...

ภาพที่ 1: Thank [ flickr ] by [ Hryck ]

...

ภาพที่ 2: Thank [ flickr ] by [ VirtualErn ]

....................................................................................................

50 ปีที่ผ่านมาคนอเมริกันกินเนื้อมากขึ้นมากเกิน 2 เท่า (ทว่า... ปี 2550 พบว่า คนทั่วโลกกินเนื้อน้อยลง 10%)

อ.รัศมี ซิสฮา นักระบาดวิทยา (สถิติและการสืบค้นโรค) และคณะ แห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างคนอเมริกัน อายุ 50-71 ปี มากกว่า 500,000 คน (ผู้ชาย 322,263 คน ผู้หญิง 223,390 คน) ติดตามไป 10 ปี

...

ผลการศึกษาพบว่า คนที่กินเนื้อแดง (เนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย แกะ หมู ฯลฯ) และเนื้อที่ผ่านกระบวนการผลิต (เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน ฯลฯ) มากที่สุดมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจและมะเร็งมากกว่าคนที่กินน้อยกว่า

กลุ่มตัวอย่างกินเนื้อแดงเฉลี่ยจากน้อยกว่าวันละ 1 ออนซ์ (30 กรัม) ถึงวันละ 4 ออนซ์ (120 กรัม) = 0.3-1.2 ขีด และเนื้อที่ผ่านกระบวนการผลิต (เช่น ไส้กรอก ฯลฯ) อีกเฉลี่ยวันละ 1.5 ออนซ์ = 45 กรัม = 4.5 ขีด

...

โอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนที่กินเนื้อมาก = 20-40%

ถ้าคนอเมริกัน 306.3 ล้านคนกินเนื้อน้อยลง... ผู้ชายจะมีอายุยืนขึ้น 1 ล้านคน ส่วนผู้หญิงจะมีอายุยืนขึ้น 5 แสนคนในเวลา 10 ปี [ UScensus ]

...

อ.ดร.พอพคิน นักระบาดวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ต แคโรไลนา สหรัฐฯ แนะนำว่า วิธีง่ายๆ คือ กินเนื้อให้น้อยลงสัก 3 เท่าครึ่ง เช่น กินแฮมเบอร์เกิน 1-2 ชุดต่อสัปดาห์แทนทุกวัน กินเนื้อสเต๊กชิ้นเล็กสัปดาห์ละครั้งแทนกินวันเว้นวัน กินฮอทดอก 1 ชุดทุกๆ เดือนครึ่งแทนทุกๆ สัปดาห์ ฯลฯ

คนที่ไม่ได้กินมังสวิรัติควรกินสัตว์เล็ก (white meat = เนื้อขาว หรือเนื้อสัตว์เล็ก) เช่น ไก่ เป็ด ปลา ฯลฯ แทนสัตว์ใหญ่ (เนื้อแดง หรือเนื้อสัตว์ใหญ่) เช่น วัว หมู แกะ ฯลฯ

...

อ.ดร.พอพคิน ซึ่งน่าจะเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยกล่าวว่า การเลี้ยงสัตว์ใหญ่ (livestock) เช่น วัว ฯลฯ มีส่วนทำให้เกิดการสูญเสียหน้าดิน (erosion จากการตัดต้นไม้ใหญ่ และหันไปทำทุ่งหญ้าเลี้ยงวัว) 55%; การใช้ยาฆ่าแมลง 37%; การใช้ยาปฏิชีวนะ 50%; การใช้ปุ๋ยทำให้มีการชะล้างธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัสลงไปในแหล่งน้ำอีก 1 ใน 3 (คิดจาก 100% ของสหรัฐฯ)

ขณะที่สหรัฐฯ มีความก้าวหน้าทางวิทยาการมากมาย ทว่ามีการเลี้ยงสัตว์แบบให้วัวกินยาปฏิชีวนะทั้งๆ ที่ไม่ได้ป่วยอะไร และอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาระบาดไปทั่วโลก เพิ่งจะมีคนกล้าออกกฏหมายห้ามใช้ คือ รัฐบาลของท่านโอบามาในปีนี้ (2552) 

...

สัตว์ปีกและปลามีไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าเนื้อแดง... การกินไขมันอิ่มตัวมากทำให้ร่างกายสร้างโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น

ปลามีไขมันดีพิเศษ คือ โอเมกา-3 ที่ดีกับหัวใจ

...

การศึกษาสุขภาพพยาบาล (Nurses' Health Study) 84,688 คนพบว่า คนที่กินปลาและอาหารที่มีโอเมกา-3 สูง เช่น ถั่วเปลือกแข็ง(นัท) เมล็ดฟักทอง ฯลฯ สูงมีความเสี่ยงโรคหัวใจลดลง 20% 

การศึกษาอีกรายงานหนึ่งพบว่า คนที่กินปลาทะเลที่ไม่ผ่านการทอดสัปดาห์ละ 2 ครั้งลดโอกาสตายจากโรคหัวใจได้ 50%

...

กลไกที่ทำให้เนื้อแดงเพิ่มโอกาสตายก่อนวัยอันควรมีหลายอย่าง เช่น เนื้อปิ้งย่างทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง

ส่วนเนื้อสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอก ฯลฯ ใช้ดินประสิว (ไนไตรท์ ไนเตรท) ในการผลิต ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งไนโตรซามีนส์

...

การศึกษาจากยุโรป (European Prospective Investigation Into Cancer and Nutrition) ทำในกลุ่มตัวอย่าง 1 ล้านคน

ผลการศึกษาพบว่า คนที่กินปลามากกว่าวันละ 1.75 ออนซ์ (= 52.5 กรัม หรือ 1/2 ขีด) มีความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยกว่าคนที่กินปลาน้อยที่สุด 40%

...

การศึกษาหนึ่ง (Selenium and Vitamin E Cancer Prevention Trial) ทำในผู้ชาย 35,534 คน พบว่า คนที่กินเนื้อแดงมากมีความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น

ส่วนคนที่กินปลาอย่างน้อย 3 ส่วนบริโภค (servings = เสิร์ฟ = 1 ฝ่ามือผุ้หญิง ไม่รวมนิ้วมือ หนาประมาณข้อปลายนิ้วมือ = 90 กรัม = 0.9 ขีด) มีความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากระยะท้ายๆ (advanced prostate cancer) ลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ค่อยกินปลา [ MIT ]

...

การศึกษาอีกรายงานหนึ่งทำในกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงมากกว่า 19,500 คนพบว่า การกินอาหารไขมันต่ำ 8 ปี มีส่วนช่วยลดเสี่ยงมะเร็งรังไข่ 40%

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ 

... 

ที่มา                                                     

  • Thank nytimes > Jane E. Brody. Paying a price for loving red meat > [ Click ] > April 27, 2009. / Source > Archives of Internal Medicine. March 23, 2009. 
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า >  > 29 เมษายน 2552.
  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.