ผมตั้งใจว่าจะขึ้นบันทึกต่อไปในทันที แต่ก็ต้องมาเตรียมตัวทำ presentation เพื่อรายงานผลปฏิบัติราชการของสำนักงานคดีแรงงานเขต ๘ เสนอต่อ อัยการสูงสุดและคณะผู้ตรวจราชการในวันที่ ๒๗-๒๘ พ.ค.นี้ ทำเสร็จแล้วก็เลยมาขึ้นบันทึกนี้แหละครับ

        คราวที่แล้วเล่าให้ฟังถึงแนวคิดของอัยการในการที่จะพัฒนาระบบการทำงานเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งเป็นการคิดในระบบยุติธรรมทางเลือกในการชะลอการฟ้อง เพื่อไม่ให้คดีขึ้นสู่ศาลมากเป็นที่รกโรงรกศาล แต่ว่าก็ว่าเหอะ อัยการก็ถูกกระแนะกระแหนว่าอยากได้อำนาจ(อีกแล้ว) เหมือนกับตอนที่อัยการพยายามเสนอแนวคิดในการสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินคดี โดยเข้าร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนแบบอัยการสากล ก็ถูกครหาด้วยเรื่องอยากได้อำนาจนี่แหละ  หันซ้ายก็ถูกตำรวจอัด หันขวาก็เจอศาลอัด อิอิ

        ความจริงอัยการก็มีนักวิชาการมากพอสมควร แต่บทความที่เขียนมักไม่ค่อยถูกเผยแพร่ไปสู่แวดวงภายนอก จะมีบ้างก็มีจำนวนไม่มาก ผมอ่านบทความของนักวิชาการอัยการ ไม่ว่าจะเป็นท่านอนุชาติ คงมาลัย รองอัยการสูงสุด ท่านกุลพล พลวัน อัยการอาวุโส หรือของท่านปลัดกระทรวงยุติธรรมสมัยที่ท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นอัยการ  ท่านวิชช์ จีระแพทย์ และอีกหลายๆท่าน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการคิดเพื่อชาวบ้าน แต่มักจะเขียนแล้วอ่านกันเอง ผู้คนจึงไม่ค่อยทราบความคิดของอัยการ ผมจึงพยายามนำเสนอแนวคิดของท่านเหล่านี้มาสู่บันทึกเพื่อให้ท่านที่เข้ามาอ่านได้รับประโยชน์และทราบแนวคิดดังกล่าว

        กระบวนการยุติธรรมทางเลือก หาใช่มีแต่เรื่องชะลอการฟ้องเท่านั้นไม่ แต่ยังมีเรื่องของการเปรียบเทียบหรือ การสั่งไม่ฟ้องกรณี ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนหรือจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงแห่งชาติหรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาก่อน.. ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๕๔๗ ข้อ ๗๘

        เพราะเราเห็นกันว่ากระบวนการยุติธรรมทางเลือกนั้นจะเกิดผลดีหลายประการ เช่น

                -ทำให้คดีที่ศาลต้องพิจารณาพิพากษาลดปริมาณลง ลดความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมชั้นศาล

                -ลดค่าใช้จ่ายและการเสียเวลาขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย อาทิ ผู้เสียหาย พยาน

                -ทำให้ผู้กระทำผิดคดีที่ไม่ร้ายแรงต้องถูกศาลพิพากษาลงโทษอันทำให้เสียประวัติมีมลทินติดตัวไปจนตายและเกิดปัญหาระยะยาวในการปรับตัวเข้ากับสังคมภายหลังการพ้นโทษ

                -สร้างความสมานฉันท์ในสังคมมากยิ่งขึ้นเพราะผู้กระทำผิดและผู้เสียหายรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องอาทิ พ่อ-แม่ บุตร ภรรยา ญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้โดยสันติวิธีและพึงพอใจสามารถใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมอย่างปกติสุขเป็นประโยชน์แก่การปกครองประเทศ (กุลพล พลวัน : อัยการกับกระบวนการยุติธรรมทางเลือกในประเทศไทย)

        จึงทำให้องค์กรอัยการอยากจะทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ว่าไปแล้ว วิสัยทัศน์ของอัยการไทยที่มุ่งมั่นจะพัฒนาให้ก้าวเทียมอัยการสากลนั้น เรามีนักวิชาการที่พยายามศึกษาเปรียบเทียบกับองค์กรอัยการในนานาประเทศเพื่อแก้ไขปรับปรุงองค์กรของเราให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ผมขอนำผลงานของท่าน ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์,ชาติ ชัยเดชสุริยะ และณัฐวสา ฉัตรไพฑูรย์ ที่รวบรวมไว้ในหนังสือ ประมวลจริยธรรมและมาตรฐานการปฏิบัติงานของอัยการในนานาประเทศ มาเล่าสู่กันฟังย่อๆดังนี้ครับ

        สหประชาชาติได้ประกาศ แนวทางว่าด้วยบทบาทของอัยการโดยให้ตัวอย่างกระบวนการยุติธรรมทางเลือกโดยอัยการเช่น

        -การยุติคดีโดยมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไข

        -การใช้มาตรการอื่นแทนการดำเนินคดีอาญาโดยความเคารพต่อสิทธิของผู้เสียหายและผู้ต้องหาตามกฎหมาย

        -คดีเยาวชนต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงธรรมชาติและความร้ายแรงของความคิดการคุ้มครองสังคม บุคลิกภาพและประวัติของเยาวชนนั้น ซึ่งอัยการอาจใช้ทางเลือกอื่นตามที่กฎหมายกำหนด (ของอัยการไทยเราใช้มาตรา ๖๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีศาลเยาวชนและครอบครัวพ.ศ.๒๕๓๔ โดยผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเป็นผู้เสนอใช้มาตรการนี้กับเด็กและเยาวชน ซึ่งจะมีกระบวนการประชุมกลุ่มครอบครัว มีพ่อแม่เด็ก นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานสอบสวน ผู้อำนวยการสถานพินิจ ผู้นำชุมชน พนักงานอัยการ  พิจารณาถึงสิ่งที่เด็กกระทำ และพิจารณาว่าเขาสำนึกในการกระทำความผิดหรือไม่ และเขาคิดว่าเขาจะแก้ปัญหาของเขาอย่างไร   เช่น ในขณะที่ผมเป็นอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัว ผมให้ความสนใจเรื่องนี้มากมักเข้าประชุมด้วยตนเอง พูดคุยกับเด็กและพ่อแม่เด็ก ให้โอกาสเด็กในการเสนอความคิดในการแก้ไขพฤติกรรมของตน  เช่น ขับรถประมาท ขับรถด้วยความเร็วสูง  หากเด็กเสนอขอไปทำความสะอาดวัดมักจะไม่ผ่านการพิจารณา แต่หากเสนอไปทำงานร่วมกับมูลนิธิที่ช่วยเหลือชาวบ้านกรณีมีเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับอุบัติเหตุ เพื่อให้เขาเห็นความเดือดร้อนวุ่นวายของผู้คนในสังคม ให้เห็นคนเป็นพ่อแม่ทุกข์ใจอย่างไรเมื่อลูกหลานประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเมื่อถามไปทางสถานพินิจฯก็ได้รับคำตอบว่าเด็กมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น  ซึ่งกรณีเหล่านี้หากพนักงานอัยการเห็นชอบก็จะสั่งไม่ฟ้อง คดีก็ถึงที่สุดไป ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่ลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลครับ)

        นี่เพิ่งเริ่มของสหประชาชาติผมก็เล่าเสียยาวเฟื้อยแล้ว เรามาเล่าต่อกันตอนหน้าดีไหมครับ....