ความเห็นของข้าพเจ้า คุณวัฒนา

     เนื่องจาก..ข้าพเจ้าได้รับทุนการศึกษาจากหน่วยงานต้นสังกัดซึ่งมีสถานที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ให้มาศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้  จังหวัดเชียงใหม่ ในหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2548  

     โดยจะเดินทางมาเชียงใหม่ทุกเย็นวันศุกร์ เรียนเต็มวันเสาร์และอาทิตย์  แล้วเดินทางกลับกรุงเทพฯในเย็นอาทิตย์ เป็นเช่นนี้ทุกสัปดาห์ในระหว่างการเรียน  สำหรับผู้ที่อายุเข้าสู่วัยทอง อย่างข้าพเจ้าจะมีความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอและความเครียดในหลายๆเรื่อง   ทำให้สุขภาพอ่อนแอลง 

     ในปี พศ. 2550 - 2551  ข้าพเจ้าเริ่มมีอาการป่วยมากขึ้น มีอาการเหนื่อยง่าย ปวดหลัง เอว ต้นขา หัวเข่า น่อง ข้อเท้าและต้นคอมาก  แผ่นหลังเริ่มแข็งและเอี้ยวตัวไม่ได้ หนักศีรษะและปวดตุ้บๆ อยู่เสมอ กล้ามเนื้อค่อยๆหมดแรง จนไม่สามารถหิ้วของหรือยกจานข้าวได้  

     หลังจากขับรถหรือนั่งนานๆจะยืนหรือเดินไม่ได้อยู่พักใหญ่แล้วจึงค่อยๆเดินโขยกเขยกไปได้ ความคิดช้าลงและความจำเสื่อมลงมาก  ร่างกายอ่อนล้ามากไม่มีเรี่ยวแรงจนแทบช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เพราะแบกภาระหนักแสนหนักมานาน  และยังจะต้องพยายามที่จะรีดเอาพลังหยดสุดท้ายที่เหลืออยู่ออกมาทำงาน (วิทยานิพนธ์) เพื่อที่จะยกภูเขาออกจากอกไปให้ได้   

     เราจะมีโอกาสกลับมาแข็งแรงและคล่องแคล่วว่องไวอีกครั้งไหมนะ?  อนาคตดูมืดมนถ้าเรายังมีสภาพเช่นนี้  ข้าพเจ้าพยายามฝืนที่จะลุกขึ้น และไปหาหมอรับประทานฮอร์โมนและยาปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ประกอบกับใช้การนวดแผนไทยทั้งนวดเส้น นวดรักษา และกายภาพบำบัด  อาการดีขึ้นเล็กน้อยและทรุดลงไปอีกขึ้นๆลงๆเช่นนี้อยู่หลายรอบ แต่ก็ได้อาศัยธรรมโอสถประทังชีวิตมาเรื่อยๆ

     ต่อมา ได้มีหมอนวดที่นวดให้ข้าพเจ้าเป็นประจำ แนะนำให้รู้จักคลินิกบ้านหมอน้อย   ซึ่งมีสถานที่ตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยแม่โจ้    ข้าพเจ้าจึงได้เริ่มมาพักรักษาอาการป่วยที่คลินิกบ้านหมอน้อยตั้งแต่ปลายปี  2550  โดยเดินทางจากกรุงเทพฯมาพักที่คลินิกเป็นระยะๆ(Long Stay) ครั้งละ 5 วันบ้าง   7  วันบ้าง บางครั้งก็นานถึง 15 วัน   เว้นระยะห่างกัน  1-3 เดือน   แล้วแต่อาการป่วย

     และเวลาที่จะสามารถลางานมาได้   ช่วงเขียนวิทยานิพนธ์เป็นเวลาที่เครียดมากๆ ข้าพเจ้ามีข้อมูลและเอกสารมากมายประกอบการเขียนวิทยานิพนธ์แต่ไม่มีแรงแม้จะรื้อค้นเอกสารมาใช้ แต่จะต้องทำให้แล้วเสร็จในเวลาที่กำหนด  

     จึงมานอนพักรักษาและเขียนวิทยานิพนธ์ที่บ้านหมอน้อย ส่วนใหญ่หลังจากหมอน้อยรักษาแล้วก็จะนอนพัก  พอมีแรงบ้างก็ลุกขึ้นมาเขียน พอรู้สึกเหนื่อยหรือปวดศีรษะก็จะหยุดพัก   มีผู้ช่วยพิมพ์งานให้ ทำไปเช่นนี้จนเขียนวิทยานิพนธ์  เสร็จ สอบป้องกันวิทยานิพนธ์  และจบการศึกษาในเดือนพฤศจิกายน  2551

     จากนั้นก็มารักษา พักฟื้นร่างกายและจิตใจอีก  2-3  ครั้งและพยายามพักผ่อนมากๆ  อาการป่วยก็ค่อยๆดีขึ้นทีละน้อย   จนกระทั่งต้นปี 2552  ก็รู้สึกว่าตนเองแข็งแรงขึ้นประมาณ  60-70 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังต้องดูแลเยียวยาร่างกายและจิตใจไปอีกพักใหญ่ๆ

คลินิกบ้านหมอน้อยรักษาผู้เขียนอย่างไร? 

     นับว่าเป็นความโชคดี  หรือจะว่าที่จริง คือ บุญกุศลที่ทำให้ผู้เขียนได้พบหมอที่ถูกโรคถูกฝาถูกตัว  หมอน้อยรักษาแบบที่เรียกว่า "องค์รวม"  คือ  รักษาทั้งกายและใจ  ที่ขณะนั้นอยู่ในสภาพบอบช้ำมาก

     ในด้านร่างกาย หมอน้อยค่อยๆ จับไล่ไปตามเส้นเอ็นแต่ละเส้น ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า พังผืด กล้ามเนื้อแต่ละมัดของผู้เขียนอย่างมีสมาธิและนุ่มนวล บางครั้งก็อธิบายเกี่ยวกับเส้นและสาเหตุของความเจ็บป่วย และบอกให้ผู้เขียนรักษาเยียวยาตนเองไปพร้อมๆกันด้วย นิ้วมือของหมอน้อยอุ่นมากจนถึงร้อน เพียงสัมผัสเบาๆ ความร้อนจะค่อยๆแผ่ลึกลงไปในกล้ามเนื้อแต่ละชั้น

     หมอน้อยบอกว่า มันคือ ความร้อนของร่างกายข้าพเจ้าที่จะมารักษาตนเอง มือของหมอน้อยเป็นเพียงสื่อเท่านั้น   หมอน้อยจัดที่พักที่โปร่ง โล่ง สะดวกสบาย อากาศดีท่ามกลางเสียงนกร้องและผีเสื้อบินในยามเช้า  ดอกไม้ที่สวยและหอมเช่น ต้นโมก พุดซ้อนและนมแมว  เป็นต้น  รวมทั้งการจัดอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ไปบำรุงเลี้ยงเซลล์ด้วย                

     ในทางจิตใจ   หมอน้อยพูดคุยอย่างเป็นกันเอง  สนุกสนาน และให้กำลังใจ หมอน้อยรักษาคลายเส้นท้องและระบบการย่อยอาหารด้วย  หลายครั้งหมอน้อยถามข้าพเจ้ามีเรื่องอะไร? เสียใจมากหรือ ? เพราะหมอน้อยสัมผัสร่างกายในบางจุดแล้วบอกว่า  ร่างกายข้าพเจ้าสะสมความเสียใจไว้ในเซลล์ลึกมาก แสดงว่ามีความเสียใจลึกๆที่เซลล์ยังเก็บจำไว้และยังไม่ระบายออกมา  

     เมื่อมีความคุ้นเคยและไว้วางใจเพราะสัมผัสได้ถึงหัวใจเต็มเปี่ยมของหมอที่ปรารถนาดีต่อคนไข้อย่างจริงใจ  ในโอกาสที่เหมาะสมและเป็นธรรมชาติ เรื่องที่เป็นตะกอนอยู่ในใจก็ถูกระบายออกมาเอง  หมอน้อยและผู้ช่วยทุกคนในคลินิกดูแลข้าพเจ้าเหมือนคนในครอบครัว  เหมือนพี่สาวคนโต ระหว่างนั้น ถั่วดินและปอย น้องสาวและน้องเขยหมอน้อยจะขับรถพาข้าพเจ้าไปทำธุระต่างๆที่จำเป็น   ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่า หมอน้อยก็ปฏิบัติเช่นนี้กับคนไข้คนอื่นๆเช่นกัน

     ข้าพเจ้าจึงสรุปเองว่า  นอกจากการรักษากายอย่างถูกวิธี วิเคราะห์ถึงสาเหตุและรักษาเป็นระบบแล้ว  ความรักความปรารถนาดีอย่างจริงใจของหมอ ได้เยียวยาจิตใจของคนไข้ด้วย  ความรัก ความเมตตา คือ ยาขนานวิเศษ หมอคนไหนทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทยหรือแพทย์ทางเลือกที่มีคุณสมบัติเช่นนี้  ก็จะต้องรักษาคนไข้หายแน่นอน

     ค่ารักษาแพงไหม ?  

     ข้าพเจ้าไม่ใช่ล่ำซำ  ค่าเดินทางมาเชียงใหม่ก็หลายสตางค์ หมอน้อยจึงคิดค่าที่พักและอาหารในราคาย่อมเยาว์  ค่ารักษาครั้งละ 400 บาทต่อครั้งละ 2 ชั่วโมง รักษากันไปเรื่อยๆ  มีอาหารอะไรก็นำมาแบ่งกัน  

     ต่อมาค่ารักษาก็แล้วแต่ข้าพเจ้าจะให้  ซึ่งข้าพเจ้าก็พยายามรักษาอัตราไว้   เนื่องจากเห็นว่า บ่อยครั้งหมอน้อยจะลดค่ารักษาให้คนไข้ อื่นๆ หรือ รักษาให้โดยไม่คิดเงิน เมื่อเห็นผู้ป่วยยากจนไม่มีเงินค่ารักษาแต่อยากจะหายจากความทุกข์ทรมาน   นี่จึงเป็นสาเหตุที่หมอน้อยไม่ค่อยมีรายได้เป็นเงินสดมากนัก ลำพังค่ารักษาคงจะอยู่ลำบาก  อาศัยมีเงินบำนาญของ ลุงบัค สามีชาวอเมริกัน สนับสนุน แต่ก็ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด   ฉะนั้น  บางครั้ง ความขาดแคลนก็รบกวนสมาธิและพลังจิตในการรักษาคนไข้ของหมอน้อย

     ปรัชญาในการรักษาผู้ป่วย

จากที่ผู้เขียนได้มีประการณ์ในการรับการรักษา สรุปได้ว่า หมอน้อยมีปรัชญาในการรักษา   ดังนี้

Back to the Nature

Talk to the cell

Listen from the body

Love and Gentle