...ย้อนกลับไปกว่า 20ปี ความฝัน และความหวังของคนหนุ่มหลายคนที่ตัดสินใจแบกกระเป๋าออกจากบ้าน เดินทางมายังพื้นที่รกร้างในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ไร้ซึ่งต้นไม้ มีแต่หญ้าขึ้นรกไปหมด คือ ตำบลซับสนุ่น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย ด้วยหวังว่าจะพลิกฟื้นผืนดินแห้งแล้งผืนนี้คืนความอุดมสมบูรณ์ให้พวกเขาได้พึ่งพิง ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวต่อไปได้...
รู้จัก “โครงการเกษตรกรก้าวหน้า”
สังคมไทยยังเป็นสังคมเกษตรกรรมอยู่หรือไม่ หลายคนสงสัย แม้เกษตรกรยังถูกกล่าวขานว่าคือกระดูกสันหลังของชาติ ...แต่ในความเป็นจริงนั้น รากฐานของสังคมเหล่านี้ ชีวิตความเป็นอยู่กลับเต็มไปด้วยความลำบาก ทั้งเกิดจากปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาในด้านการผลิต ตลอดจนปัญหาหนี้สินท่วมหัว
สภาพความยากลำบากของเกษตรกร ทำให้คนหนุ่มสาวน้อยคนนักที่คิดจะยึดเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัว แม้ว่าในแต่ละปีจะมีคนจำนวนมากที่จบการศึกษาในสาขาวิชาด้านการเกษตร แต่น้อยนักที่จะมาทำเกษตรกรรมเต็มตัว ...ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้เอง ทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำแผนโครงการเกษตรกรก้าวหน้าขึ้นในปีพ.ศ.2530ด้วยมุ่งหวังที่จะสนับสนุน ส่งเสริมนักศึกษาที่จบการศึกษาทางด้านการเกษตรเข้ามาประกอบอาชีพในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน เพื่อแก้ไขปัญหาการตกงานของนักศึกษาที่จบออกมา รวมทั้งมุ่งหวังที่จะให้บุคคลเหล่านี้เป็นผู้นำในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกรทั่วไปอีกด้วยเงื่อนไขโครงการฯ มี 3 ประเภทด้วยกัน คือ ประเภทที่ 1 ผู้ที่มีที่อยู่ ที่ดิน แต่ไม่มีทุน ประเภทที่ 2 ผู้ที่อยู่ในที่ของนิคม และประเภทที่ 3 ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน
วาดวิมานในอากาศ เท้ายังไม่ทันถึงดิน หนี้สิ้นก็ท่วมหัวเสียแล้ว
คนหนุ่มหลายต่อหลายคน ที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของโครงการฯ คือ เป็นผู้ชาย จบด้านการเกษตร ไม่มีงานทำ และที่สำคัญต้องมาทำฟาร์มโค พวกเขาต่างพากันเข้าร่วมโครงการในประเภทที่ 3 คือ ไม่มีที่ดินทำกิน ด้วยวาดวิมานในอากาศตามที่โครงการได้เชิญชวนประชาสัมพันธ์ ทั้งมีที่ดิน บ้าน สวนมะม่วง รถมอเตอร์ไซด์ วัว และเงินอีกก้อน ... ใครๆ ก็อยากได้ เป็นใครจะไม่เอา...!!
แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว หนี้สินก็กองท่วมหัวเสียแล้ว เพราะเมื่อผู้สมัครสอบสัมภาษณ์ผ่าน และจับฉลากแบ่งแปลงที่ดินเรียบร้อย โครงการเกษตรกรก้าวหน้าก็จะอนุมัติเงินกู้จากแหล่งเงินกู้ 2 แหล่งคือ สปก. (ค่าที่ดิน) และธกส. (ค่าวัว) จำนวนกว่า 200,000บาทเพื่อเป็นทุนในการตั้งตัวให้ โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องบ้าน 37,000 บาท คอกวัว 25,000 บาท ค่าอาหารข้นเลี้ยงสัตว์ 6,000 บาท วัวตัวละ 28,000 จำนวน 3 ตัว รวมแล้ว 84,000 ขุดบ่อน้ำ 9,000 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกก้อนหนึ่งประมาณ 3,000 บาท เรียกได้ว่า เป็นหนี้โดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว ...และนี่คือที่มาของเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่ ...“หมู่บ้านเกษตรกรก้าวหน้า หมู่ที่ 14ตำบลซับสนุ่น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี”
เดือนมีนาคม พ.ศ.2531 คนหนุ่ม49รายถูกส่งให้มาเป็นเกษตรกรก้าวหน้า โดยมาอยู่ที่ชุมชนหมู่ 2ต.ซับสนุ่น แค่เพียงกวาดตามอง เท้ายังไม่ได้แตะพื้น ก็พบแต่ความแห้งแล้งกว้างสุดลูกหูลูกตา ไม้รู้จะพลิกตำราความรู้ด้านการเกษตรที่เรียนมาหลายปีออกมาใช้ได้อย่างไร
ค่อยเป็นค่อยไป แต่ก่อเกิดผลอันยิ่งใหญ่
สิ่งที่เกษตรกรก้าวหน้าตำบลซับสนุ่นเริ่มทำ คือ การสร้างกระต็อบอยู่อาศัย ปลูกพืชผัก ทำไร่เพื่อยังชีพ เช่น ทำไร่ข้าวโพด ปลูกถั่วเขียว ปลูกถั่วเหลือง รวมทั้งปลูกต้นไม้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องสภาพลม จากคนหนึ่งคนทยอยมาจนเต็มจำนวนแปลง 49ราย จากพื้นที่ที่แห้งแล้ง แรกๆ ปลูกอะไรก็ไม่ขี้น เพราะสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสม หน้าดินมีน้อย แต่ต่อมาก็เริ่มเห็นสีเขียวของใบไม้ ใบหญ้าขึ้นมาบ้าง นี่เป็นจุดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน คนแต่ละคนต่างปรับตัว ช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง จึงทำให้ที่ดินแห้งแล้งผืนนี้เริ่มฟื้นคืนความสมบูรณ์
เดือนตุลาคม พ.ศ.2531 วัวคอกแรกจำนวน 3 ตัวของแต่ละครัวเรือนก็มาถึง เกษตรกรก้าวหน้าหลายรายเผชิญกับปัญหาอายุครรภ์ของแม่วัว ที่บางตัวเมื่อมาถึงชุมชนนั้นก็ท้องแก่เกินเสียแล้วทำให้รีดนมได้ไม่มากนัก รายได้จึงไม่เพียงพอ ในช่วงเวลานั้นราคาน้ำนมรวมไขมันอยู่ที่ 6.40 บาทต่อลิตร ด้วยเหตุที่ราคาต้นทุนต่ำ ราคาอาหารข้นก็ถูก ทำให้เกษตรกรก้าวหน้าแม้ว่าจะได้ผลผลิตไม่ดีนัก ก็พอเอาตัวรอดได้
แต่ท่ามกลางสถานการณ์การปรับตัวของเกษตรกรก้าวหน้ากับการเริ่มต้นทำกินบนพื้นที่แห้งแล้งแห่งนี้ หนี้สินก็พอกพูนเป็นดินพอกหางหมู รายได้ยังไม่มี แต่รายจ่ายบานตะไท ทั้งหนี้ในระบบจากโครงการเกษตรกรก้าวหน้าร้อยละ 12 ต่อปี (ต่อมาลดเหลือร้อยละ 9 แต่ปัจจุบันร้อยละ 14 ต่อปี) และหนี้นอกระบบอีกร้อยละ 3 ต่อเดือนที่เซ็นต์เชื่อไว้ตามร้านค้าในตลาด เพราะไม่มีทุนในการประกอบอาชีพ และพอเริ่มทำการเกษตรเลี้ยงวัวก็ยังต้องลองผิดลองถูกกันอยู่ ผลผลิตยังไม่ดีนัก หนำซ้ำความรู้จากตำรากับของจริงที่ประสบก็แตกต่างกัน จนทำเอาช่วงแรกๆ นั้น เกษตรกรก้าวหน้ารายหลายถึงขั้นถอดใจ สุเทพ ขุนทอง หนึ่งในเกษตรกรก้าวหน้า กล่าวว่า“คนละเรื่องกันเลย...ระหว่างตอนเรียนกับในชีวิตจริงตอนเรียนมาก็ไม่เคยได้ใช้จริง” (ปัจจุบันสุเทพ เป็นหมอวัว ฝีมือดีประจำชุมชน)
เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง พื้นที่มีสภาพดีขึ้น พื้นที่แต่ละแปลงของแต่ละครัวเรือนจึงถูกจัดแบ่งใช้สอยอย่างเกิดประโยชน์และคุ้มค่า มีแปลงผักสวนครัวข้างบ้าน มีพื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์ ทำฟาร์มโค และพื้นที่ปลูกต้นไม้ แต่ใช่ว่าหนทางการเป็นเกษตรกรจะราบรื่นเสมอไป เมื่อพวกเขาพบว่ามีอุปสรรคสำคัญอีกหลายอย่างรอคอยอยู่ ทั้งไม่มีแหล่งน้ำ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการอยู่อาศัย และการทำฟาร์มโค ถนนหนทางทุลักทุเล ห่างไกลตัวเมือง จะจับจ่ายใช้สอยสิ่งของต่างๆ ก็ลำบากเหลือเกิน และที่สำคัญหนี้สินก็เพิ่มพูน ยังไม่ทันได้ส่งเงินต้น ดอกเบี้ยก็สูงขึ้น ซ้ำร้ายรายได้จากการทำฟาร์มโคก็ไม่เพียงพอที่จะใช้ทั้งส่งเงินกู้ และใช้จ่ายในครอบครัว
ด้วยสภาพเงื่อนไขเช่นนี้ เกษตรกรบางรายในโครงการก็อยู่ไม่ได้ จากเกษตรกรก้าวหน้า บางรายก็เริ่มจะถอยหลัง ต้องหาคนมารับสิทธิในที่ดินและการใช้หนี้แทน ในขณะที่หลายคนที่ยังอยู่ต่อนั้น ก็พยายามที่จะจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ จนนำมาสู่การรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมชุมชน เริ่มต้นจากกลุ่มแม่บ้านที่มองเห็นปัญหาเรื่องการจับจ่ายใช้สอย จึงรวมตัวกันทำร้านค้าแม่บ้าน ซื้อของจากตลาดเข้ามาขายในชุมชน จากจุดเล็กๆ โดยแม่บ้าน ขยายวงกว้างกลายเป็นร้านค้าชุมชน มีการขายหุ้น มีระบบสมาชิก และมีการออมทรัพย์
จากกลุ่มเล็กๆ ...วันนี้ที่ซับสนุ่นมีครบวงจร
เมื่อเริ่มมีกระบวนการรวมกลุ่มเพื่อแก้ไขปัญหา มีการระดมเงิน ระดมแรง ระดมความคิดผ่านกลไกของกลุ่มออมทรัพย์ กิจกรรมต่างๆ ก็ขยับตามมา ทั้งกิจกรรมประปาหมู่บ้าน ปั้มน้ำมันเพื่อชุมชน สวนสมุนไพร กลุ่มเลี้ยงผึ้ง ยุวชนเกษตรและโรงอาหารสัตว์ ที่ชุมชนมองเห็นความสำคัญร่วมกันจัดตั้ง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงวัว และเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ทั้งในแง่การจำหน่ายอาหารสัตว์สู่ตลาด และในแง่การเพิ่มปริมาณน้ำนมวัว จากการให้กินอาหารสัตว์ที่พวกเขาผลิตเอง และทำให้เกิดการจัดระบบข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นด้วย กระบวนการจัดการของกลุ่มกิจกรรมต่างๆ นั้นทุกกลุ่มจะนำเงิน 10% จากรายได้ของกลุ่มมาสมทบกันในกองทุนกลางของหมู่บ้าน เพื่อใช้จ่ายในกิจกรรมวัฒนธรรม ประเพณีของชุมชนขณะเดียวกัน บทบาทของกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือเหล่าเกษตรกรก้าวหน้า เงินสะสมกองทุนหมู่บ้านถูกนำมาใช้ โดยให้สมาชิกกู้ยืมนำเงินไปใช้หนี้นอกระบบ
และเมื่อวงจรชีวิตเริ่มเข้าที่ ความเป็นชุมชนก็เริ่มเห็นชัด เกษตรกรก้าวหน้าเหล่านี้จึงรวมตัวกันเสนอแยกหมู่บ้าน เพื่อจัดตั้งหมู่บ้านเกษตรกรก้าวหน้า หมู่ที่ 14 จนกระทั่งในปีพ.ศ.2544 หมู่บ้านเกษตรกรก้าวหน้าจึงเกิดขึ้น มีกลไกการบริหารจัดการ และมีคณะกรรมการอย่างชัดเจน
ในเรื่องปัญหาหนี้สินนั้น จากเริ่มต้น 200,000 บาท ผ่านมาเกือบ 20 ปี วันนี้เกษตรกรก้าวหน้าแต่ละรายมีหนี้เกือบ 800,000 บาทต่อคน ...ทั้งนี้ เหล่าเกษตรกรก้าวหน้าหาได้นิ่งเฉยไม่ พวกเขาระดมความคิด เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาสารพัด เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ โดยการลดดอกเบี้ย หรือ ขยายเวลาการผ่อนชำระ หรือ ลดต้น ตัดดอก รวมทั้งตัดหนี้ทั้งหมด สมยศ สามี เกษตรกรก้าวหน้า มองว่า “โครงการเกษตรกรก้าวหน้า ดำเนินการผิดพลาด ขาดความพร้อม เมื่อไม่พร้อมก็ต้องเริ่มใหม่ทุกอย่าง ชาวบ้านไม่มีอะไรเลย บุกเบิกทุกอย่าง ซื้อทุกอย่างจึงมีแต่หนี้เต็มไปหมด แต่ถ้าหากเริ่มต้นทำเมื่อมีความพร้อม เกษตรกรก็จะไม่มีหนี้ดังนั้นตามสภาพความเป็นจริง หนี้จึงควรเป็นหนี้สูญ แม้เราจะยอมรับว่าโครงการเกษตรกรก้าวหน้า เป็นนโยบายส่งเสริมที่ดี แต่กลับพบว่า กระบวนการจัดการ และรายละเอียดของการดำเนินงานขาดความเข้าใจชุมชน เข้าใจชาวบ้าน สุดท้ายเกษตรกรก็หนี้สินท่วมท้น”
นอกจากการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาแล้ว พวกเขายังทำงานเชิงรุก สร้างความร่วมไม้ร่วมมือกับองค์กรพัฒนาจากภายนอกที่เข้ามาหนุนเสริมกิจกรรมของชุมชน เช่น สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม เป็นต้น และการเข้าไปร่วมทำงานในระดับท้องถิ่น กำหนดทิศทาง ทำแผนของชุมชนให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ และยุทธศาสตร์จังหวัด เช่น การหนุนเสริมแนวความคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านรูปแบบการจัดการกลุ่มกิจกรรมอาชีพของชุมชน ที่มีอยู่หลายกลุ่มด้วยกัน เป็นต้น
ขณะเดียวกันการทำฟาร์มโค ซึ่งเป็นหัวใจหลักของชุมชนนั้น พวกเขาได้พยายามคิดค้น สร้างความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมาปรับใช้อย่างสอดคล้องตามสภาพความเป็นจริง เช่น อาหารเลี้ยงวัว ซึ่งพบว่า ราคาวัตถุดิบสูงขึ้น แม้ชุมชนจะมีโรงอาหารสัตว์และสูตรอาหารที่คิดค้นพัฒนาร่วมกันจนมีมาตราฐานดีนั้น แต่ด้วยเงื่อนไขของค่าใช้จ่าย ก็ทำให้เกษตรกรก้าวหน้าบางรายเริ่มใช้มันสำปะหลังมาเลี้ยงวัว เพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่กลับกลายเป็นผลดีเพราะทำให้วัวมีน้ำนมมากขึ้น
หากย้อนกลับไปมองดูย่างก้าวแรกที่เกษตรกรก้าวหน้าทั้งหลายมาถึงซับสนุ่นกับสภาพชุมชนในวันนี้ กลับพบว่า เกษตรกรก้าวหน้าเหล่านี้กำลังสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ในด้านการทำเกษตรกรรมขึ้นมา โดยเฉพาะความรู้เรื่องการทำฟาร์มโค ...ที่นี่กลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติ ที่มีนักศึกษาวิชาเกษตร หรือสัตวบาลแวะเวียนเข้ามาเรียนรู้ไม่ขาดสาย และความรู้ที่ได้กลับไป คือ บทเรียน ประสบการณ์ของเกษตรกรรุ่นพี่ที่ตำราเรียนวิชาเกษตรไม่เคยระบุไว้
วันนี้ หมู่บ้านเกษตรกรก้าวหน้า ต.ซับสนุ่น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี คือ ชุมชนเข้มแข็ง จัดการตนเองได้ พวกเขามีกลุ่มกิจกรรมวิสาหกิจชุมชนที่หลากหลาย มีศักยภาพในการทำการเกษตร มีความรู้ที่เกิดจากการผสมผสานความรู้จากตำราและความรู้จากประสบการณ์ตรงที่น่าสนใจ และมีบุคลากรเกษตรกรก้าวหน้าที่เข้มข้นทั้งฐานคิด และวิธีการทำงาน แต่...ความเข้มแข็งกำลังจะหมดไป หากคนทำงานเองหมดลม หมดกำลังใจ เพราะปัญหาหนี้สินที่โครงการเกษตรกรก้าวหน้าหยิบยื่นให้ หนี้สินคือบทเรียนจริงที่ตำราเรียนวิชาเกษตรไม่เคยบอกไว้ และรัฐเองก็ขาดความเข้าใจ และไม่ยอมรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาจากชุมชน ประจญ คำสง่า รองนายก อบต.ซับสนุ่น หนึ่งในเกษตรกรก้าวหน้า กล่าวว่า “ก่อนเข้ามาอยู่ที่นี่ นึกไม่ออกเลยว่าเกษตรกรมีปัญหาอะไรบ้าง พอมาเป็นเกษตรกรเองจึงเข้าใจ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร ถ้าหากมีหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามารวมหัว ร่วมคิดช่วยกันแก้ไขปัญหาก็จะมีทางออก แต่ก็ต้องยอมรับว่าการทำงานที่ติดตามต่อเนื่อง หรือ การทำงานพัฒนาชุมชนที่มองกระบวนการทั้งระบบนั้น ยังเป็นข้อจำกัดของข้าราชการ หน่วยงานรัฐเสมอ ...”
หากวันนี้เป้าหมายใหญ่ร่วมกันของสังคมไทย คือการอยู่อย่างพอเพียง สิ่งแรกที่รัฐควรตระหนักคือ เมื่อชุมชนสามารถจัดการตนเองได้อย่างอิสระ ภายใต้เงื่อนไข ปัจจัยแวดล้อมของชุมชน มีสิทธิในการจัดการ จัดสรรทรัพยากรท้องถิ่น ดิน น้ำ ป่า วิถีแห่งการพออยู่ พอกินก็จะเกิดขึ้น ...ราคาน้ำนมวัวในวันนี้ ราคากิโลกรัมละ 11.40 บาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นตามข้อเรียกร้องของผู้เลี้ยงวัวนมอีก 1.25 บาท โดยที่แต่ละครัวเรือนในชุมชนหมู่บ้านเกษตรกรก้าวหน้ามีวัวไม่ต่ำกว่า 10 ตัว รีดน้ำนมได้ 7 – 30 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ผลผลิตและรายได้เท่านี้เกษตรกรก้าวหน้าเหล่านี้น่าจะอยู่ได้อย่างไม่มีปัญหา เรียกได้ว่า พออยู่ พอกินเลยทีเดียว... แต่หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะพวกเขามีหนี้ก้อนโตที่ทำให้ชีวิตกำลังเป็นทุกข์
ครั้งหนึ่งเมื่อ 20 ปีก่อน ประจญ คำสง่า บอกว่า เขารู้สึกภูมิใจที่มีหนี้ เพราะถือว่ามีเครดิต น่าเชื่อถือ แถมยังเป็นหนี้จำนวนมากเสียด้วย วันนี้ความภูมิใจครั้งนั้นกลับกลายเป็นภาระใหญ่โตที่อยากจะหลุดพ้น เพราะหากการไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐแล้วล่ะก็ การไม่มีหนี้ก็คือสุขอันประเสริฐยิ่งนักเช่นกัน