หนังสือเป็นสิ่งท่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าในการปลูกฝังให้เด็กไทยมีนิสัยรักการอ่าน

...หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้าง ทำมา คิดมา แต่โบราณกาล จนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้...(พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514)

ความรู้จากหนังสือสามารถถ่ายทองมาสู่มนุษย์ได้ผ่าน การอ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านในวัยเด็กที่จะสร้างความรู้ ความทรงจำ และนิสัยการอ่านให้ติดตัวบุคคลผู้นั้นมาจนเติบใหญ่ เมื่อหนังสือเป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าในการปลูกฝังให้เด็กไทยมีนิสัยรักการ

ความรู้จากหนังสือสามารถถ่ายทองมาสู่มนุษย์ได้ผ่าน การอ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านในวัยเด็กที่จะสร้างความรู้ ความทรงจำ และนิสัยการอ่านให้ติดตัวบุคคลผู้นั้นมาจนเติบใหญ่ เมื่อหนังสือเป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้การปลูกฝังให้เด็กไทยมีนิสัยรักการอ่าน จึงอาจเป็นดั่งปฐมบทแห่งการสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศชาติด้วยเช่นกัน

การอ่านที่มีมากในเด็กวัยเรียน  เป็นเพียงการอ่าน ไฟท์บังคับ เพื่อการเรียนและการสอบ แต่ไม่ได้มาจากนิสัยรักการอ่านเมื่อพวกเขาเติบโตพ้นวัยเรียน การอ่านหนังสือจึงพ้นไปจากความสนใจของพวกเขาด้วยเช่นกัน หากเราต้องการปลูกฝังให้เยาวชนไทยมี ทักษะการอ่าน อันมีความหมายครอบคลุมตั้งแต่การรู้จักเลือกอ่านหนังสือที่มีคุณภาพความสามารถในการเก็บใจความและสรุปเนื้อหา (วิชาการ.com)

การอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านออกเสียงหรืออ่านในใจ มิใช่สักแต่อ่านหนังสือออกเท่านั้นแต่ต้องมีคุณสมบัติของผู้ที่อ่านเป็นด้วยจึงจะทำให้การอ่านนั้นได้ความหมายได้อรรถรส ตรงตามจุดมุ่งหมายของผู้เขียน และลักษณะของผู้ที่อ่านเป็นนั้น ถือว่าเป็นผู้อ่านที่มี ประสิทธิภาพในการอ่าน

ลักษณะของผู้ที่อ่านเป็น

1.   อ่านแล้วรู้เรื่องราวได้ตลอดแจ่มแจ้ง คือ อ่านแล้วจับใจความของเรื่องที่อ่านได้ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ใช่รู้เพียงบางส่วน นอกจากนั้นต้องเข้าใจความหมายในเนื้อหาของเรื่องที่อ่านได้ถูกต้องด้วย

2.  ได้รับรสชาติจากการอ่าน หมายถึง เมื่ออ่านเรื่องใดก็ตามย่อมเกิดความซาบซึ้ง ตามเนื้อหา สำนวนและวิธีการประพันธ์นั้น ๆ เกิดอารมณ์ร่วมและมองเห็นภาพพจน์ ตามที่ผู้ประพันธ์บรรยาย

3.  วินิจฉัยคุณค่าของหนังสือที่อ่านได้ว่า มีคุณค่าหรือประโยชน์แง่ใด มีคุณค่ามากน้อย เพียงใด หรือควรให้ความสนใจมากน้อยเพียงใด หนังสือใดเหมาะสมกับบุคคลประเภทใด เป็นต้น

4.  รู้จักนำสิ่งที่เป็นประโยชน์จากหนังสือที่อ่านมาใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ หนังสือทุกเรื่องที่อ่านย่อมมีคุณค่า มากบ้างน้อยบ้างในแง่ต่าง ๆ การรู้จักวินิจฉัยและรู้จัก ค้นหาสิ่งที่เป็นประโยชน์จากหนังสือที่อ่าน นำมาใช้ได้เหมาะสม เป็นวิธีการอย่างหนึ่ง ของการรับสารที่มีประสิทธิภาพ

5.   รู้จักเลือกหนังสือที่อ่านได้เหมาะสมตามความต้องการในแต่ละโอกาส หรือรู้จัก เลือกหนังสืออ่านได้ตรงตามความมุ่งหมายนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นการอ่านออกเสียงและอ่านในใจ ผู้อ่านต้องยึดถือหลักเกณฑ์การอ่าน เพื่อที่จะอ่านได้ถูกต้อง และเป็นที่นิยมยินดีของผู้ฟัง ชวนให้ติดตามที่จะฟังต่อไป และในขณะเดียวกัน ก็เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านทั้งในด้านความรู้ ความคิด และเกิดความเพลิดเพลินจากการอ่าน อีกด้วย นอกจากหลักเกณฑ์การอ่านที่ควรยึดถือปฏิบัติแล้ว การอ่านที่มีประสิทธิภาพย่อม ประกอบด้วย มารยาทในการอ่าน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้อ่านเป็นที่นิยม ยกย่องแก่คนทั่วไป และช่วยให้การอ่านบรรลุจุดมุ่งหมายโดยสมบูรณ์

ดังนั้น  หากเราต้องการปลูกฝังให้เยาวชนไทยมี  ทักษะการอ่านอันมีความหมายครอบคลุมตั้งแต่การรู้จักเลือกอ่านหนังสือที่มีคุณภาพ  ความสามารถในการเก็บใจความและสรุปเนื้อหา  รวมถึงความสามารถในการนำความรู้จากหนังสือไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้  ก็จำเป็นต้องหามาตรการและกลยุทธ์ที่จะส่งเสริมให้เด็ก ๆ สนุกกับการอ่านหนังสือ  เกิดความต้องการอ่านหนังสือด้วยตนเอง  มิใช่เพียงอ่านเพราะถูกบังคับหรืออ่านเพื่อสอบเท่านั้น  ภายใต้แนวทางนี้  การผลักดันการอ่านให้เป็น  วาระแห่งชาติจึงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพราะการอ่านคือพื้นฐานของการสร้างคนและคนคือพื้นฐานของการสร้างชาติ (วิชาการ.com)