พื้นฐานของทุกคนล้วนแล้วเป็นคนดีกันทั้งนั้น

ไม่มีใครไม่อยากเป็นคนไม่ดี แต่ทำไมขึ้นชื่อว่าพื้นฐานเป็นคนดี ถึงได้เป็นคนเลวนิสัยไม่ดีได้ในสังคมปัจจุบัน

เพราะพื้นฐานของการเป็นคนดีถูกปิดบังด้วยการได้รับแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้าบ่อยๆ

จนครอบงำความดีที่มีอยู่ในตนไม่ให้ได้ถูกเปิดเผยแสดงออกมา 

เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์มีความรู้สติปัญญาเหนือสัตว์เดรัจฉานทั่วไป

แต่..ประเด็นที่สำคัญเมื่อมนุษย์เกิดใหม่ซึ่งเป็นเด็กตัวน้อยๆ สติปัญญาความคิดความอ่านที่มีอยู่ในตัว

 ยังไม่ได้ถูกแสดงออกมาเต็มที่ แต่จะถูกครอบงำด้วยการรับรู้การเคยชิน กับสิ่งที่ตัวเองได้รับรู้สัมผัสเข้า

เมื่อรับรู้สิ่งไม่ดีก็จะถูกครอบงำด้วยความไม่ดีทำให้อาจเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ดีมีปัญหาได้

เพราะติดนิสัยจากความได้รับแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้าบ่อยๆ แต่เมื่อได้ถูกเลี้ยงดูอย่างดีให้รับรู้แต่สิ่งดีๆ

เมื่อเติบโตขึ้นก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีความนึกคิด จิตเป็นกุศล

ทำแต่สิ่งดีงาม เพราะความเคยชินจากที่ได้รับมาแต่วัยเยาว์  

มนุษย์ที่ทำแต่ความชั่วถึงจะชั่วมากชั่วน้อยก็ตามแต่ เมื่อทำบ่อยๆมันจะเกิดความเคยชิน

ทำให้ไม่เกรงกลัวต่อผลที่จะตามมา เปรียบเหมือนการไปไปลักขโมยมะม่วงสุกมากซักหนึ่งผล

เมื่อไม่ถูกจับได้ก็ได้ใจ ทำบ่อยๆต่อยอดจากมะม่วงแค่หนึ่งผล กลายเป็นการปล้นขโมย

จนถึงการฆ่าเพื่อชิงทรัพย์ได้ในที่สุด  แต่..มนุษย์ผู้หมั่นทำแต่กรรมดีบ่อยๆ จนเกิดความเคยชิน

วันไหนไม่ได้ทำความดีเหมือนขาดอะไรไปซักอย่าง ต้องทำให้ได้ซักอย่าง

ตัวอย่างเช่นเป็นคนกราบพระรัตนตรัย กราบคุณบิดามารดา ก่อนนอนทุกวัน

ถ้าได้ทำบ่อยๆวันไหนไม่ได้ทำรับรองนอนไม่หลับแน่นอนต้องทำให้ได้

 เพราะมันเกิดเป็นความเคยชินจนฝังเป็นสันดาน แต่เรียกได้ว่า เป็นสันดานดี

การกระทำความดีเราไม่ต้องไปจำกัดว่าต้องทำให้ได้มากจะไม่ทำน้อยเด็ดขาด

เพียงแค่เราทำมันบ่อยๆเท่านั้นแหล่ะ ไม่ต้องไปคำนึงถึงปริมาณ เพียงแค่คุณภาพเต็มเปี่ยมก็เพียงพอ 

 เคยมีหลายๆท่านได้กล่าวไว้ว่า ให้ไปไม่ต้องหวังผลตอบแทน แต่..ทุกท่านจงจำไว้เลย

 ไม่ว่าท่านทำอะไรลงไป ล้วนแล้วมีผลตอบแทนท่านมาทั้งนั้น

 ขึ้นอยู่ว่าผลดีผลร้ายซึ่งขึ้นอยู่กับการกระทำของท่านเอง บางคนทำดีแทบตายทำไมไม่เคยได้รับผลของการทำดีที่ตัวเองได้ทำลงไปเลย

 นั่นก็เพราะกรรมชั่วที่ท่านเคยทำไว้มันตามมาแผดเผาท่าน ซึ่งอาจทำให้คนที่ทำดีหมดกำลังใจในการทำดีได้ถ้าไม่ได้มองถึงจุดนี้

แต่บัญฑิตนั้นไซร้ กรรมชั่วที่ตามแผดเผาทำให้ได้รับความทุกข์ต่างๆ

ไม่ได้ทำให้ลดละเลิกทำความดีเลยเพราะคำนึงเสมอว่า เราไม่ได้ดีเสมอในอดีตกาล

แต่เราจะดีเสมอได้ในปัจจุบันกาล และอนาคตกาลข้างหน้า แต่คนพาลหาคิดเช่นนั้นไม่

ได้แต่คิดว่าทำดีทำชั่วไม่มีผล อยากทำไรก็ทำเดียวไม่ได้ทำจะตายซะก่อนรีบขวนขวายหาความสุขใส่ตัวถ่ายเดียว

 ยิ่งถ้าตนเองทำชั่ว แต่ก็ยังมีความสุขสบายยิ่งได้ใจใหญ่แต่หารู้ไม่ว่า

ที่ตนเองสุขสบายอยู่นั้นเป็นเพราะกรรมดีที่ตนเคยทำไว้ในอดีตกาลมันส่งผลให้ได้รับความสุขเช่นดังทุกวัน 

ปัญหาเหมือนกันแต่มองต่างกัน เพราะสติปัญญาต่างกัน สติปัญญาต่างกันเพราะความหมั่นขยันต่างกัน

 ฉะนั้นแล้วเมื่ออยากมีสติปัญญาที่ดีเพียงพอเพื่อจะมองปัญหาที่แก้ยากให้ง่ายได้ที่ไม่ดีให้ดีได้

 ขึ้นอยู่กับการใฝ่รู้ของแต่ละคน ไอสไตน์นักฟิสิกซ์ชื่อก้องโลก

 ถ้าไม่ได้รับการเรียนรู้ไฉนเลยจะเป็นนักฟิสิกซ์ชื่อก้องโลกเป็นที่รู้จักของคนหมู่มากได้

ไอสไตน์เกิดมาใหม่ๆยังเยาว์วัยถ้าเอาไปไว้ให้อยู่ในป่า ให้คนป่าเลี้ยงดูไม่พูดภาษาที่มนุษย์เข้าใจได้

 รับรองได้เลยว่าไอสไตน์ที่เก่งกาจมากความสามารถก็จะเป็นคนป่าพูดภาษามนุษย์ไม่ได้

ไร้ซึ่งความรู้ความสามารถเพราะอยู่ในสถานที่ที่ไม่เอื้ออำนวยให้มีความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในตนได้

 คบคนเช่นไรก็มีคนๆนั้นเป็นคติ อยู่ในสถานที่เช่นไรก็จะถูกสภาพแวดล้อมนั้นปิดกั้นความคิดสติปัญญาไว้ได้

แต่ก็ไม่เสมอไปแต่นี่พูดถึงความเป็นไปสูง ซึ่งก็มีให้เห็นอยู่บ่อยไป

คนที่คิดจะมีลูก รึกำลังมีลูกตัวเล็กๆควรอย่างยิ่งที่จะปลูกฝังเด็กด้วยความนึกคิดที่ดีตั้งแต่เยาว์

เพราะเด็กจะจดจำจนเกิดเป็นความเคยชิน จนกระทั่งเป็นสันดานดีของเด็ก

เพราะธรรมชาติของเด็กไม่ว่าผู้ใหญ่จะพูดอะไรทำอะไรเด็กมักจะทำตามเสมอ

แต่..ธรรมชาติของผู้ใหญ่(บางคน) มักสอนแต่ไม่ทำตามที่ตัวเองสอน ก็เลยเกิดข้อติเตียนต่างๆนาๆ

 แต่เมื่อทำตัวเองทำได้ดี รึกำลังพยายามทำให้ดีที่สุดอยู่ แล้วไปสอนผู้อื่นก็จะมีแต่คำสรรเสิญต่างๆเช่นเดียวกัน

 และที่สำคัญตนเองก็ได้รับผลของการกระทำของตนเองไปอยู่แล้วโดยไม่ต้องสงสัย