า  ผู้กู้  ได้ขอยืมเงินจำนวนหนึ่งตามที่ได้กำหนดไว้จากบุคคลหนึ่งเรียกว่า  ผู้ให้กู้  เพื่อผู้กู้จะได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้สอยตามที่ประสงค์และผู้กู้ตกลงว่าจะคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ให้กู้ตามเวลาที่กำหนดไว้โดยผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ตามอัตราที่ตกลงกันไว้เป็นการตอบแทน

                   การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาท  จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือที่แสดงข้อความว่าได้มีการกู้เงินกันจริงโดยต้องมีลายมือชื่อของผู้กู้ หรือ ลายพิมพ์นิ้วมือประทับในหนังสือดังกล่าวโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของผู้กู้อย่างน้อย ๒ คน  หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวแล้ว  ผู้ให้กู้จะฟ้องร้องต่อศาลให้บังคับให้ผู้กู้ชำระเงินตามสัญญาไม่ได้  (ป.พ.พ.  มาตรา ๖๕๓)หลักฐานในการกู้ยืมเงิน  เช่น

                        ข้าพเจ้านายเอกได้กู้เงินจากเถ้าแก่จู๋เป็นจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐  บาท  โดยข้าพเจ้าสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนให้ภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๘

ลงชื่อ  นายเอก  ผู้กู้

  อัตราดอกเบี้ย

 การกู้ยืมเงินนั้นกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ไม่เกินร้อยละ  ๑๕  ต่อปีหรือในอัตราร้อยละ  ๑.๒๕  ต่อเดือน  หากผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยเกินกว่าดอกเบี้ยดังกล่าวแล้ว  ผลก็คือดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะทั้งหมด  ผู้ให้กู้คงเรียกให้ผู้กู้ยังต้องติดคุกเพราะมีความผิดทางอาญาฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา  อาจถูกจำคุกไม่เกิน    ปี  หรือปรับไม่เกิน    พันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  (ตาม พ.ร.บ.  ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา  พ.ศ. ๒)

                        แต่ในกรณีที่ไปกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันทางการเงินอื่น ๆ  เช่น บริษัททรัสต์,  บริษัทเงินทุน,  โรงรับจำนำ  ฯลฯ  นั้นกฎหมายยินยอมให้ธนาคารและสถาบันทางการเงินดังกล่าวคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังได้กำหนดไว้

 

 ข้อควรปฏิบัติในการชำระหนี้

๑. ต้องเรียก  ใบรับเงินชำระหนี้  ทุกครั้งที่ชำระโดยให้ผู้ให้กู้  (เจ้าหนี้)  ทำหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้กู้  ว่าได้รับเงินคืนแล้วเป็นจำนวนเท่าใดหรือได้รับคืนครบถ้วนแล้ว

๒. กรณีที่ผู้กู้ได้ชำระเงินคืนให้แก่ผู้ให้กู้จนครบถ้วนแล้ว  ผู้กู้จะต้องขอรับหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้มาทำลายเสีย

๓. ในกรณีที่ผู้กู้ชำระเงินคืนเพียงบางส่วน  นอกจากมีใบรับเงินแล้ว  ผู้กู้จะต้องให้ผู้กู้บันทึกไว้เป็นหลักฐานในหนังสือสัญญากู้ว่าได้มีการชำระเงินคืนไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใดโดยผู้ให้กู้จะต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้เป็นหลักฐานพร้อมทั้งวันที่

                        หากผู้กู้ไม่ทำตามข้อ ๑-๓  แล้วหากมีการโต้เถียงกันว่าได้มีการคืนเงินกันแล้วเป็นจำนวนเท่าใดผู้กู้ก็จะตกเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบผู้กู้ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง  ผู้กู้จึงต้องระมัดระวังให้ดี  จะอาศัยความเชื่อใจอย่างเดียวไม่ได้  มิฉะนั้นจะต้องเสียใจในที่สุดเสียรู้คนและต้องเสียทั้งเงินซ้ำอีกครั้ง

อายุความในการฟ้องร้อง

 เมื่อได้ทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว  หากจะต้องมีการฟ้องร้องต่อศาลให้ชำระคืนแล้วเจ้าหนี้จะต้องฟ้องร้องต่อศาลให้ชำระคืนเจ้าหนี้จะต้องฟ้องภายใน  ๑๐ ปี  นับจากวันที่ถึงกำหนดชำระตามสัญญา  ถ้าพ้นกำหนดนี้แล้วคดีเป็นอันขาดอายุความ  ผู้ให้กู้  (เจ้าหนี้)  ไม่มีสิทธิจะฟ้องคดีต่อศาลได้

     ข้อควรระวังในการกู้                  

 

      ๑. จะต้องไม่เซ็นลงในกระดาษเปล่าให้แก่ผู้ให้กู้โดยเด็ดขาด

      ๒. จำนวนเงินในช่องว่างในสัญญากู้ยืมเงินนั้นจะต้องลงจำนวนเงินที่กู้กันจริง ๆ เท่านั้นและต้องเขียนจำนวนเงินที่กู้กันนั้นเป็นตัวหนังสือกำกับตัวเลขจำนวนเงินดังกล่าวด้วยเสมอเพื่อป้องกันมิให้ผู้ให้กู้เติมตัวเลข  ตัวอย่าง  ข้าพเจ้าได้กู้เงิน  ๕๐,๐๐๐  (ห้าหมื่นบาท)  จากเถ้าแก่จู๋

</span>     

       ๓. หนังสือสัญญากู้จะต้องทำขึ้นอย่างน้อย ๒ ฉบับ  โดยผู้ให้กู้ถือไว้ฉบับหนึ่ง  และผู้กู้ถือไว้อีกฉบับหนึ่ง

      ๔. ผู้กู้จะต้องนับเงินที่ตนกู้ให้เท่ากับจำนวนที่ตนได้กู้ไปตามสัญญาให้ครบถ้วนเสมอหากมิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นปัญหากล่าวคือหากได้เงินไม่ครบแต่ผู้กู้ได้ลงมือชื่อในสัญญาให้แก่ผู้ให้กู้แล้วผู้ให้กู้อาจโกงผู้กู้ในภายหลังว่าได้มอบเงินให้แก่ผู้กู้ไปจนครบถ้วนแล้ว

        ๕. พยานลงชื่อในสัญญากู้ ควรเป็นพยานของฝ่ายผู้กู้จำนวน ๑ คน ลงเป็นพยานในสัญญากู้ด้วย

      ....ทุกย่างก้าวของชีวิต  จะไม่มีอุปสรรคนั่นอย่าหวัง ความไม่ประมาท นั่นคือเกราะคุ้มภัยของชีวิต...