เคยได้ยินคำสองคำนี้มั๊ยคะ "เด็กเรียน" และ "เด็กกิจกรรม"
สองคำนี้ต่างกันอย่างไร แล้วคุณจัดอยู่ในประเภทไหน
แต่ก่อนผู้เขียนเองก็ไม่เคยสนใจว่าสองคำนี้ต่างกันอย่างไรบ้างจนอายุ 14 ปี
ตอนนั้นเล่นดนตรีไทยในวงของโรงเรียน ออกงานในท้องถิ่นที่มีอยู่เรื่อยๆ และงานมหกรรมดนตรีไทยของ กทม. ที่จัดอยู่ทุกปี ทำให้ต้องมีการซ้อมดนตรีหลังเลิกเรียนทุกวัน ซึ่งในขณะนั้นรู้สึกสนุกและมีความสุขกับการเล่นดนตรีไทยร่วมกับสมาชิกในวงเป็นอย่างมาก
จนอายุ 15 ปี ได้ตำแหน่งประธานชมรมดนตรีไทยของโรงเรียนโดยการแต่งตั้งของอาจารย์ ควบคู่กับตำแหน่งประธานนักเรียนของโรงเรียนโดยการเลือกตั้งจากนักเรียนในโรงเรียน ช่วงนั้นทำงานหนักมากทั้งในส่วนของการจัดกิจกรรม การประชุม การดำเนินงานส่วนของนักเรียน และส่วนของชมรมดนตรีไทยที่มีการซ้อมทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตอนนั้นรู้สึกว่ามีงานให้ทำไม่หยุด จบงานนึงก็ต่อด้วยอีกงานนึง มีความสุขมาก ได้รู้จัก พูดคุยกับคนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ได้ฝึกการทำงานที่หลากหลาย
แล้วก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า "เพลาๆ กิจกรรมลงบ้างสิ เดี๋ยวเกรดก็ตกหรอก"
ความรู้สึกผู้เขียนในตอนนั้นคือ "สิ่งที่เราทำมันไม่ดีเหรอ ทำไมถึงบอกให้เพลาๆ ลง กิจกรรมพวกนี้ส่วนใหญ่ก็ทำนอกเวลาเรียน เกรดก็ไม่ได้ตกเสียหน่อย" จึงได้แต่รับฟังไว้เพราะท่านอาจารย์เตือนด้วยความหวังดี

จนเรียนต่อมัธยมปลายในโรงเรียนใหม่ ก็พยายามไม่เข้าชมรมดนตรีไทย เพราะเกรงว่าจะเรียนได้ไม่เต็มที่หากต้องฝึกซ้อมทุกวัน ตั้งใจเตรียมตัวสู่รั้วมหาวิทยาลัย
แต่แค่วันแรกที่เข้าเรียน อาจารย์ก็แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าห้องเสียแล้ว และยังงานยิบย่อยอื่นๆ อีกมากมาย ในปีสุดท้าย เพื่อนก็ยังชวนให้ไปช่วยงานของคณะกรรมการของโรงเรียน เป็นงานออกเอกสาร ประมาณว่างานทุกงานต้องผ่านมือข้าพเจ้า และการติดต่อประสานงานอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งคราวนี้ความรู้สึกเมื่อได้ทำงานก็เหมือนกับตอนอายุ 14-15 ปี แต่งานมีความซับซ้อน และขนาดใหญ่ขึ้น แถมบางครั้งยังต้องขาดเรียนอีกด้วย
และแล้วก็เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย คราวนี้ตั้งใจจริงๆ แล้วว่าจะเรียนอย่างเดียว แต่ก็อีกจนได้ ปกติเวลาที่คณะมีงานก็ช่วยบ้างตามสะดวก ส่วนงานหลักมักจะเป็นงานในสโมสรซึ่งเป็นงานนอกคณะ(เลขานุการสโมสรโรตาแรคท์ของมหาวิทยาลัย) กิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้ทำในเวลาเรียนก็จริง แต่ทำให้เวลาอ่านหนังสือน้อยลงมาก ความรู้สึกในคราวนี้เหมือนกับตอนอายุ 14-15 ปี งานมีความซับซ้อน ขนาดใหญ่ เกี่ยวข้องกับคน/องค์กรจำนวนมาก

จากประวัติพอจะบอกได้ว่าชีวิตที่ผ่านมา ทำกิจกรรมไม่หยุดหย่อน แต่ในห้องเรียน เพื่อนหลายคนกลับมองว่าเราเป็นเด็กเรียน เพราะในชั้นเรียนตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงานส่ง เกรดตอนมัธยมทุกเทอม ไม่เคยต่ำกว่า 3.5 ส่วนตอนมหาวิทยาลัย ณตอนนี้ก็ไม่เคยต่ำกว่า 3 เลย แต่สิ่งที่ต่างจากเด็กเรียนคือ รู้จักคนมาก และค่อนข้างลึกซึ้ง มีลู่ทางต่างๆ ที่จะขอความช่วยเหลือ หรือให้ความช่วยเหลือคนอื่นได้มาก รู้จักธรรมชาติของคน การทำงาน สังคม ฯลฯ เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น การยอมเสียเปรียบคน การให้อภัย การมีน้ำใจ การขอโทษ การสร้างสัมพันธภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย ให้พูดทั้งวันก็คงไม่หมด สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถหาได้จากห้องเรียน เป็นวิชาสังคมในชีวิตจริงของเราที่เราเรียนรู้ได้เอง ทำให้เราอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข รู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างคุ้มค่าเสียจริงๆ
สิ่งที่กล่าวข้างต้นเป็นตัวอย่างที่ทำให้เด็กเรียนกับเด็กกิจกรรมเดินไปพร้อมกันได้สำเร็จ ใครมีประสบการณ์หรือความเห็นที่แตกต่างก็บอกกันบ้างนะคะ
ทางสายกลางคะ
ทำอะไรอญยู่ในความพอดี
สุดยอดเลยนะค่ะ
นักกิจกรรม แบ่งเวลาได้ดีด้วย
เป็นแบบอย่างที่ดี
เห็นจ๊ะโอ๋ชอบแสดงความคิดเห็นดี ๆ บ่อย ๆ
เห็นนิ่ง ๆ อย่างนี้ เก่งมากเลยที่เดียว
นักกิจกรรม
ดีนะคะ
ได้ประโยชน์กับตัวเองด้วย
และที่สำคัญแบ่งเวลาได้นี่เก่งจริงๆ
ตอนนี้หนูก็เป็นหัวหน้าวงดนตรีไทยเหมือนกันค่ะ
และหนูก็ทำตามที่พี่เขียนไว้ ก็ดีค่ะ