สู้ต่อไป

บทสะท้อนในตู้ข่าวในบ้าน....    

(เสียใจ....หวั่นวิตก....)

ข่าวคราวปิดโรงงานจากผลกระทบจากวิกฤตการณ์"แฮมเบอร์เกอร์"

มีคนงานที่ถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนไม่น้อย  

เกิดความกังวลขึ้นต่ออนาคตที่ไม่แน่นอนของคนที่เป็นลูกจ้างทั่วไป

เห็นแล้วก็อดที่จะนึกถึงความไม่แน่นอนในอนาคตของตัวเองบนเส้นทางลูกจ้างไม่ได้

และไม่รู้ว่าเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อไหร่

(เส้นทางสายเก่า..เราก็อยู่ได้..)

มันทำให้ผมคิดถึงสมัยเมื่อ 50 -60 ปีที่แล้ว 

สมัยที่ปู่ย่า ตาทวดเคยยึดอาชีพทำนาทำไร่เป็นอาชีพทำกินเลี้ยงดูลูกหลาน

แต่ท่านก็สามารถเลี้ยงทุกชีวิตให้เติบโตจนแยกตัวออกไปสร้างครอบครัวใหม่ได้

การสร้างครัวครอบใหม่ของชาวนานั้น 

นอกจากการเลี้ยงดูให้เติบโตทางร่างกายและจิตใจจนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว

ทักษะในการทำกสิกรรมก็ต้องมีให้ลูกทุกคนด้วย

ให้โดยการที่พ่อแม่ได้พาเรียนรู้ แบบพาทำตามวิถีทางของชาวนา

เป็นทักษะที่เกิดจากการเรียนรู้ เป็นการสืบทอดต่อกันมาโดยแท้

และ สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่ทุกคู่ชีวิตจะต้องมีคือ"พื้นที่ทำกิน" 

ถึงแม้จะมีไม่มากมาย แต่ก็ขอให้มีพื้นที่ใช้ทำกินกันไปในชาติหนึ่ง

หากแต่ว่าลูกหลานไม่ด่วนขายมันไปเสียก่อน 

ผืนนาก็จะยังคงอยู่เป็นมรดกให้รุ่นต่อไปได้อาศัยเป็นที่ทำกินกันสืบไป  

าพอาคารเรียนในวัดศรีสะอาดยังตรึงตราเสมอมา

(จุดเปลี่ยนที่ 1  แรงบันดาลใจในทางสายใหม่)

สมัยก่อนการที่ชาวนาจะส่งเสียให้ลูกหลานให้ได้รับการศึกษานั้น

ดูน้อยคนนักที่จะทำได้ จะมีแต่บุตรชายเท่านั้นที่พอจะมีช่องทางอยู่บ้าง

คือการได้อาศัยเข้าบวชเรียนตามวัดวาอาราม 

ถือได้ว่าวัดนั้นได้ให้โอกาสแก่ลูกหลานชาวนาให้ได้มีโอกาสในการศึกษา

โอกาสนั้นอาจเปลี่ยนวิถีชีวิตลูกหลานชาวนาให้มาเป็นคนทำงานนั่งโต๊ะ

หรือ รับราชการ  แต่ก็เป็นได้แค่ราชการชั้นผู้น้อยและพนักงานทั่วไปตามบริษัทต่างๆ  สูงกว่านั้นอย่าไปหวัง

 

มาสมัยนี้เขามีกองทุนการศึกษาให้กู้ยืม เรียกว่าเป็นหนี้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบก็ว่าได้

พอจบก็ออกไปหางานทำใช้หนี้ที่ยืมเรียน ทิ้งชีวิตชาวนาไปเป็นลูกจ้างโรงงาน

เรียนสูงหน่อยก็ตำแหน่งและเงินเดือนดีหน่อย  เรียนมาน้อยเงินก็ถ่อยลงมานิด

แต่ทุกคนก็ยังเป็นลูกจ้าง  ฝากชีวิตไว้กับเศรษฐกิจสากลอยู่ดี

หากโชคร้ายนักบ้างคนถึงกับต้องตกงาน 

  

(จุดเปลี่ยนที่ 2  แรงบันดาลใจในทางสายใหม่)

เมื่อครั้งยังเด็กพ่อเคยสร้างแรงบันดาลใจให้ผม 

เพื่อเป็นการจุดประกายความฝันให้ผมในการบวชเรียนเขียนอ่าน

ท่านได้เล่าอ้างถึงเรื่องราวของเด็กบ้านนอกที่บวชเรียนเขียนอ่านจนได้ดิบได้ดี

เข้าไปสร้างครัวครอบใหม่ในเมืองใหญ่   มีชีวิตใหม่ที่ไม่ใช่ชาวนา

มาถึงตรงนี้น้ำเสียงของพ่อฟังดูเหนื่อย ๆ  ประหนึ่งว่าอาชีพของของชาวนานั้นมันเหนื่อยและหนัก

ไม่ชวนให้น่าเจริญรอยตามสักเท่าไร  เหมือนจะผลักไสให้ผมเดินออกจากรอยทางสายนี้

 

พพ่อขุนยังคงฝังจำอยู่ลาง ๆ

ละนั้นมันเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ผมเดินเข้าสู่โอกาสของการศึกษา

เพื่อจะเดินทิ้งห่างจากวิถีชาวนา

หตุการณ์ครั้งนั้นมันควรจะทำให้ผมดีใจหรือเสียใจดี

เพราะจากแรงผลักดันของพ่อในครั้งนั้น

มันทำให้ผมได้ละทิ้งทักษะของการทำกสิกรรมไปอย่างน่าเสียดาย

เสียดายที่ทักษะอาชีพดั่งเดิมของบรรพบุรุษ ที่ใช้หล่อเลี้ยงผู้คนมาช้านาน จะสิ้นสุดลงในรุ่นของผม

  

นจึงเกิดคำถามกับใจตังเองว่า...

หากแต่ครั้งนั้นเพียงแค่ผมหันหลังกลับไปเพื่อสืบสานอาชีพชาวนาผมจะมีความรู้สึกอย่างไรกับข่าวปลดคนงานในวันนี้ ?

 

วันที่ผู้คนอยู่อย่างหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่แน่นอนในอาชีพลูกจ้าง 

ซึงเป็นทางเดินสายใหม่ที่ไม่ใช้การทำนา และเป็นเส้นทางที่พวกเราได้เลือกและนั้นมันก็หมายถึงอนาคตของลูกหลานเราด้วย

เห็นข่าวเลิกจ้างคนงานก็อดหวั่นไหวไม่ได้

เพราะคนเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็นลูกหลานของชาวนาทั้งสิ้น

นี้คือความล้มเหลวของชาวนาไทย ที่ต้องปะทะกับแรงเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและสังคมมาทุกยุคทุกสมัย