อภิมหาโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือ Southern Seaboard ถูกปัดฝุ่นขึ้นอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานเสียงสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ มีโอกาสเป็นแกนนำรัฐบาล

แผ่นดิน...กำลังจะเปลี่ยน ปิโตรเคมีจ่อบุกใต้

ที่มา  http://civilvoice.net/news/001/52/198.php

19 ก.พ.52โพสต์ทูเดย์

 

อภิมหาโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือ Southern Seaboard ถูกปัดฝุ่นขึ้นอีกครั้งเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานเสียงสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ มีโอกาสเป็นแกนนำรัฐบาลและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความจริงจังของรัฐบาลที่จะผลักดันเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีถึงขนาดนั่งเก้าอี้เป็นคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ด้วยตัวเอง
แม้จะเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อ

 

โอกาสของการพัฒนาภาคใต้แต่ก็ถูกตั้งข้อสงสัยหลายประการ โดยเฉพาะการนำอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งเคยสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคตะวันออก หรือโครงการ Eastern Seaboard ย้ายฐานมาภาคใต้

หากพลิกแผนแม่บทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะพบว่ากำลังเข้าสู่ระยะที่ 3 มีการเสนอพื้นที่สำหรับพัฒนา 2 ทางเลือก คือ

การใช้พื้นที่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ต่อไป 33 ผลิตภัณฑ์ 56 โรงงานส่วนทางเลือกที่ 2 แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงที่ 1 พ.ศ. 2547-2558 ผลิตที่มาบตาพุด 29 ผลิตภัณฑ์ 34 โรงงาน ช่วงที่ 2 พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป 23 ผลิตภัณฑ์ 22 โรงงานจะย้ายไปในพื้นที่แลนด์บริดจ์ อ.สิชลจ.นครศรีธรรมราช

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีการนำเสนอโครงการต่างๆเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในพื้นที่ของกลุ่มบริษัทต่างๆจำนวนมาก โดยมีโครงการต่างๆ ที่เข้ามาในพื้นที่ อาทิ การขุดเจาะและสำรวจปิโตรเลียมการสร้างฐานสนับสนุนปฏิบัติการบนฝั่ง การก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมและการตั้งนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในพื้นที่ อ.ท่าศาลา หรือ อ.สิชลจ.นครศรีธรรมราช
การพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อรองรับโครงการนี้ที่เห็นเป็นรูปธรรมแล้วก็คือ โครงการสะพานเศรษฐกิจหรือแลนด์บริดจ์ ซึ่งทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 44 กระบี่-ขนอมก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่จะเกิดตามมาในระหว่างปี 2547-2558 คืออุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี คลังน้ำมันและก๊าซทั้งฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทยท่าเรือน้ำลึกและท่าขนถ่ายสินค้าอุตสาหกรรมด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบในพื้นที่ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมันและการผลิตถุงยางอนามัย
หากนิคมอุตสาหกรรมสามารถเริ่มดำเนินการได้ใน พ.ศ. 2559 ก็จะตรงกับช่วงเวลา ที่กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะย้ายฐานการผลิตจากภาคตะวันออก
แล้วอะไรจะเกิดขึ้นตามมา

อ.สิชลอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นเมืองสิชล เช่นเดียวกับชลบุรี ระยอง พัทยา และพระนครศรีอยุธยาเพราะเป็นเมืองอุตสาหกรรมและท่องเที่ยว
แม้จะเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาแต่ขณะเดียวกันผลกระทบต่อชุมชนและสภาพสังคม รวมทั้งสิ่งแวดล้อมดังมีบทเรียนมาแล้วจากภาคตะวันออก ก็เป็นความเสี่ยงเช่นเดียวกัน