ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงความจริงหรือบางทีทำท่าทีว่าเข้าใจแต่กลับทำเป็นมองไม่เห็นเสีย.......ทำไมโลกจึงเปลี่ยนแปลงอย่างมากในปัจจุบัน(2009)? เพราะว่าบนโลกเรานี้มีคนจำพวกแสวงหาแต่ทรัพย์สิน แสวงหาความสุขในเชิงวัตถุ จมปลักอยู่กับวิถีของการแข่งขันของโลก มีความทะยานอยาก อย่างไม่ลืมหูลืมตา…จึงเป็นเหตุให้คนเราปัจจุบันมีจิตใจที่อยู่ในสภาวะเป็นเปรตเป็นจำนวนมาก....เมื่อมีเปรตจำนวนมากดังนั้นสภาพแวดล้อมของโลกจึงต้องเปลี่ยนไปตามสภาวะที่เหมาะสมกับจิตที่เป็นเปรต ตามจำนวนของคนส่วนใหญ่

ความจริงที่ถูกปฏิเสธ(มานาน)

 

 

อะไรคือความจริง?  ความจริงคือสิ่งที่ปรากฏตามปกติในขณะนั้นหรือสิ่งที่ปรากฏตามธรรมชาติเดิมๆ  จะมองเห็นหรือไม่เห็นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง  ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงความจริงหรือบางทีทำท่าทีว่าเข้าใจแต่กลับทำเป็นมองไม่เห็นเสีย  ถูกความคิดเชิงวัตถุ (วัตถุนิยม) ครอบงำจนทำให้ละเลยสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ควรจะเป็นเสีย เช่น การมุ่งเอาแต่ความสำเร็จเชิงปริมาณ ชอบวัดค่าความสำเร็จด้วยค่าของตัวเลข หรือ ดัชนีเป็นสำคัญ มากกว่าความสำเร็จด้านคุณภาพ  มากกว่าความสำเร็จที่ตอบแทนด้วยความสุข  ทำนองเดียวกันการวิเคราะห์ผลตอบแทนการลงทุน ก่อนการตัดสินใจเพื่อการลงทุน นักลงทุนส่วนใหญ่จะมองในประเด็นของผลตอบแทนการลงทุนในรูปของตัวเงิน มาก่อนเป็นอันดับแรก และมีส่วนน้อยที่จะนำการพิจารณาผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจาการลงทุนมาเป็นอันดับต้นๆ   คนทั่วไปส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญสิ่งที่ปรากฏเห็นได้จริง สามารถพิสูจน์หรืออ้างอิงที่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรม วัดด้วยตัวเลข หรือ เงินตอบแทนก่อน  ผลประโยชน์จะถูกจัดเป็นอันดับรอง  ถามว่าผิดปกติหรือไม่  ...ไม่ผิดปกติแต่อย่างใด เพราะว่าธรรมชาติในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจะเป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกับ การแข่งขัน  มุ่งหวังความเป็นเลิศ  ซึ่งเป็นธรรมชาติของทุนนิยมที่ต้องมุ่งเน้นความสำเร็จความก้าวหน้าที่สามารถวัดได้ และปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม   ดังนั้นระบบต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะมีการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการต่างๆ ให้ปรากฏในรูปธรรมเท่านั้นจึงจะเป็นที่พึงพอใจแก่คนทั่วไป น่าเชื่อถือ ทั้งผู้รับการตอบสนอง กับ ผู้ตอบสนอง

 

ถามว่า เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเพราะระบบเศรษฐกิจของทุนนิยมใช่หรือไม่ โดยมุ่งเน้นการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น ๆ ทุกปี มุ่งเน้นความเป็นเลิศ (ไม่รู้จะเลิศไปถึงไหน....) และแข่งขันตัวเลขการลงทุนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ขณะเดียวกันกลไกพื้นฐานไม่ได้ถูกตอบสนองให้ถูกขับตามไปด้วย คนรวย (รวมทั้งประเทศที่ร่ำรวย) พยายามทะยานอยากความร่ำรวยยิ่งๆ ขึ้น แข่งขันเพื่อความเป็นเลิศ แต่คนจน(ประเทศที่ยากจน)ก็ไม่มีกำลังจะซื้อ ไม่มีเงินหาซื้อสินค้าที่ถูกผลิตจากนายทุน (ประเทศที่ร่ำรวย)   ก่อนหน้านี้(ปี 2552) คนรวยพยายามปั่นเศรษฐกิจให้หมุนเร็วจี่ แต่กลไกพื้นฐาน (Mechanic) ในการขับเคลื่อนไม่เอื้ออำนวยให้เคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ร้อยทั้งร้อย พังลูกเดียว    ระดับผู้นำทุกรุ่นมักจะมุ่งเน้นตัวเลขการเจริญเติบโตที่วัดจากดัชนีวัดเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ GDP เป็นสำคัญ และ จะยอมทำทุกอย่างเพิ่มให้ค่าตัวเลข GDP มีค่าสูงๆ เข้าไว้    โดยการสนับสนุนการค้า การแข่งขัน ความเป็นเลิศ ต่อไป พยายามกระตุ้นประเทศโลกที่สามพยายามมีแนวคิดแบบเดียวกัน กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเยอะๆ เอาไว้ก่อนเพื่อที่ตนเอง(นายทุนหรือประเทศที่ร่ำรวย) จะมีโอกาสรอด   ...ใช่หรือไม่....   ดังนั้น ค่านิยมการบริหาร ความเป็นเลิศที่เกิดจากการแข่งขันทางตัวเลขจึงเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ ต่อระบบการบริหารปัจจุบันมาก เพราะเน้น ปริมาณจำนวนมากๆ เอาเร็วๆ ไว้ก่อน เงินเยอะๆ  .....เราสามารถทำนายอนาคตจุดหมายปลายทางได้เลยทันทีว่าจะพบแต่ความสับสน และล้มเหลวมากยิ่งขึ้น เพราะมุ่งแก้ปัญหาในประเด็นที่ส่งผลให้มีตัวเลขการตอบแทนในรูปของตัวเงินหรือดัชนีให้สูงขึ้นเท่านั้น ... ไม่คำนึงถึงการแก้ไขปัญหาที่เป็นรากฐานของระบบ เป็นการบริหารแบบปฏิเสธความจริง  ปฏิเสธการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจด้วยความจริง คือ การมองเข้าถึงความเป็นจริงหรือความต้องการที่แท้จริงของแต่ละคนเลยทีเดียว

 

การบริหารเศรษฐกิจให้เข้าถึงตรงกับความต้องการอย่างแท้จริงควรทำอย่างไร?  และอย่างไรจึงเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้  ควรมองอย่างไร? ภายใต้ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้  หากจะพูดตามประสาชาวบ้านที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจก็คือ เรื่องของปากท้อง การกินอยู่ ...... 

รู้หรือไม่ว่า  ทำไมโลกจึงเปลี่ยนแปลงอย่างมากในปัจจุบัน(ค.ศ. 2009)?  เพราะว่าบนโลกเรานี้มีคนจำพวกแสวงหาแต่ทรัพย์สิน แสวงหาความสุขในเชิงวัตถุ จมปลักอยู่กับวิถีของการแข่งขันของโลก มีความทะยานอยาก อย่างไม่ลืมหูลืมตาจึงเป็นเหตุให้คนเราปัจจุบันมีจิตใจที่อยู่ในสภาวะเป็นเปรตเป็นจำนวนมาก....เมื่อมีเปรตจำนวนมากดังนั้นสภาพแวดล้อมของโลกจึงต้องเปลี่ยนไปตามสภาวะที่เหมาะสมกับจิตที่เป็นเปรต ตามจำนวนของคนส่วนใหญ่

 

ความต้องการพื้นฐานที่แท้จริงของผู้คนคืออะไร?   อะไรปัจจัยหรือต้นเหตุของการแสวงหาของทุกคน .....  อาหาร  ที่อยู่อาศัย  ยารักษาโรค  และ เครื่องนุ่งห่ม  หรือว่าท่านจะปฏิเสธความจริงเหล่านี้....แต่ยังก่อน....ปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงแค่ปัจจัยแสดงความต้องการทางกายภาพที่จำเป็นเท่านั้น   ความต้องการของคนยังมีมากกว่าสิ่งเหล่านั้น  คือความต้องการความสุขที่เกิดขึ้นทางใจ  และพยายามแสวงหาสิ่งต่างๆ มาตอบสนองความต้องการเหล่านั้นเพื่อให้เกิดความสุขที่เกิดขึ้นในใจ   ผมกำลังจะบอกว่า ความสุขเกิดขึ้น...เกิดขึ้นที่ใจเท่านั้น  หากใจของทุกคนยังเป็นเปรตอยู่  จึงยากที่จะหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมภูมิประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของเปรตไม่ได้เลย  ดังนั้นใจย่อมเป็นใหญ่  ใจเป็นประธานของความต้องการและความสุขทั้งหมด  ความสุขที่เกิดขึ้นจากใจจึงจะเป็นตัวปัญหาสำคัญ  ปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นปัจจุบันนี้เป็นเพราะ คิดมุ่งสนใจและเน้นหนักการแก้ไขปัญหาทางกายภาพมากเกินไปหรือเปล่า และให้ความสำคัญปัญหาทางใจน้อยเกินไปหรือเปล่า  .... !!!ปัญหาทางใจ หมายถึง ปัญหาที่เกิดจากการไม่มีสติและปัญญาเพียงพอ  อ่อนด้อยต่อความสามารถในการพิจารณาไตร่ตรองให้เห็นความเป็นจริงของเหตุและผล ขาดการยอมรับความจริงที่ปรากฏ ไม่สามารถมองหาทางออกที่เหมาะสมได้  หากผู้บริหารปกครองบ้านเมือง สามารถจัดหาปัจจัยพื้นฐานจำเป็นต่อชีวิต ได้แก่ อาหาร  ที่พักอยู่อาศัย  ยารักษาโรค  และ เครื่องนุ่งห่ม  ให้ทุกคนมีใช้ มีรับประทานเพียงพอสมบูรณ์ ไม่ขาดแคลน ปัญหาของสังคมจะถูกจำกัดขอบเขตไม่ขยายวงกว้างเพิ่มขึ้นเหมือนปัจจุบัน และยังจะลดระดับความรุนแรงลงอีกด้วย  แต่ทำไมผู้บริหาร ผู้ปกครองจึงคิดไม่ได้ คิดไม่ออก หรือไม่ยอมคิดกัน  เพราะมุ่งแต่สนใจตัวเลข สนใจดัชนี มุ่งแก้ปัญหาเลียนแบบฝรั่ง

.....ปัจจุบันหากยังมุ่งแก้ไขปัญหาตามรูปแบบทุนนิยม (เพราะปริญญาที่ได้มาเกิดจากการพัฒนาจากชาติตะวันตก)  ระดับของปัญหาจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น  เพราะทุกคนคาดหวังว่ามันจะดีขึ้น ในไตรมาส โน้น ไตรมาสนี้  ที่ไม่มีใครรู้จริงสักคนว่าอนาคตจะเป็นตามที่คาดกันไว้หรือไม่  ยุทธศาสตร์ที่ใช้ขณะนี้เสมือนมูมเมอแรงที่เราขว้างออกไปและคาดหวังว่ามันต้องกลับมา แน่นอน  แต่หากเกิดมีปัญหาไม่ย้อนกลับมาเพราะขว้างผิดมุม ขว้างแล้วเจออุปสรรค ลมเปลี่ยนทิศกะทันหัน ผลจะเป็นอย่างไร? .....ผู้ว่างงานจะเจอปัญหาความอดอยากอาหารเพราะหมดเงินที่จะซื้ออาหาร   ปัญหาหนี้สินทวีเพิ่มขึ้น  ปัญหาค่าเทอมการศึกษาบุตร ผู้บริหารปกครองประเทศได้ตระหนักถึงประเด็นนี้หรือไม่ แต่กลับไปมองการฝึกคนทำอาชีพ  เป็นการดี.... ดีที่ได้ฝึกไง  แต่สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันคนทั่วไปและกลุ่มใหญ่ (ระดับกลาง-รากหญ้า) จะประหยัดเงิน ลดการใช้จ่ายเพื่อลดความเสี่ยงมากกว่า  การประกอบอาชีพ (จากโครงการต้นกล้าอาชีพ) ค้าขาย ขายบริการ จะสามารถสร้างรายได้ให้มีเงินพอที่จะชำระหนี้หรือไม่ หนี้เก่ายังไม่หมดยังจะสร้างหนี้การลงทุนเพิ่มอีกจะบอกว่าข้าไม่สนเรื่องของเอ็ง... ไม่ได้....   หากรัฐบาลมองด้วยความเป็นจริงได้แล้ว  รัฐควรวางมาตรการ การจัดการเรื่องอาหาร (ผลิตผลที่ถูกนำมาเป็นอาหาร) เป็นอันดับแรกก่อน เตรียมการรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  เพื่ออะไร...เพราะเมื่อมีวางแผนอย่างดี  เราจะสามารถจัดการปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องใช้เงินมากเกินความจำเป็น  ลดความเสี่ยงการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ ....ระบบบริหารจัดการอาหาร จะทำให้เกิดงานขึ้นมาอีกมากมาย...     ใครคือผู้ที่ทำงานผลิตอาหาร  ใครคือผู้ที่จัดเตรียมปรุงอาหาร ใครคือผู้จัดส่งอาหาร....  เพียงแค่นี้น่าจะมองเห็นว่า จะหาใครไปทำงานเหล่านั้น   ผลิตขึ้นมาเยอะ ๆ สามารถส่งออกได้อีก ดีกว่าอาชีพที่เร่งฝึกอบรมอยู่ในขณะนี้  เพราะสร้างระบบการจัดการเพื่อผลิตอาหาร จัดสรรอาหาร จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคตได้  เพราะทุกประเทศจะเจอปัญหาการขาดแคลนอาหารเหมือนกัน(เร็วๆ นี้)  ดังนั้นการส่งออกอาหารจึงเป็นโอกาสที่ดีต่อไป

 

ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ไม่จำเป็นจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดูหรูหราเฟื่องฟู่  แม้นจะใช้เงินกระตุ้นตามแบบที่เคยทำ (ลงทุนตามระบบเศรษฐกิจทุนนิยม หรือระบบแห่งการแข่งขัน) ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น เพราะปัจจัยภายนอกประเทศเป็นปัจจัยที่ไม่ได้เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทุกประเทศต้องประหยัด ( เพราะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่ และระดับความต้องการลดลง )  คิดจะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยอาศัย Mega Project ฝันไปเถอะรังแต่จะเจ็บตัว   เงินไม่ได้หมุนเวียนตามที่คาด แม้นว่าประเทศเราจะใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ภายนอกประเทศไม่กระตุ้นรุนแรงเหมือนเราแต่ใช้นโยบายค่อยเป็นค่อยไป เงินที่ลงทุนไปหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ จะกลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย  จะรอคอยอเมริกาก็ไม่ได้ เพราะความเสียหาของอเมริกามีมากมายมหาศาล จำนวนเงินที่อนุมัติเพื่อแก้ไขปัญหาเป็นเพียงเศษเงินเท่านั้น   เลิกฝันกลางวันได้แล้ว  เมื่อผลปรากฏ ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้  แก้ปัญหาโดย เรียกคนโน้น คนนี้ไปฝึกงาน แล้วคาดว่าภาคเอกชนจะรับเข้าทำงาน ผลิตสินค้าขึ้นมาแล้วจะให้ใครใช้  หากคนไม่มีเงินจะซื้อ  จะผลิตสินค้ามาให้ใครใช้?  เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่งนานกว่าที่คาดคิดไว้ล่ะ...  การแก้ปัญหาคนว่างงานโดยจัดฝึกอบรม ทำเหมือนพวกสิ้นคิดที่ชอบสั่งอาหารกลางวันรับประทาน...กะเพราไก่ใส่ไข่ดาวจาน...ให้มันผ่านไปวันๆ ไปก่อน

 

เมื่อทุกคน มีอาหารรับประทาน มีงานทำ ความเครียดของทุกคนจะลดลงทันที  ..... ไม่ใช่เฉพาะคนที่ว่างงานเท่านั้น  ทุกคนทั่วประเทศก็คลายเครียดทันที   

ต่อไปนี้ผมจะอธิบายเฉพาะส่วนที่สามารถมองเห็นภาพโดยรวมการวางแผนบริหารเบื้องต้นก่อน  รัฐจะต้องจัดหาที่ดินเพื่อผลิตอาหาร (ผลิตอาหารพื้นฐาน พืช ผัก สวนครัวต่างๆ, ข้าว เป็นต้น) โครงการแจกที่ดิน สปก. แบบให้เปล่า ให้ยกเลิกไป  เพราะก่อประโยชน์ได้ไม่เต็มที่  นำที่ดินมาสร้างระบบการจัดการเพื่อสร้างอาหารแก่ชุมชนเพื่อส่วนรวมจะมีประโยชน์จักดีกว่า   เมื่อมีที่ดินทำงาน ก็จะมีระบบอื่นๆ ตามมาทันที การกระจายทุน จะดีกว่าการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  ดีกว่า Mega Project ไหนๆ เพราะคนที่ตกงาน ว่างงาน ยากจน มีความสามารถที่หลากหลายแต่เรื่องการเกษตรไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะมากเหมือนอาชีพอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์จึงจะทำได้  อาชีพการเกษตรจึงเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับคนไทยที่รักสงบจริงๆ   ......เมื่อคนที่ว่างงาน หรือคนยากจน มีที่ดิน มีที่พัก ปัญหาการให้บริการเรื่อง ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่มจึงเป็นเรื่องย่อยๆ  หากผู้บริหารการปกครองไม่สามารถบริหารจัดการหรือแก้ไขไม่ได้ก็ให้ผู้บริหารฯ ไปหาเชือกมาสักเส้นหนึ่ง เอาไปผูกกับขื่อ ทำบ่วงไว้หน่อย  แล้วเอาคอตนเองพาด เสีย...   ....ระบบต่างๆ ข้างต้นจะสำเร็จได้จะต้องมีระบบอื่นเป็นปัจจัยสนับสนุน อาทิ ระบบลอจิสติกส์ ( สร้างระบบเพื่อตอบสนองการจัดแบ่งสรรอาหารที่ผลิตออกมาให้ทั่วถึง) เป็นการสร้างงานหรือไม่... เอาเพียงแค่นี้ก่อน  หากคุณเป็นนักบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ  ...จัดระบบเพียงแค่นี้ก็ตาเหลือกแล้ว ....หากทำระบบลอจิสติกส์สำเร็จ...ก็ไม่ต้องมาพูดถึงเรื่องการชำระหนี้สินของผู้ว่างงาน ผู้ตกงาน คนยากจน   

 

การบริหารที่มุ่งเน้นกระบวนเพื่อสร้างอาหารทำกินภายในชุมชนเองและการแบ่งปันกันกิน  มีระบบจัดการที่พัก  จัดหายารักษาพื้นบ้าน จัดหาเครื่องนุ่งห่ม ทั้งหมดเหล่านี้ผู้อยู่อาศัยจะต้องทำเอง  บทบาทรัฐเบื้องต้นเพียงหาที่ดินและดูแลให้ความรู้การจัดการระบบและสร้างระบบลอจิสติกส์ให้เกิดขึ้น  ชุมชมต้องสานต่อดูแลการจัดการกันเอง  สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาความยากจนหรือไม่....  เพียงพอที่จะบำบัดปัญหาสังคมหรือไม่....

 

ลักษณะแบบนี้ เป็นการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคมหรือไม่  ไม่ต้องมาคิดเผื่อว่าหากเศรษฐกิจฟื้นแล้วจะไม่มีแรงงานมีฝีมือ  ให้ไปมองที่ Next Generation ที่กำลังจบการศึกษาเอาเถิด..  การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส คือ การโยกย้ายคนในเมืองหลวง กลับไปสู่บ้านเกิด โดยรัฐบาลค้ำประกันว่า มีอาหาร มียา มีเครื่องนุ่งห่ม มีที่พักอาศัย หากใครไม่กลับถือว่าสละสิทธิ์ทันที สละสิทธิ์ที่จะได้รับสวัสดิการจากรัฐ(มีที่อยู่อาศัย มีที่ทำกิน) และสละสิทธิ์ไปถึงลูกหลานด้วย 

 

ผู้บริหารประเทศจะต้องมองในมุมที่แตกต่างจากเดิม อย่าละทิ้งแนวทางการคิดอย่างตะวันออก  แนวคิดอย่างตะวันตก มุ่งสู่ความเป็นเลิศ และบนถนนของการแข่งขันต้องมีกระตุ้นความเจริญทางวัตถุอย่างต่อเนื่อง หยุดไม่ได้ ล้มไม่ได้ ( แต่ปัจจุบันถลึ่งสะดุดขาตัวเองล้มเสียนี่)  แนวคิดตะวันตกจะมีจุดหมายของความล้มเหลวรออยู่ข้างหน้า เพราะเป็นระบบที่มีพื้นฐานการพัฒนาจากความโลภของมนุษย์   หากมามองแนวทางการบริหารจัดการแบบตะวันออกแล้วจะมุ่งเน้นความพอเพียงมุ่งตอบสนองความต้องการพื้นฐานในตัวตน ในชุมชม ในสังคมเป็นสำคัญ การดำเนินชีวิตด้วยวิถีของความพอเพียงจะสามารถสรรสร้างความสุขเกิดขึ้นได้  ยุติแนวคิดการแข่งขัน ให้เปลี่ยนมาเป็นการมองความสุขของประชาชนเป็นหลัก จะช่วยให้สังคมเป็นสังคมแบบยั่งยืนได้ 

 

สำหรับความสุขทางใจเป็นอย่างไร?  วันนี้จะไม่กล่าวถึงแล้ว เวลาหมด หมดเวลา  ติดตามคราวหน้าครับ