หมอบ้านนอกไปนอก(99): ลุ้นระทึกใจ


น้ำใจ คุณธรรมและความดีงามไม่มีเชื้อชาติ ศาสนา ผิวพรรณและภาษา ในชีวิตเราไม่ว่าเราจะเตรียมตัวดีแค่ไหน เหตุการณ์ไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เราจึงเป็นได้ทั้งผู้ให้และผู้รับในเหตุการณ์ตกทุกข์ได้ยากของตนและคนอื่นๆ พ่อแม่ของแฟนของสเตฟานไม่สามารถพูดคุยสื่อสารกับเราด้วยข้อจำกัดทางภาษา แต่รอยยิ้มของกันและกันกลับเป็นการทักทาย ขอบคุณและการอำลาที่ทรงคุณ่คาทางใจและสื่อความหมายได้อย่างสากล

(99): ลุ้นระทึกใจ

ลิยง (Lyon) หรือสิงห์บุรี เมืองใหญ่อันดับสองของฝรั่งเศส มีประวัติยาวนานกว่า 2,000 ปีตั้งแต่สมัยโรมัน มีสิ่งก่อสร้างตั้งแต่สมัยโรมัน-เรเนซองส์จนถึงยุคปัจจุบัน ได้รับยกย่องเป็นเมืองมรดกโลก มีแม่น้ำสายหลักสองสายคือแม่น้ำโรน (Rhone) ทางตะวันออกและแม่น้ำซาโอน (Saone) ทางตะวันตก เป็นเมืองหลวงของแคว้นโรน-แอลป์และโรน ดีพาสเมนต์ (Rhone department) อยู่ทางตอนใต้ปารีสในระยะ 450 กิโลเมตร ในตัวเมืองประชากรราว 470,000 คน ถ้ารวมทั้งหมดก็ 1,200,000 คนในพื้นที่ 57 เมือง

โรงแรมที่เราพักอยู่ใกล้ฝั่งน้ำโรน ที่เป็นย่านที่พักอาศัย ลิยงแบ่งออกเป็น9 เขตเรียงตามตัวเลข (Administrative sub-division) เราพักในเขต 2 ที่เต็มไปด้วยอาคารไม่สูงเป็นโรงแรมเล็กๆ ในค่ำคืนฝนตกชุ่มฉ่ำ ชโลมเมืองให้ชุมโชกดุจน้ำใจของลุงพอลที่ชโลมใจเราให้ชุ่มชื่น แม้วัยล่วง 79 ปีแต่ก็พาเราเดินชมย่านเมืองเก่าไต่ขึ้นเขาไปชมพระราชวังอย่างกระฉับกระเฉงไม่เหนื่อยอ่อน “อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองดั่งฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน” แว่วมาในใจก่อนหลับไปด้วยความสุข แผนที่วางไว้คือตอนเช้าเที่ยวลิยง แล้วจะนั่งรถไฟใช้เวลาไม่นานเข้าสู่นครเจนีวาแห่งสวิส ที่ผมมาสองครั้งแล้วแต่ไม่มีเวลาเดินชมเมืองจริงๆจังๆกลายเป็นใช้เป็นแค่ที่พักหลับนอนเท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม 2551 ตื่น 8 โมงเช้า สบายๆไม่เร่งรีบ ฝนยังคงตกพรำๆน้อยลงแต่ก็ยังมากอยู่ ผมเดินไปสถานีรถไฟอีกครั้งตอนเก้าโมงเช้าเพื่อเช็คตารางรถไฟซ้ำกันพลาด หาข้อมูลแทรม เมโทร ดูแผนที่เมืองที่สถานีรถไฟมองเห็นสัญลักษณ์ i ก็เลยตัดสินใจออกไปตามหาเพราะอยากได้แผนที่ของเมือง ผมเดินกางร่มไปสองสถานีเมโทรท่ามกลางสายฝนพรำ เจอศูนย์ข้อมูลมีนักท่องเที่ยวเข้าคิวหลายคน อยู่ที่จัตุรัสใหญ่ปราส บาลาคัวร์ มองเห็นทิวทัศน์บนยอดเขาฟอร์วิเยร์ริมลุ่มน้ำซาโอนจากจุดนี้ ได้แผนที่มาแล้ว พนักงานอธิบายอย่างดี

เดินกลับมาอีกทางหนึ่งเลียบตามแม่น้ำโรน เดินเพลินๆรถเก๋งวิ่งผ่านเหยียบน้ำกระเด็นเปียกเสื้อกางเกง คิดในใจวันนี้เริ่มต้นก็ไม่ค่อยดีซะแล้ว กลับถึงห้องพัก ปรึกษากับเอ้ ตัดสินใจไม่เที่ยวลิยงแล้วเพราะฝนตกอย่างนี้เสี่ยงต่อการไม่สบายโดยเฉพาะเด็กๆที่ตรากตรำกันมาหลายวันแล้ว ปรับเวลากลับเจนีวาเร็วขึ้น เผื่อเวลาเที่ยวเจนีวามากขึ้น หรือถ้ามีเวลาเหลืออาจนั่งรถไฟต่อไปโลซานน์ได้ เช็คเอาท์ลากกระเป๋าเดินถือร่มกลับสถานีรถไฟ

เวลา 10:40 น. ขึ้นรถไฟจากสถานีลิยงปาราเช่ไปสถานีลิยงปาดัวร์ เวลา 11:40 น. ขึ้นรถไฟขบวนTER 96518ไปเจนีวา กำหนดเดินทางเวลา 11:40-12:57 น. ไม่ต้องสำรองที่นั่งก่อน รถไฟแบบสองชั้นสภาพดีมาก แต่เล็กและแคบไม่มีที่วางกระเป๋าเหนือที่นั่ง เราขึ้นไปนั่งชั้นบน ชมทิวทัศน์สองข้างทางที่ขนาบด้วยเทือกเขา ฟ้าครึ้ม ฝนหยุดแต่เมฆสีเทาเต็มฟ้า พนักงานตรวจตั๋วตรวจละเอียดมากและตรวจพาสปอร์ตของทุกคน ผ่านไปสักพักฝนตกพรำๆมาอีก เมฆหมอกสีขาวบางปกคลุมอยู่เหนือเทือกเขาสูง พื้นดินเป็นแปลงข้าวบาร์เลย์สีเหลืองฟาง สลับกับทุ่งสีเขียวชะอุ่มของทุ่งข้าวโพด ทิวไม้ใหญ่ใบสีเขียวไสวเป็นระยะ บ้านตึกหลังเล็กๆแบบชนบท

นั่งรถไฟผ่านทะเลสาบที่คั่นระหว่างทางรถไฟกับเทือกเขาสูง ฝนยังคงตกพรำๆ น้องขลุ่ยนั่งวาดรูป น้องขิมกินขนม น้องแคนหลับไปแล้ว ผ่านเมืองเล็กๆ โบสถ์หลังเก่าๆที่เมืองSessyl มีเขื่อนเล็กๆไว้ทดน้ำ ผิวน้ำอยู่ต่ำกว่าทางรถไฟสัก 2 เมตร น้ำดูนิ่งลึก ทางรถไฟวิ่งเลาะไปตามทิวเขาและแนวน้ำ ฝนหยุดพรำหมอกจางๆยังคงอยู่ ต้นไม้แตกใบอ่อน เขียวชะอุ่มเป็นพุ่มไสว เริงร่ารับสายฝน สักพักทางรถไฟก็มุดอุโมงค์แล้วไต่ไปตามเนินเขาสูง แยกตัวออกจากลำน้ำที่อยู่เบื้องล่างและถูกบดบังด้วยผืนป่าเขียว

แคนขิมขลุ่ยตื่นมานั่งคุย เล่นกัน ถกเถียงกันเป็นระยะๆ น้องขลุ่ยสดชื่นขึ้นตื่นมาทำท่าทะเล้นๆแล้วก็เต้นฮิปฮอพให้เราดู สังเกตว่าที่นั่งด้านตรงข้ามเป็นชายหนุ่มผิวดำนั่งมากับสองสาววัยรุ่นหน้าตาดี คุยกันอย่างสนุกคิกคักกันมาตลอด พอเห็นน้องขลุ่ยทำท่าทะเล้น เขาก็อมยิ้ม สังเกตว่าเขาขึ้นรถไฟมาพร้อมๆเราตั้งแต่สถานีลิยงปาร์ดัว รถไฟจอดที่สถานี Bellegarde นานถึง 15 นาทีพร้อมกับมีการประกาศเป็นภาษาฝรั่งเศสที่เราฟังไม่ออก ก็เลยไม่ได้สนใจเพราะตอนที่เรานั่งรถไฟที่สถานีลิยงปาร์ดัวร์ก็เขียนว่าเจนีวาเป็นสถานีปลายทาง ไม่น่าจะหลงและชัวร์ว่าขึ้นรถไฟไม่ผิดคันแล้ว แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมจอดสถานีนี้นานจัง

รถไฟไปต่อผ่านเมืองAnnemasse Bons-en-Chablais ผมดูนาฬิกาข้อมือ เอ๊ะรถไฟเลยเวลาถึงสถานีเจนีวาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ทำไมไม่ถึงสักที รถไฟก็ไม่ได้เสียเวลาตรงไหน ทำไมถึงปลายทางช้า จะถามใครก็ลำบาก เขาพูดภาษาฝรั่งเศสรวมทั้งพนักงานตรวจตั๋วด้วย คุยกันไม่รู้เรื่อง หนุ่มคมเข้มที่นั่งมากับสองสาวสวยอเขาเห็นเรากระวนกระวายก็เลยถามเราเป็นภาษาอังกฤษ เขาบอกว่าเรานั่งรถไฟเลยมาแล้ว รถไฟที่จะไปเจนีวาเป็นรถไฟตอนหลังของขบวนส่วนตอนหน้าจะไปสิ้นสุดที่Evian-les-Bains โดยรถไฟจะแยกส่วนกันที่สถานีBellegrade ที่จอดนานถึง 15 นาทีตอนนั้นเพื่อให้ผู้โดยสารปรับเปลี่ยนตู้ตามจุดหมายของแต่ละคน เขาก็ประกาศบอกแล้ว แต่เราดันไม่สนใจเพราะสนใจก็ฟังไม่รู้เรื่อง สเตฟานบอกว่าให้เราลงพร้อมเขาที่สถานีหน้าสถานีThanon-les-Bains บ้านแฟนกับน้องสาว (ที่นั่งมากับเขา) อยู่ที่นั่น เขาจะช่วยติดต่อที่สถานีรถไฟให้

ลงจากรถไฟเข้าไปคุยกับพนักงานสาวฝรั่งเศส พูดอังกฤษไม่ได้เลย สเตฟานถามให้ว่ามีรถไฟไปที่เบลลากราดแล้วต่อไปลงที่สถานีเจนีวา-ไวค์ ที่ห่างจากสนามบินเจนีวามากพอควรในเวลา 18:25 น.ซึ่งเฉียดฉิวมากและเสี่ยงมากต่อการตกเครื่องบินกลับเบลเยียมที่ต้องไปเช็คอินอย่างช้าสุด18:55 น. เขาบอกว่าเมืองนี้อยู่ตรงข้ามกับโลซานน์มีทะเลสาบกั้นถ้าลงเรือไปก็ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงแล้วต่อรถไฟไปลงที่เจนีวาแต่เป็นวันอาทิตย์เรือไม่ค่อยมีและก็เสี่ยงเช่นกัน ผมขอให้ทางสถานีรถไฟช่วยหาแท๊กซี่ให้ก็ไม่ได้ วันอาทิตย์นี่คนหยุดงานพักผ่อนกันเยอะ

ทะนง เล บังส์ เป็นเมืองเล็กๆในพื้นที่ชนบทของฝรั่งเศส ชายแดนติดกับสวิส ชายฝั่งทะเลสาบโลซานน์ มีฐานะเป็นคอมมูน (Commune) ของ Haute-Savoire department ในแคว้นโรน-แอลป์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของจังหวัดChablais แคว้น Duchy of Savoy ที่เคยเป็ยนจังหวัดเก่าก่อนมีการแบ่งเขตการปกครองใหม่ พื้นที่แถวนี้แบ่งออกเป็นเขตปกครองตนเอง 3 เขตแล้วต่อมาได้แยกออกเป็นของสองประเทศโดยมีเทือกเขาChablais Alps กั้นเป็นแนวกลางกั้นแบ่งเขตแดนเป็นHaute-Savoie Department ของฝรั่งเศสและแคว้นหรือแคนต้น Valais และ Vaud ของสวิส เขตปกครองของฝรั่งเศสแบ่งออกเป็นแคว้น แผนกและชุมชน (Region, department, Commune) คงคล้ายๆของไทยที่เป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล

ทะนง เล บังส์ มี ประชากรราว 32,438 คน ช่วงรอติดต่อแท็กซี่ เอ้กับเด็กๆนั่งรออยู่ในที่พักชานชาลารถไฟ รอคำตอบด้วยความกระวนกระวายใจ ผมเองยิ่งมากกว่า นั่งไม่ติด เดินออกมาด้านนอกสถานีรถไฟ ฝนตกปรอยๆ มีจัตุรัสเล็กๆอยู่ด้านหน้าที่ว่าการเมือง (Town Hall) อาคารหลังไม่ใหญ่โตอายุมากโขสามชั้น ด้านข้างเป็นถนนลาดยางแบบสองเลนให้รถวิ่งสัญจรไปมาได้ แต่ดูแล้วเป็นเมืองเงียบๆ รถราไม่ขวักไขว่

สเตฟาน (Pate Stephane) เองก็คอยเป็นธุระและช่วยโทรหาแท๊กซี่ให้เราด้วย ทุกคนกระวนกระวายใจ เวลาผ่านไป  1 ชั่วโมงแล้วก็ยังไม่ได้ ฝนก็ตกมาพรำๆอีก สเตฟานกับโซเนีย (Aritzu Sonia) และน้องสาวกลับไปบ้านเพื่อปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ในฐานะคนพื้นที่ น่าจะช่วยหารถแท๊กซี่ให้ได้ เขาช่วยปลอบใจเราและบอกว่าไม่ต้องกังวลนะ อย่างไรเขาก็จะไม่ทิ้งเราไว้อย่างนี้ เขาจะช่วยเราเต็มที่เพื่อให้สามารถกลับไปขึ้นเครื่องบินที่เจนีวาได้ทันเวลา เขาหายไปพักใหญ่

สุดท้ายได้แท๊กซี่มา 1 คัน เราห้าคนไม่สามารถนั่งไปได้หมดเพราะกฎหมายเขาห้ามบรรทุกเกิน 5 คน สเตฟานจึงขอรถเก๋งของพ่อแฟนเขา ไปส่งเราอีกคันหนึ่ง โดยเขา พ่อแม่แฟนไปกับเราด้วยเพราะจะคุ้นเคยกับทางเจนีวามากกว่า ผมแคนขิมนั่งรถแท๊กซี่ ส่วนเอ้กับขลุ่ยนั่งรถพ่อแฟนสเตฟาน ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลยว่าถ้าเขาเป็นคนหลอกลวงแล้วให้ภรรยากับลูกคนเล็กนั่งรถไปกับเขาลำพง หากเขาหลอกลวงพาไปที่อื่น เราจะทำอย่างไร แต่ด้วยความรู้สึกถึงมิตรไมตรีที่เขาให้ การแสดงออกด้วยการกระทำของเขา ทำให้เราเชื่อและไว้ใจเขาได้

รถพาเราไปตามถนนลาดยางสองเลนเล็กๆผ่านหมู่บ้านเล็กๆท่ามกลางละอองฝนพรำ ที่ปัดน้ำฝนเหวี่ยงขึ้นลงเป็นจังหวะเพื่อลดความพร่ามัวของกระจกหน้ารถที่ถูกฝนตกลงมาปะทะ ฟ้าครึ้มไปด้วยเมฆฝน ผ่านทุ่งข้าวบาร์เลย์สีเหลืองฟาง สลับทุ่งทานตะวันใบเขียวชอุ่มกำลังออกดอกใหญ่สีเหลืองงาม บ้านหลังเล็กๆที่มีทิวเขาเขียวยาวเป็นฉากหลังปกคลุมยอดเขียวด้วยหมอกขาวบางๆ ผ่านด่านของฝรั่งเศสเข้าสู่แคว้นเจเนฟของสวิส ที่มีนครเจนีวาเป็นเมืองหลวง ไม่มีคนตรวจที่ด่าน ผ่านเข้าไปอย่างง่ายดายดุจเป็นแผ่นดินประเทศเดียวกัน

เจนีวา เมืองใหญ่ริมทะเลสาบที่พลุกพล่านจอแจไปด้วยผู้คน นักท่องเที่ยวและหน่วยงานระดับโลกหลายหน่วยมาตั้งอยู่ เราตั้งใจอย่างมากจะมาเดินเที่ยวชมบรรยากาศในเมือง คราวที่แล้วมาก็ค่ำมืดดึกดื่น คราวนี้ก็มาเสียเรื่องจากการหลงทาง แต่ทำอย่างไรได้ แม้ไม่ได้เดินชมเมือง แต่รถก็พาเราชมในส่วนที่เราอาจเดินไม่ถึง ถนนเลาะเลียบไปตามแนวขอบทะเลสาบน้ำลึกใสคราม เรือใบกลางใบแล่นลมกลางฝนพรำ ทิวเขา เมฆหมอกดูงามตารื่นรมย์แม้ยามเพิ่งผ่านความระทึกใจมาหยกๆ แม้ฟ้าครึ้มฝนพรำ เส้นทางน้ำของน้ำพุที่พวยพุ่งขึ้นมาสูงถึง 140 เมตรของน้ำพุจรวดเจ็ทโด (Jet-d’eau) ก็ยังคงมองเห็นได้ชัดแต่ไกล ชี้ให้แคนกับขิมดู เด็กๆตื่นเต้น อยากไปดูใกล้ๆ ก็ทำไม่ได้ รถมาตามถนนพาเราข้ามสะพานปองดูมองบลังก์ ที่เรามองเห็นลำน้ำใสและเทือกเขามองบลังก์ที่อยู่ไกลๆปกคลุมไปด้วยความขาวของเมฆหมอก มองเห็นบ้านเรือเรียงรายอยู่ฝั่งใต้และฝั่งเหนือของแม่น้ำโรน เราไปจนถึงสนามบินเวลา16:20 น.

เราผ่านภาวะวิกฤตของการหลงทางในพื้นที่ต่างภาษามาได้ด้วยความช่วยเหลือของสเตฟานและครอบครัว หนุ่มโมร็อกกัน มิตรใหม่ใจดีที่สวรรค์ส่งมาช่วยเรายามตกทุกข์ได้ยาก ต้องลุ้นอย่างใจหายใจคว่ำ ถ้าขึ้นรถไฟกลับเราก็ตกเครื่องบิน เสียค่าใช้จ่ายอีกมากโข แล้วก็จะไม่สามารถกลับถึงเบลเยียมและกลับเมืองไทยได้ทันในวันรุ่งขึ้น ตกเครื่องบินอีกเที่ยวเป็นทอดๆกันไป นั่งรถแท๊กซี่ใช้เวลาราว 50 นาทีในระยะไม่ถึง 50 กิโลเมตร จ่ายค่าแท๊กซี่ไป 100 ยูโร ตอนนั่งแท็กซี่มาผมคุยกับแคนและขิมบอกลูกว่า พ่อก็เชื่อมั่นว่าจะมีคนมาช่วยเหลือเราเพราะในชีวิตการทำงานที่ผ่านมา พ่อก็ช่วยเหลือคนอื่นๆมา ทั้งช่วยคนเจ็บไข้ได้ป่วยให้เขาหาย ช่วยผ่าตัดคนไข้ที่ไม่อยากไปผ่าจัดในเมืองก็หลายราย ช่วยเพื่อนร่วมงานในเรื่องต่างๆและเราก็ไปทำบุญทำทานอยู่เป็นประจำ เราช่วยคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน พอเราลำบากก็มีคนมาช่วยเราเช่นกัน คนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ อีกอย่างก็คือการยึดมั่นในความกตัญญูกตเวที ต่อผู้มีพระคุณมาตลอด รวมทั้งการช่วยเหลือทำให้มีคนช่วยเราตอนเราลำบาก ผมบอกลูกว่า “นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน ขึ้นสู่ที่สูงไม่ได้

ถึงสนามบิน เราขอช่วยค่าน้ำมันรถสเตฟานๆ ไม่รับ เขาบอกว่า เขาเข้าใจความยุ่งยากของเราในการติดต่อสื่อสาร เราไม่รู้ฝรั่งเศสและคนแถวนี้ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ พ่อแม่แฟนเขาก็พูดไม่ได้ รอยยิ้มคือการทักทาย ขอบคุณและอำลาที่ทรงคุณค่าที่สุดและสื่อความหมายได้อย่างสากล สเตฟานบอกว่าเคยไปเที่ยวกรุงเทพฯ ภูเก็ต เขาชอบมาก เราแลกที่อยู่กันและกัน ผมบอกเขาว่าขอให้ผมได้ต้อนรับเขาที่เมืองไทยบ้าง ก่อนขึ้นรถกลับเขาถูกตำรวจสนามบินจับในข้อหาจอดรถผิดที่ (ที่ที่มาส่งเรา) ผมเข้าไปถามว่าจะช่วยอะไรได้ไหม เขาบอกว่าไม่ต้องห่วงเขาจัดการเองได้

เรามีเวลาอีกกว่าชั่วโมงจะถึงเวลาเช็คอิน แต่ก็ไม่มีกะจิตกะใจออกไปเที่ยวในเจนีวาแล้วเพราะหากกลับสนามบินไม่ทันก็จะมีปัญหาได้อีก กินอาหารเย็น เช็คอินเวลา 17:35 น. จากตู้อัตโนมัติแล้วเอากระเป๋าไปโหลด สนามบินมีผู้โดยสารพลุกพล่านพอควร นั่งรอในห้องโดยสารนานกว่าชั่วโมงครึ่ง จนเด็กๆเริ่มเบื่อ ซน ต้องซื้อน้ำ ซื้อขนมมาให้ทาน 

 เที่ยวบินที่เรานั่งนี้เป็นของอีซี่เจ็ต สายการบินต้นทุนต่ำ ราคาบัตรโดยสารเท่ากันเด็กผู้ใหญ่ 198.35 ยูโรต่อคน ซื้อและจ่ายเงินทางเว็บไซต์ คืนและเปลี่ยนไม่ได้ โหลดกระเป๋าได้คนละ 1 ใบ ไม่เกิน 20 กิโลกรัม ตอนจะขึ้นเครื่องต้องแย่งกันเข้าคิวขึ้นก่อนเพื่อไปเลือกที่นั่งได้ก่อน แต่โชคดีคราวนี้เขาให้เราขึ้นก่อนเพราะมีเด็กมาด้วย รอนานแล้วเครื่องออกสายไปหน่อยราว 2 ทุ่ม 10 นาทีเพิ่งร่อนขึ้นสู่เหนือน่านฟ้านครเจนีวาเพื่อกลับสู่เบลเยียม

พิเชฐ  บัญญัติ (Phichet Banyati)

เขียนจากบันทึกประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2551 เวลา20.30 น. (สนามบินเจนีวา)

31 พฤษภาคม 2552

หมายเลขบันทึก: 264812เขียนเมื่อ 31 พฤษภาคม 2009 19:43 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2019 17:44 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี