"การแก้ปัญหาที่มีรากเหง้าจากโครงสร้างสังคมนั้น ไม่มีวิธีใดที่ให้ผลรวดเร็วทันใจ คนไทยจึงยังจะต้องอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองไปอีกนาน" - พระไพศาล วิสาโล

บทความในคอลัมน์มองอย่างพุทธ เรื่อง ปัญหาท้าทายและทางออกของสังคมไทย ของ พระไพศาล วิสาโล แห่งเครือข่ายพุทธิกา (www.budnet.info) ในมติชนฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๒ ชี้ว่า เหตุการณ์ความปั่นป่วนวุ่นวายและความรุนแรงในช่วงสงกรานต์ปีนี้ ลำพังความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำหรือระหว่างบุคคลล้วนๆ ไม่อาจขยายวงไปอย่างกว้างขวางขนาดนี้ การที่คนจำนวนนับแสนเข้าเป็นพวกคุณทักษิณและกล้าท้าทายอำนาจรัฐมิใช่เพราะอำนาจเงินของเขาเท่านั้น หากเป็นเพราะประชาชนเป็นอันมากไม่พอใจกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นอยู่ พระไพศาลได้ยกตัวเลขที่ชี้ให้เห็น "ความเหลื่อมล้ำ" ทางเศรษฐกิจและสังคม เช่นรายได้เฉลี่ยที่ต่างกันหลายสิบเท่าตัวระหว่างคนจนและคนรวย(รวมคนชั้นกลาง) การถือครองที่ดินที่ ๕๐ คนแรกที่ถือครองที่ดินมากที่สุดในประเทศ ถือไว้มากกว่า ๕๐ คนสุดท้ายถึง 291,670 เท่า คนระดับล่างที่ยากจนและถูกทอดทิ้งส่วนใหญ่อยู่ในชนบท เมื่อคุณทักษิณมาเป็นรัฐบาล ได้หยิบยื่นผลประโยชน์จากส่วนกลางไปยังคนจนในชนบทโดยตรงผ่านนโยบายประชานิยม นับเป็นครั้งแรกที่คนระดับล่างรู้สึกว่าตนได้รับความใส่ใจจากผู้นำรัฐบาล นี่เองคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวชนบทและคนยากไร้ในเมืองจำนวนมากยังคงให้ความสนับสนุนคุณทักษิณให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ในขณะที่คุณทักษิณอาศัยชนชั้นล่างในชนบทเป็นฐานในการสถาปนาอำนาจนำ ชนชั้นนำกลุ่มเดิมที่มีฐานจากระบบราชการได้อาศัยชนชั้นกลางในเมืองเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผลประโยชน์

แต่คนไทยมักมองปัญหาแค่ระดับบุคคล จึงมุ่งแก้ที่ตัวบุคคล เช่น เรียกให้มาเจรจากัน หรือไม่ก็ให้จัดการลงโทษ หรือกระทั่งจำกัดออกไป การเรียกร้องให้คนไทยสมานฉันท์กันมีความหมายน้อยมากหากละเลยเหตุปัจจัยในเชิงโครงสร้าง (ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม, เมืองกับชนบท, คนจนกับคนรวย, มีกลไกกระจายรายได้เป็นธรรม, ปฏิรูปที่ดิน, ปฏิรูประบบภาษี, ทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์และเที่ยงธรรม ฯลฯ)

ท่านเห็นว่า การแก้ปัญหาที่มีรากเหง้าจากโครงสร้างสังคมนั้น ไม่มีวิธีใดที่ให้ผลรวดเร็วทันใจ คนไทยจึงยังจะต้องอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองไปอีกนาน

สรุปคือ

  1. ทำอย่างไรให้คนไทยเห็นปัญหานี้ร่วมกัน(ว่าเหตุมาจากโครงสร้าง)
  2. เมื่อเห็นร่วมกันแล้วก็ช่วยกันผลักดันให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมลดน้อยลง
  3. ในขณะที่มาตรการระยะยาวยังไม่บังเกิดผล จำเป็นต้องเร่งผลักดันมาตรการระยะสั้นและระยะกลาง เช่น การสร้างกลไกเพื่อการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสันติ การมีเวทีต่อรองที่เท่าเทียม การทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และทีขาดไม่ได้คือการมีสื่อกลางเพื่อส่งเสริมความเข้าใจกันและกัน เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเต็มที่ รวมทั้งเอื้อให้แต่ละฝ่ายได้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ไม่วาดภาพเป็นปิศาจร้ายที่ต้องทำลายให้พินาศ

พระไพศาลทิ้งท้ายว่า ทั้งหมดนี้คือภารกิจที่ท้าทายสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง หากเราพร้อมเผชิญหน้ากับภารกิจดังกล่าวด้วยสติและปัญญา ความสงบร่มเย็นในบ้านเมืองก็เป็นอันหวังได้

ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอวิธีแก้ปัญหาของท่าน จึงคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งที่ท่านเสนอปรากฏขึ้นได้ ซึ่งผมยังคิดไม่ออกหรอกครับ แต่คิดเป็นคำถามเอาไว้ค่อยๆ คิดต่อไป ดังนี้ครับ

  1. การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นอาจเรียกได้ว่าคือการปฏิวัติสังคมเลยทีเดียว (คนละความหมายกับการปฏิวัติรัฐประหาร) จะมีวิธีไหนไหมที่ไม่ต้องผ่านความรุนแรง?
  2. การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง? (เช่น แนวคิดเชิงอุดมการณ์ที่สร้างกันขึ้นมาใหม่บนพื้นฐานวัฒนธรรมของเรา-ประสานสากล, ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี, องค์กรนำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ฯลฯ)
  3. หากจำเป็นต้องมีองค์กรนำ จำเป็นต้องเป็นพรรคการเมืองไหม? พรรคการเมืองที่มีอยู่เวลานี้ เช่น ปชป. พท. หรืออื่นๆ จะนำได้ไหม? ซึ่งต้องถามก่อนว่าพรรคเหล่านี้สนใจที่ทำเรื่องนี้ไหม? (ไม่แน่ใจเหมือนกัน)
  4. หากไม่จำเป็นต้องมีองค์กรนำ จะใช้แบบหลายๆ องค์กร จะป็นองค์กรแบบไหนก็ได้ที่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าต้องเปลี่ยนโครงสร้างมาช่วยกันแบบเครือข่ายจะได้ไหม? แต่ก็ต้องมีองค์กรประสานเครือข่ายอยู่ดีใช่หรือเปล่า?
  5. ส่วนมาตรการระยะสั้นและระยะกลางนั้น ผมเต็มไปด้วยคำถาม "อย่างไร" เช่น
  6. กลไกที่จะใช้เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสันติคือกลไกอะไร? และจะสร้างกลไกนั้นอย่างไรที่ทุกฝ่ายยอมรับ? สภาผู้แทนฯ จะทำหน้าที่เป็นเวทีนี้ได้ไหม? ถ้าคิดว่าได้ บรรดาผู้แทนฯ ชุดปัจจุบันจะสนใจเรื่องนี้แค่ไหน? ถ้าสภาผู้แทนฯ ไม่ใช่เวทีที่เหมาะสม กลไกใหม่นั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
  7. เวทีต่อรองที่เท่าเทียมกันเป็นเวทีแบบไหนที่จะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างเต็มที่? ใครจะเป็น facilitator ในเวทีนี้? ที่สำคัญจะทำอย่างไรที่จะเป็นเวทีที่เอื้อให้แต่ละคน แต่ละฝ่าย ได้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน (คือเห็นว่าเราทุกคนมีอัตตา ตัณหา มานะ ทิฐิ ขณะเดียวกันก็มีเมตตาให้อภัย มีความกรุณาช่วยเหลือ ฯลฯ)
  8. จะทำอย่างไรให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย? (ตำรวจไม่ถูกนินทาว่าไม่มีน้ำยาหรือทำงานไม่สุจริต อัยการ และศาลไม่ถูกประท้วง) มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งเป็นตำรวจระดับนายพัน พูดกันถึงเรื่องนี้ทีไรเขายืนยันว่าจากประสบการณ์การเป็นตำรวจของเขา คุกมีไว้สำหรับขังคนจนกับคนที่มีการศึกษาน้อยเป็นหลัก คนรวยกับคนชั้นกลางน้อยมากที่ติดคุก เศรษฐีหรือเจ้าพ่อพอรู้สึกว่าจะติดคุกเขาก็หนีไปต่างประเทศกัน
  9. การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ (ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าเหมาะสมกับบ้านเมืองนี้ที่สุด) คืออะไร? จะสร้างการเมืองแบบนั้นขึ้นมาได้อย่างไร?
  10. เรื่องการปฏิรูปที่ดินทำกิน สนง.ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ที่มีอยู่แล้วทำได้หรือไม่? ถ้าทำไม่ได้จะทำอย่างไร? ทั้งนี้รวมถึงปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่ยืดเยื้อมานานด้วย

ทั้งหมดนั้นเป็นคำถามที่ไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่หากใครคิดคำตอบได้สักข้อ และทำได้จริงแล้วก็จะเป็นกุศลยิ่งทีเดียว!

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๑๙ เมษายน ๒๕๕๒