( พระโพธิสัตว์ ๓ )
พระโพธิสัตว์มี ๓ จำพวก โดยยึดหลักกาลที่บำเพ็ญบารมี คือ พระโพธสัตว์จำพวกปัญญาธิก ๑ พระโพธิสัตว์จำพวกสัทธาธิก ๑ พระโพธิสัตว์จำวพกวิริยาธิก ๑
พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลายทรงบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยแสนกัป จึงสำเร็จเป็นพระพุทธ จัดเป็นจำพวกปัญญาธิก เพราะกำลังพระปัญญินทรีย์แรงมาก ต่อไปนี้เป็นกาลที่ทรงปรารถนา โดยแสดงออกทางพระกายและพระวาจา
( จิตตุปบาทกาล )
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธด้วยใจ ๗ อสงไขย ด้วยวาจา ๙ อสงไขย ด้วยกายและวาจา ๔ อสงไขยแสนกัป พระโพธิสัตว์ของเรามีขณะจิตที่ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธครั้งแรก แต่ยังมิได้เคยพบเห็นพระพุทธองค์ใด ๆ เลยนั้น นับชาติไม่ถ้วนมาแล้ว เรื่องนี้โปรดทราบดั่งต่อไปนี้
ในครั้งอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดเป็นคนยากจนคนหนึ่ง อยู่ในเมืองคันธาร เก็บผักหักฟืนด้วยตนเองจากป่ามาขายเลี้ยงมารดา อยู่มาวันหนึ่ง กำลังแบกของหนักมาถูกแดดแผดเผากระหายน้ำ จึงนั่งพักที่โคนต้นนิโครธ (ต้นไทรหรือต้นกร่าง) แห่งหนึ่ง รำพึงว่าขณะนี้เรายังมีเรี่ยวแรงกำลังอยู่ ก็พอทนความทุกข์ร้อนนี้ได้ เมื่อเวลาแก่เฒ่าลงไปแล้วหรือในเวลาเจ็บไข้ เราจะไม่อาจทนความทุกข์ได้ อย่ากระนั้นเลย เราไปเมืองสุวรรณภูมิขนเอาทองมาเลี้ยงมารดาให้มีความสุขเถิด เมื่อคิดดั่งนี้แล้ว จึงพามารดาไปลงเรือสำเภาโดยขอเป็นลูกจ้างประจำเรือ แล้วไปเมืองสุวรรณภูมิพร้อมกับพ่อค้าทั้งหลาย เรือสำเภาได้อับปางลงในวันที่ ๗ ครั้งนั้นพวกพ่อค้าได้ถึงมหาวินาศกันสิ้น พระโพธิสัตว์แบกมารดาของตนว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร ครั้งนั้น ท้าวมหาพรหมชั้นสุทธาวาสเล็งแลดูสัตวโลกทั่วไปคิดว่าล่วง ๑ อสงไขยมาแล้ว บุรุษใดที่จะบังเกิดเป็นพระพุทธแม้สักองค์หนึ่ง สามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธจะมีไหม จึงเห็นพระโพธิสัตว์กำลังสละชีวิตพามารดาของตนว่ายข้ามมหาสมุทรอันลึกล้ำกว้างใหญ่หาที่สุดมิได้ ก็รู้ว่า มหาบุรุษผู้นี้ มีความเพียรมั่นคงนักมีอัธยาศัยช่วยเหลือผู้อื่น พระโพธิสัตว์โดยพรหมดลใจ เกิดความคิดขึ้นในใจว่า เราตรัสรู้แล้วจะให้ผู้อื่นตรัสรู้ด้วย เราพ้นแล้วจะให้ผู้อื่นพ้นด้วย เราข้ามได้แล้วจะให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย ดั่งนี้ ว่ายข้ามมหาสมุทร ๒-๓ วัน ก็ถึงฝั่งพร้อมด้วยมารดา ตั้งแต่นั้นพระโพธิสัตว์เลี้ยงดูมารดาจนสิ้นชีพก็ได้ไปเกิดในเทวโลก ฝ่ายมารดาของพระโพธิสัตว์ได้ไปตามยถากรรม
นี้คือกาลที่ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธขึ้นในใจเป็นครั้งแรก เรียกว่า ปฐมจิตตุปบาทกาล
( มโนปณิธาน )
ในพระชาติอื่น ต่อแต่นั้นมา พระมหาบุรุษจุติจากเทวโลกเป็นพระราชาทรงพระนามว่า พระเจ้าสัตตุตาปน ในเมืองสิริมดี เมืองสิริมดีในครั้งนั้นก็เหมือนเมืองพาราณสี เป็นที่รู้กันว่า พระเจ้ากรุงสิริมดีนั้นโปรดประพาสคล้องช้าง ทรงทราบข่าวช้างที่พรานป่าทูลบอกเล่า จึงเสด็จไปกับเสนาข้าราชการ คล้องช้างเชือกนั้นได้แล้วโปรดให้นำมาขึ้นระวางเป็นช้างหลวง ครั้นหมอควาญผู้เชี่ยวชาญตำราคชเวทฝึกหัดช้างเชือกนั้นดีแล้ว ในวันที่ ๘ (หลังจากฝึกหัดแล้ว) พระองค์ทรงขี่เลียบพระนคร ครั้งนั้นโขลงช้างเป็นอันมากมาจากป่าในเวลากลางคืนเข้าไปในอุทยาน หักทำลายพืชพันธุ์ต้นไม้ ถ่ายมูตรคูถแล้วพากันกลับไป พระราชาเมื่อเสด็จเลียบพระนครทรงทราบข่าวนั้นจากพนักงานเฝ้าสวน จึงเสด็จไปทอดพระเนตร (ความเสียหาย) สวน เสด็จเลยเข้าไปในสวน ทรงตรวจตราดูบริเวณสถานที่ต่าง ๆ ครั้งนั้นช้างพระที่นั่งได้กลิ่นช้างพังก็เกิดอาละวาดเมามันขึ้นด้วยกามราคะ สลัดควาญช้างตกลงแล้วหนีเตลิดไป พระราชายังประทับอยู่บนช้างตัวนั้น แม้ทรงกระชากชัดไว้ด้วยขอแก้วก็ไม่อาจทำให้มันกลับได้ ถูกมันพาไป ทรงเหนี่ยวกิ่งมะเดื่อไว้ได้ จึงประทับนั่งอยู่บนยอดไม้ ฝ่ายเสนาข้าราชการทั้งหลายติดตามรอยช้างนั้นพากันไปรับพระองค์คืนเข้าพระนคร พระราชาตรัสเรียกหมอควาญนั้นมาแล้วตรัสว่า "ตาหมอแกลวงเอาเราไปฆ่าหรือ ?" หมอควาญกราบทูลว่า "ขอเดชะ ไฉนตรัสอย่างนี้ ? ช้างเชือกนี้ ข้าพระพุทธเจ้าหัดไว้อย่างดีที่สุดแล้ว มันไปด้วยความเร่าร้อนราคะ เมื่อสมใจมันแล้ว มันก็จะกลับมาอีก" ช้างนั้นเข้าป่าไปรื่นรมย์กับนางช้างเสร็จแล้ว ในวันที่ ๗ ก็กลับมายืนอยู่ในโรงของตน พระราชาทรงทราบพฤติการณ์นั้นแล้ว เสด็จไปสู่โรงช้าง ทรงลูบงวงมันแล้วตรัสว่า "ตาหมอ ช้างเชื่องออกอย่างนี้ ทำไมเราเอาขอรั้งมันไว้ไม่อยู่ ?" หมอควาญกราบทูลว่า "ขอเดชะ ไฉนตรัสอย่างนี้ ? ขึ้นชื่อว่าราคะ ร้ายแรงยิ่งกว่าขอแก้วนัก ร้อนยิ่งกว่าไฟนัก มีพิษยิ่งกว่าพิษงูนัก เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่อาจเอามันอยู่ มันไปด้วยกำลังราคะของช้าง แล้วมันกลับมาอีกด้วยกำลังมนต์ของข้าพระพุทธเจ้า" "ถ้ากระนั้นแกแสดงกำลังยาคือมนต์ของแกให้เราดูได้ไหม ?" "ได้ พระเจ้าข้า" หมอควาญทูลรับแล้ว ใช้กำลังมนต์บังคับช้างให้จับก้อนเหล็กใหญ่ที่เผาไฟลุกแดง ช้างเอางวงจับเหล็กก้อนแดงนั้นแน่นไม่ปล่อย เพราะกลัวหมอควาญ พระราชาทรงกลัวช้างจะตาย ตรัสสั่งให้หมอควาญบอกช้างให้ปล่อยก้อนเหล็กนั้นแล้วทรงสลดพระทัย ทรงรำพึงว่า "ราคะนี้หนอ ร้อนยิ่งนัก สัตวบุคคลเหล่านี้ อาศัยราคะแล้วเสวยทุกข์มีประการต่าง ๆ อย่ากระนั้นเลย เราขอเป็นพระพุทธเปลื้องตนให้พ้นจากราคะเถิด" ความตั้งใจที่จะเป็นพระพุทธได้บังเกิดขึ้นแล้ว พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
เราตรัสรู้แล้ว จะให้ผู้อื่นตรัสรู้ด้วย เราพ้นจากกิเลสแล้ว จะให้ผู้อื่นพ้นด้วย
เราข้ามโลกได้แล้ว จะให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย มหาสมุทรคือวัฏสงสารมีภัยมาก ฯ
พระองค์ตั้งพระทัยอย่างนี้แล้ว สละราชสมบัติ เสด็จเข้าป่าหิมพานต์ ทรงบรรพชาเป็นพระฤษี ดำรงอยู่ตลอดพระชนมายุ เมื่อสิ้นพระชนมชีพก็ได้ไปบังเกิดในโลกสวรรค์
แต่นั้น ในเวลาต่อมา
(( ยังมีต่อครับ ขอพักหายใจแปบครับผม ))