ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต

ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต
ตอนที่ 3
คนจรจัดไม่มีสิทธิเจ็บไข้ได้ป่วย
 


          ตั้งแต่เริ่มจำความได้  ชีวิตผมก็เร่ร่อนไปไม่มีที่สิ้นสุด

          ในช่วงที่เราซัดเซพเนจรกันนั้น   เนื่องจากพ่อมองไม่เห็น  แต่เพื่อปกป้องพวกเรา  พ่อจึงต้องพกอาวุธประจำกายไว้เสมอ   ซึ่งได้แก่  ไม้คาน  ไม้เท้า  ก้อนหิน  ตะปู  และฆ้องที่ยามสมัยก่อนใช้ตีเพื่อบอกเวลา

          ประสบการณ์จากการพเนจรมาหลายปี   ทำให้พ่อกลายเป็นคนที่หูไวมาก   แม้เพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหว   เสียงกระซิบเบา ๆ ลอยมาแต่ไกล   หรือกระทั่งเสียงงูเลื้อยในพงหญ้า   พ่อพร้อมจะยกไม้เท้าขึ้นมาป้องกันภัยทันทีที่ได้ยิน   คราใดที่พบกับโจร  คนจรจัด  หรือพวกขี้เมาเข้า  พ่อก็จะมีเทคนิคสามอย่างคือ

          ข้อแรก   ตีฆ้องสุดแรง  ให้ดังจนคนแปลกหน้าตกใจวิ่งหนีไป

          ข้อสอง   ทำเป็นตั้งท่ามาตรฐานมวยจีน  ให้ดูเหมือนว่าตัวเองนั้นเป็นนักบู๊มือหนึ่ง   แล้วแกล้งทำหน้าตาให้ถมึงทึงขึงขังเข้าไว้  เหมือนจะขู่ว่า  “อย่ามายุ่งกับข้า

          ถ้าสองวิธีนี้ยังไม่ได้ผลอีก   พ่อก็จะเปลี่ยนมาใช้เทคนิคข้อที่สามคือ   หยิบก้อนหินสามสี่ก้อนในถุงย่ามออกมาปาไปทางคู่ต่อสู้   พ่อบอกว่าท่านี้มีชื่อว่า  “ท่าลิงเด็ดลูกท้อ”   เคล็ดลับอยู่ที่การเคลื่อนไหวต้องรวดเร็วเป็นพิเศษ   ภายหลังพ่อสอน  ท่าลิงเด็ดลูกท้อ”  นี้ให้ผมและพี่สาวด้วย   ดังนั้นในถุงย่ามของเราจึงมีหินสองสามก้อนพกไว้เพื่อป้องกันตัวเสมอ

          ทุกครั้งที่ครอบครัวเราเดินไปถึงหมู่บ้าน   ก็มักจะเป็นที่ดึงดูดความสนใจแก่ชาวบ้านที่ได้พบเห็นเสมอ   บางคนเห็นครอบครัวเราแล้วก็เวทนา   จนต้องนำอาหารมาให้ตั้งแต่พวกยังไม่ทันได้เอ่ยปากขอเสียด้วยซ้ำไป   ส่วนตัวผมก็เหมือน  พ่อวัว”  ตัวหนึ่งที่ลากลูกวัวข้างหลังอีกเจ็ดตัวให้คอยเดินตาม   และแน่นอนพวกเราทุกคนเดินเท้าเปล่า

          ชาวบ้านนอกส่วนใหญ่มีสัตว์เลี้ยงกันทั้งนั้น   ถ้าเดินไม่ระวังก็อาจเหยียบโดนขี้วัว  ขี้ควาย  ขี้หมา  หรืออาจเป็นขี้ของสัตว์อื่นเลอะติดเท้าของเราได้   เวลานั้นผมยังเด็กมาก  ไม่รู้ว่าเหม็นหรือหอมอย่างไร   รู้แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าขำมาก   แต่พอหัวเราะขึ้นมา  ถึงพ่อจะตาบอด  ไม้เท้าของพ่อก็จะลอยมาฟาดผมดังเผียะเข้าทันที   แล้วพ่อก็จะให้ผมเอาขันไปตักน้ำตามบ่อมาล้างให้สะอาดก่อน   จึงค่อยเดินทางกันต่อ

          การเดินทางด้วยเท้าเปล่าทุกวัน   ทำให้ฝ่าเท้าของเราด้านจนเป็นชั้นหนา ๆ  หนาขนาดที่ว่าถ้าหากพลาดไปเหยียบโดนเศษกระจกเข้า  ก็ไม่แน่ว่าเศษกระจกนั้นจะแทงทะลุเนื้อได้หรือเปล่า   แต่ถึงจะพลาดไปเหยียบโดนตะปูหรือของแหลมคมอื่น ๆ เข้า   พ่อก็มีวิธีรักษาแปลก ๆ เฉพาะตัวคือ   ถ้าเหยียบโดนตะปูหรือถูกเศษกระจกบาด  ให้ใช้ดินทรายปิดปากแผลไว้   แต่ถ้าถูกหมากัดก็ให้ใช้ขี้หมูมาทาแทนยา   ไม่มีอะไรที่เรียกว่าอนามัยหรือไม่อนามัยเลยสำหรับพวกเราที่คลานเล่นกับพื้นดินมาตั้งแต่เล็ก ๆ หิวเมื่อไรก็หยิบดินหยิบทรายยัดใส่ปาก   ใครให้อะไรมาก็กินลงไป  บางครั้งเม็ดข้าวหล่นลงพื้นก็ยังเอามาใส่ปาก   ไม่สนใจเรื่องสะอาดเรื่องสกปรก   ได้แต่กลืนลงท้องไปเหมือน ๆ กัน

          คนจรจัดไม่มีสิทธิเจ็บไข้ได้ป่วย   เพราะพวกเรายังต้องเดินทางกันตลอด

          ระหว่างที่เร่ร่อนไป  พ่อก็จะคอยสอนให้ผมเก็บเอาพวกก้อนหิน   เศษกระจกและตะปูที่ตกอยู่ตามทางเดินออกไปทิ้ง   หรือหากเป็นหลุมขนาดใหญ่   ให้ใช้ไม้ผูกผ้ามาปักไว้เป็นสัญลักษณ์   เพื่อไม่ให้คนที่รีบเดินตอนกลางคืนอาจไม่ทันระวังสะดุดล้มเป็นอันตรายได้   พ่อบอกว่า  “เมื่อตัวเองเคยเจ็บมาแล้วก็อย่าให้คนอื่นมาเจ็บซ้ำรอยเดินอีก

          พ่อเป็นคนไม่มีการศึกษา  แต่เรื่องราวมากมายที่พ่อได้สอนให้แก่พวกเราล้วนเป็นเรื่องที่ออกมาจากใจจริงทั้งสิ้น

 

 

เครดิต : หนังสือเรื่อง ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต

เขียนโดย : LAI DONG JIN

แปลโดย  : วิลาวัลย์ สกุลบริรักษ์

 

เป็นหนังสือขายดี พิมพ์ครั้งที่ 33 แล้ว

โปรดติดตามตอนที่ 4 ต่อไป...