เรื่องเล่าจาก นางปราณีต เม่งผ่อง อสม.ดีเด่นสาขาสุขภาพจิตในชุมชน
“.........นะโมตัสสะ ภะคะวะโต............. ”
เสียงสวดมนต์แว่วมาแต่ไกลๆ ในช่วงเย็นจนถึงค่ำดังอยู่ในราว 2 ชั่วโมง เสียงแบบนี้ชาวบ้านดอนกระเบื้อง จะได้ยินกันในทุกวันพระ คนที่ผ่านไปมาก็อาจจะนึกว่าเสียงที่ได้ยินคงเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจาก “วัด ”และก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นสิ่งปกติ ไม่เห็นน่าสนใจตรงไหน แต่เมื่อได้ฟังอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง เสียงสวดมนต์ที่ได้ยิน กลับเป็นเสียงของ “ ผู้หญิง ” ท่วงทำนองและคำสวดเป็นอย่างช้าๆ ทั้งสำเนียงแบบไทยและมอญ และเมื่อมีโอกาสเข้าไปใกล้ๆ ความคิดที่กำลังสับสนกับปัญหาที่เจอมาทั้งวันไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องทุกข์ของตัวเอง กลับรู้สึก หยุดชะงัก ไปได้ในทันที ......
ปุ๊ หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม ผิวขาว ซึ่งถ้ามองดูก็เหมือนกับผู้หญิงทั่วไป ปุ๊ ไม่ใช่คนสวย ไม่มีตำแหน่งเป็นอดีตนางงามเวทีไหน แต่เธอมีสิ่งที่ต่างไปจากคนอื่น ใบหน้าที่อิ่มเอิบ รอยยิ้มน้อยๆที่ผุดจากริมฝีปากอิ่มเอิบ อาการสงบอยู่ทุกขณะอย่างคนรู้สติ แม้คราวใดที่เธอบอกว่าเธอตื่นเต้นสุดชีวิตแล้ว คนภายนอกก็หาดูออกไม่ ปุ๊ เติบโตมาจากครอบครัวที่เรียกได้ว่า หาเช้ากินค่ำ พี่น้องร่วมท้องถึง 5 คน เธอเป็นลูกคนกลาง เมื่อครั้งยังเด็ก มีโอกาสได้เรียนเพียงชั้นประถมปีที่ 4 ก็ต้องออกมาจากโรงเรียน เพื่อช่วยที่บ้าน หลังจากที่พี่ๆของเธอแยกไปมีครอบครัวหมดแล้ว เธอต้องกลายไปเป็นพี่คนโตแทน ช่วยแม่ขายของ หาเงินให้น้องๆได้เรียน ได้กินอยู่ พ่อซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของครอบครัวได้มาป่วยลงด้วยโรคร้าย ทุกคนปรึกษากันว่าหนทางที่จะทำให้พ่อพ้นจากความทรมานจากโรคที่เป็นอยู่คือ การอยู่ใต้ร่มกาสาวพัตร์ พ่อจึงจำต้องแยกจากครอบครัวไป สุขภาพของพ่อดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม่และลูกๆไม่ยอมให้พ่อสึกออกมา ภาระเลี้ยงลูกจึงอยู่ที่แม่ โดยมีปุ๊เป็นผู้ช่วยมือหนึ่งมาตลอด จวบจนเข้าวัยสาว แม่ได้พาปุ๊ไปฝากไว้กับญาติที่โพธารามเพื่อทำงานรับจ้างทำความสะอาด และหนทางชีวิตที่เธอก้าวออกมาจากบ้าน กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอได้พบกับคู่ชีวิตและได้ใช้ชีวิตร่วมกันมาจนถึงทุกวันนี้
...... ภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาในวัยเด็กจนกระทั่งโต ข้าวไม่ได้มีกินกันทุกมื้อ น้องๆที่รอการกลับมาของแม่และปุ๊ ยามที่ต้องออกไปขายของในตอนเช้าและต้องหา “สิ่งที่กินได้ ”กลับมาในตอนเย็น ไม่เคยได้ยินเสียงบ่นจากปากแม่ ความอดทนของแม่ ความทุกข์ยากของครอบครัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ความเจ็บป่วยอย่างหนักของพ่อที่ต้องเข้าพึ่งพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในความรู้สึก ความทรงจำมาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เธอบอกเสมอว่า เธอรู้มาแล้วว่าความทุกข์ การมีอิ่ม มีอด และชีวิตเฉียดตายของพ่อ มันเป็นยังไง เธอไม่อยากให้ใครได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้เลย หากเธอมีโอกาสในชีวิตที่จะช่วยเหลือใครต่อใครได้ เธอยินดีที่จะทำ ปุ๊เคยคิดน้อยใจในโชคชะตาที่กำหนดมาของเธอและครอบครัว แต่คนที่ทำให้เธอคิดได้และไม่เคยยอมแพ้ชีวิตคือ แม่ ที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอและพี่ๆน้องๆได้ แม่ไม่เคยได้สบายเลย แล้วเธอล่ะ ชีวิตที่เหลืออยู่จะทำเพื่อคนอื่นบ้าง.....ความตั้งใจของปุ๊ที่ตั้งไว้เมื่อคราวที่ชีวิตลืมตาอ้าปากได้แล้ว และปุ๊ก็ได้ทำในสิ่งที่เธอตั้งใจไว้
26 ปีมาแล้วกับการเข้ามาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข เริ่มจากการเป็น ผสส. ปุ๊ทำหน้าที่ “อาสา ”มาตลอด งานที่ปุ๊ทำก็เฉกเช่นอาสาสมัครหลายๆคนทำ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข่าวสาร การตรวจคัดกรองโรค การใส่ทรายอะเบท การชั่งน้ำหนักเด็ก เธอทำควบคู่กับการเป็นภรรยาที่ดีให้กับสามี การเป็นแม่ที่ดีของลูกทั้งสามคน และในตอนนี้เธอยังทำหน้าที่เป็นทั้งยายและย่าให้กับหลานๆ บ้านของปุ๊ไม่เคยเหงาเลย ลูกๆทั้งสามคนต่างมีครอบครัวและได้นำครอบครัวมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกันทั้งหมด รวมแล้วเกือบ 20 ชีวิต และภายในบริเวณใกล้กันก็ยังมีบ้านของพ่อแม่ของสามีที่อายุใกล้ฝั่งแล้วที่ปุ๊ให้การดูแลส่งข้าวส่งน้ำ ปรนนิบัติอยู่ตลอดของชีวิตที่ได้ก้าวมาเป็นสะใภ้ของบ้าน ดูเหมือนจะเป็นภาระที่หนักอึ้งสำหรับบางคนแต่สำหรับปุ๊เธอกลับบอกว่า เธอมีความสุขที่ได้เห็นทุกชีวิตอยู่อย่างพร้อมหน้าแบบนี้ ตั้งแต่เช้ามืดที่ต้องหุงหาอาหารตระตรียมไว้สำหรับทุกชีวิตจนกระทั่งเย็นที่ต้องไปรับหลานกลับจากโรงเรียน การมองเห็นความเจริญเติบโตของหลานๆ พร้อมกับการเสื่อมลงของสังขารพ่อแม่สามี การเจ็บป่วยของผู้คนรอบข้างที่ปุ๊ได้สัมผัสทำให้ปุ๊คิด..คิดและคิดอยากที่จะช่วยเหลือ ให้มากขึ้นกว่าการเป็นเพียงอาสาสมัครทั่วๆไป
เมื่อครั้งที่ปุ๊เริ่มมีลูกคนแรก ปุ๊หยุดการทำงานทุกอย่าง ครอบครัวให้เธอดูแลลูกอย่างเต็มที่ ช่วงว่างที่อยู่บ้าน ปุ๊เริ่มหาอ่านหนังสือ ฟังวิทยุเกี่ยวกับการใช้ ธรรมะ เป็นที่พึ่งทางใจ ซึ่งก็เหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่จุดประกายให้ปุ๊ มีแสงสว่างวาบเข้ามาในใจ เธอได้ปฏิบัติตามในสิ่งที่เธอได้อ่าน ได้ฟังด้วยตัวเอง ความสุขซ่านได้เริ่มมีเข้ามาในชีวิต ความสงบในใจเริ่มเกิด ความทรงจำเก่าๆเริ่มผุดขึ้นอีกครั้ง พ่อของเธอมีชีวิตรอดอีกครั้งจากการปฏิบัติธรรม แม่มีความอดทน พากเพียร ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด แม่ก็ได้ปฏิบัติธรรม แม่มีขันติ ในตัวสูงมาก สิ่งนี้เองที่ปุ๊เพิ่งประจักษ์ และเห็นว่าจะเป็นช่องทางช่วยดับทุกข์ของผู้มีทุกข์ได้ เธอได้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจังมากขึ้น เวลาว่างที่พอมี ช่วงเช้าก่อนที่ใครๆจะตื่น ปุ๊ได้ให้เวลากับตัวเอง สมาธิเกิดกับตัวเธอ การที่ปุ๊ได้ปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอและปรากฏสิ่งที่ดีงามขึ้นกับตัวเธอ คนรอบข้างเริ่มมองเห็นเริ่มสัมผัสได้ ยามที่ปุ๊ได้ออกทำงานในหน้าที่อาสาสมัครในหมู่บ้าน เมื่อมีโอกาสที่จะพูดคุยหรือแบ่งปันได้เธอจะพูดคุยด้วยท่าทีที่นุ่มนวล แทรกหลักธรรมเข้ามาอย่างที่ผู้ที่คุยด้วยแทบจะไม่รู้ตัว การกระทำแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนกระทั่งผู้ที่เธอได้พูดคุยบ่อยไว้วางใจ มองว่าปุ๊เป็นที่ปรึกษา เรื่องราวของชีวิตได้ดี
ปุ๊ได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของเพื่อนบ้านจาก “ ปาก ” ของเพื่อนบ้านเอง หากใครมีเรื่องไม่สบายใจ ก็จะเข้ามาหาเธอได้ระบายสิ่งที่เป็นเหตุแห่งความไม่สบายใจ พร้อมกับที่ปุ๊ได้แลกเปลี่ยนและแทรกหลักธรรม ข้อคิดให้กับเพื่อนๆ ทุกคนที่ได้คุยกับปุ๊ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คุยกับปุ๊แล้วสบายใจ มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับชีวิตต่อไป ในบางครั้งเมื่อปุ๊เจอกับเรื่องราวชีวิตของ “ใคร ”บางคนที่เขาไม่ได้ก้าวเข้ามาหาปุ๊ด้วยตัวเองด้วยเหตุผลที่สุดจะเอ่ยได้ ปุ๊ก็ได้ก้าวมาในชีวิตของใครคนนั้นเอง
โต ป่วยด้วยโรคร้ายแรงที่ไม่อาจรักษาได้ด้วยยาขนานใดๆในโลก หมดอาลัยในชีวิต คิดที่จะทำให้ชีวิตหมดสิ้นไปก่อนที่โรคร้ายจะมาพาไป ปุ๊ได้รับรู้เรื่องของโต เธอไม่ได้หยุดนิ่ง รีบพาตัวเองเข้าไป พูดคุยด้วยหลักของชีวิต ใช้ตัวเองแทนยาขนานพิเศษ เพื่อให้โตได้คิดและหลุดพ้นจากการคิดทำร้ายตัวเอง และสุดท้าย โตได้บอกกับใครๆว่า เขารอดตายจากปุ๊ ..
ป้านา โรคร้ายเข้ามารุมเร้า รอวันที่จะดับสิ้น อยู่อย่างคนสิ้นหวัง ไม่มีแสงสว่างใดๆเข้ามาเยือน ปุ๊ ก้าวเข้ามา ด้วยความใส่ใจทีละเล็กทีละน้อย จากคนที่ไม่เหลืออะไร ค่อยๆลุกขึ้นหันมามองโลกได้อีกครั้ง ความตั้งใจและสิ่งที่ปุ๊ให้ เข้าไปอยู่ในตัวป้านา ...ทุกวันนี้ป้านายิ้มได้ อยู่ได้ตามสภาพที่ควรจะเป็นแล้ว ป้านาบอกใครต่อใครตลอดว่า... “เพราะแม่ปุ๊เขาช่วยป้า ”
ค่ายธรรมะศึกษาเกิดขึ้นแล้วที่บ้านดอนกระเบื้อง หัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญคนหนึ่งก็คือปุ๊ เธอบอกว่าการใช้ธรรมะดูแลจิตใจไม่ใช่เฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น ธรรมะสามารถเข้าได้ถึงทุกคน ทุกเพศและทุกวัย เพียงแต่หาช่องทางที่ถูกที่ควร เด็กๆก็ต้องเป็นการจัดค่ายให้เหมาะสมกับวัย ค่อยเป็นค่อยไป ทุกอย่างย่างก้าวได้ถ้ามีจุดเริ่มต้น หลวงพ่อที่วัดพูดถึงปุ๊ว่า
“ถ้าให้อาตมาให้คะแนนโยมปุ๊ คะแนนเต็ม 100 คะแนน อาตมาให้เขา 200 คะแนนเลย ไม่ว่างานบุญใดๆ เขาไม่เคยขาด ชวนคนเข้าวัดได้เยอะ จิตใจคนจะได้สูงขึ้น ”
เสียงสวดมนต์ตอนเย็นที่ได้ยินกันทุกวันพระ ไม่ได้เป็นเสียงจากใครที่ไหน เป็นกลุ่มของปุ๊และเพื่อนๆราว 20 คนที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปร่วมกันสวดภาวนาให้กับบ้านที่มีคนทุกข์ คนป่วย หรือบ้านของเพื่อนๆเอง เกิดจากความช่วยเหลือและรวมตัวกันได้โดยจิตบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ......
อ มรรัตน์ เอมอาจ ผู้ถ่ายทอดและบันทึกเรื่องเล่า