ปูนาปูเน่ ทำไมจึงน่าสนใจ

รูปปั้น Common Man หน้าสำนักงาน Symbiosis
ผมได้มีโอกาสอ่านบันทึกของอาจารย์โสภนาเรื่องนะมัสเต้ปูเน่ ก็เห็นว่าเป็นเมืองที่น่าสนใจ เพราะเป็นเมืองที่มีคนไทยนิยมไปเรียนกันมากทีเดียว โดยเฉพาะการเรียนภาษาอังกฤษ ตามตัวเลขที่ทราบ มีนักเรียนไทยในปูเน่ประมาณ 200 กว่าคน ก็นึกในใจว่าเมืองนี้น่าจะมีอะไรดี และก็สงสัยในขณะเดียวกันว่าทำไมคนไทยจึงนิยมไปเรียนที่ปูเน่
อ่านบันทึกของอาจารย์โสภนาก็พอจะเห็นภาพลางๆ เพราะอาจารย์โสภนาบอกไว้ค่อนข้างละเอียด ซึ่งในที่สุด ก็ได้มีโอกาสไปเยือนเมืองปูเน่ในช่วงวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ 2009 จึงขอนำเรื่องมาเล่าสู่กันเพื่อประโยชน์ของชุมชนความรู้แห่งนี้ผมใช้เครื่องบินของ Kingfisher ซึ่งบริการดีทีเดียว วินาทีแรกที่สัมผัสกับสนามบินนานาชาติปูเน่ นึกถึงข้อความที่อาจารย์โสภนาเขียนไว้ว่า
.......สนามบินไม่ใหญ่มาก เครื่องจอดให้ผู้โดยสารลงเดินไปเข้าตัวอาคาร ลมแรงทีเดียวทำให้อากาศไม่ร้อน แม้แดดจะจัดก็ตาม จากตัวเครื่องเข็นกระเป๋าเดินตามกันไปราว 300 เมตรเข้าตัวอาคาร……….
ผมโชคดีที่วันนั้นเดินๆไม่ไกลนัก จากเครื่องบินเพียงร้อยเมตรก็ถึงอาคารสนามบิน รถขนกระเป๋ามารวดเร็วทันใจเพียงไม่ถึง 10 นาที ผมก็ออกมายืนหน้าสนามบินปูเน่ สังเกตุเห็นว่าเป็นสนามบินที่มีนักเดินทางชาวต่างชาติมากพอๆกับชาวอินเดีย ก็ทราบในเวลาต่อมาว่าเพราะมีเที่ยวบินตรงจากปูเน่ไปดูไบและแฟรงค์เฟริตในเยอรมัน สมกับเป็นเมืองศูนย์กลางวัฒนธรรมของรัฐใหญ่ทางตะวันตก แอบเห็นป้ายบอกว่าสนามบินเมืองปูเน่ ได้รับมาตรฐาน ISO ด้วย ก็เห็นจะจริงเพราะภายในสนามบิน สะอาด ทันสมัยทีเดียว
ดูจากแผนที่อินเดีย เมืองปูเน่หรือชื่อเดิม Poona อยู่ในรัฐมหารัชฏะ Maharashtra ทางทิศตะวันตกตอนกลางของอนุทวีปอินเดีย โดยอยู่ทางใต้ของเมืองมุมไบ ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 150 กม. เมืองมุมไบอยู่บนพื้นที่ราบสูงเดคเคน Deccan สูงจากระดับพื้นน้ำทะเล 560 เมตร ตามประวัตินั้นน่าสนใจมากเพราะมีความสำคัญมาตั้งแต่ในอดีต เป็นเมืองที่มีสถานศึกษามากนับร้อยแห่ง มีมหาวิทยาลัยมากถึง 9 แห่ง มีประชากร 5 ล้านคน และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของรัฐ เป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมรถยนต์และไอทีที่สำคัญทีเดียว
การเดินทางไปปูเน่นั้นสะดวกมากในปัจจุบันนี้โดยเฉพาะทางอากาศ เพราะมีเครื่องบินหลายสายการบินบินไปปูเน่ทั้งจากภายในประเทศและนอกประเทศ ทั้งนี้ทราบว่าในไม่ช้าจะมีเที่ยวบินตรงจากปูเน่ไปประเทศไทยด้วย
คนขับรถโรงแรม The Pride มารับ ขับรถพาออกจากสนามบินเข้าเมือง ความรู้สึกบอกว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่มีความเรียบร้อยและลงตัวมากพอสมควร ถนนหนทางและอาคารบ้านเรือนที่เห็นสองข้างทางมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและลงตัวมากทีเดียว ผู้คนไม่หนาแน่น ( 5 ล้านคน ) ดูไม่แออัดเหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ การแต่งตัวของคนที่ปูเน่ดูแล้วเข้ากับสมัยใหม่ ไม่แปลกตาหรือสะดุดตา
อาจารย์โสภนาเขียนบันทึกเอาไว้ว่า .........เมืองกว้างใหญ่ ถนนกว้างขวาง ……ดูเป็นระเบียบกว่าเจนไน แต่ก็ไม่น้อยหน้ากันในเรื่องฝุ่น ขยะเห็นเขลอะๆ เลอะเทอะบ้างเป็นระยะๆ ……….
ความน่าสนใจของปูเน่ประการแรกจึงอยู่ที่สภาพเมืองที่ดี น่าอยู่ ไม่ทำให้คนไทยรู้สึกแปลกหูแปลกตาหรือแปลกถิ่นมากนัก คำถามต่อมาก็คือ เมื่อเมืองน่าอยู่แล้ว ทำไมคนไทยจึงนิยมมาเรียนที่นี่
น้องสองคนกำลังเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ที่ปูเน่
หลังจากเข้าที่พัก ได้พบกับน้องนักศึกษาไทย 2 คน ชื่อเล่นชื่อโบและนา ทั้งสองคนมาเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ที่ Fergusson College มหาวิทยาลัยปูเน่ วิทยาลัยแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องวิชาการศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และเป็นวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของปูเน่ มีศิษย์เก่าที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีอินเดียถึง 2 คน
ผมได้สอบถามถึงคำถามที่ว่าทำไมจึงเลือกมาเรียนที่ปูเน่ อินเดีย ก็ได้รับคำตอบว่าอินเดียมีชื่อทางด้านไอทีและการสมัครเรียนไม่ยุ่งยาก ค่าเรียนค่าครองชีพไม่แพง ความเป็นอยู่ก็สะดวกสบายดี ความเป็นอยู่ปลอดภัยดี ผมได้ไปดูสถานที่เรียนก็ดูทันสมัยและที่พักของน้องนักศึกษาทั้งสองก็เห็นว่าอยู่กันสุขสบายดี ไม่มีปัญหาใดๆ เรื่องสำคัญของนักศึกษาไทยที่เมืองนี้จึงอยู่ที่การเรียนอย่างเดียว คือต้องขยันเรียนให้สำเร็จจงได้ เช่นในกรณีของน้องทั้งสองคน ปีหนึ่งมีวิชาที่ต้องเรียนและสอบให้ได้ 12 วิชา ใช้เวลาเพียง 3 ปีก็จบปริญญาตรี น้องเล่าว่าวิชาคอมพิวเตอร์ที่อินเดียเน้นการเขียนโปรแกรมซึ่งเด็กไทยไม่ถนัดเพราะภาษาต้องดีและมีพื้นทางคณิตศาสตร์แต่ก็ยอมรับว่าการเรียนที่นี่ยากพอสมควรโดยเฉพาะเด็กอินเดียเก่งกว่า
ความเป็นอยู่นั้นไม่มีปัญหาใดๆ น้องจึงอยู่ได้สบาย มีมอเตอร์ไซด์หนึ่งคันขับไปมหาวิทยาลัยซึ่งอยุ่ไม่ไกลจากที่พัก ผมได้ให้ข้อคิดกับน้องทั้งสองว่า การมาเรียนที่อินเดียนั้นถือว่ามีโอกาสพิเศษกว่าคนอื่นเพราะอินเดียเป็นประเทศที่ไม่ธรรมดา เป็นดินแดนแห่งขุมทรัพย์ทางปัญญามากมายแต่คนที่มาต้องเปิดใจเพื่อเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ อย่าไปมองเฉพาะว่าอินเดียมีความสกปรก มีความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยที่ไม่เหมือนบ้านเราเลยสรุปว่าไม่ดี เพราะในความที่เป็นอยู่นั้นมีความรู้อยู่มากมายที่จะเป็นประโยชน์กับคนไทยเรา ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบในโลกปัจจุบัน ในดำมักจะมีขาว ในขาวมักจะมีดำ หากเราเปิดใจให้กว้าง เรียนรู้ในสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา การอยู่ที่อินเดียก็จะได้ประโยชน์สูงสุดและประสบการณ์ตรงนี้สามารถนำไปใช้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาได้เสมอหากรู้จักการจัดการความรู้
พูดไปแล้วความยากลำบากที่นักศึกษาไทยเจอในการไปอยู่ที่อินเดียจะเป็นครูสอนให้มีความอดทนซึ่งจำเป็นต้องมีในการอยู่ในโลกปัจจุบัน นอกจากนั้นผมได้แนะวิธีการจัดระเบียบทางความคิดและบริหารเวลาในการเรียนในการมีชีวิตในแต่ละวันซึ่งสำคัญมาก ถ้ายังไม่สามารถจัดการสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตก็จะวุ่นวายทีเดียว
สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นข้อดีอย่างชัดเจนคือเด็กไทยที่มาเรียนในอินเดีย อย่างน้อยก็ได้ภาษาอังกฤษแน่นอน ฟังคนอินเดียพูดอังกฤษได้รู้เรื่องถือว่าเก่ง น้องบอกว่าดูหนังฟังเพลงท้องถิ่นได้สบาย ก็เห็นว่านั่นเป็นสิ่งที่คุ้มค่าเพราะเด็กไทยไม่ค่อยกล้าพูดภาษาอังกฤษ แต่ไปอยู่อินเดียไม่พูดไม่ได้ ไม่ทันเขา เลยต้องพัฒนานิสัยตรงนี้ไปเอง
ร้านไทยเฮ้าส์
เรื่องอาหาร น้องทั้งสองพยายามที่จะทานอาหารอินเดียเหมือนกันแต่ก็เข้าใจดีว่าคนไทยชอบทานอาหารไทยมากกว่า จึงพาน้องๆ ไปทานที่ร้านอาหารไทยซึ่งเป็นร้านเดียวในปูเน่ที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ ชื่อร้าน Thai House เจ้าของชื่อคุณป๋วยทำกิจการนี้มาหลายปีแล้วเห็นว่ากิจการเจริญรุ่งเรืองจนต้องย้ายร้านมาหาทำเลที่ดีกว่าซึ่งก็มีลูกค้าแน่นทุกวัน คุณป๋วยเรียนจบจากปูเน่เช่นกันและก็ชอบใจสภาพความเป็นอยู่ของเมืองนี้ที่เป็นเมืองการศึกษา มีโอกาสทางธุรกิจอีกมากจึงปักหลักอยู่ที่นี่โดยมีความคิดที่จะขยายกิจการต่อไปอีกในอนาคต ร้านไทยเฮ้าส์เป็นร้านอาหารขนาดเล็กมีที่นั่งประมาณ 30 ที่นั่ง ตกแต่งเรียบง่ายและน่ารักดี อาหารอร่อยถูกปากทั้งคนอินเดียและคนไทย ก็นับเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจที่คนไทยสามารถไปมีกิจการในเมืองนี้ได้ซึ่งผมถือว่าเป็นจุดเริ่มที่ดี
ภายในร้านไทยเฮ้าส์
จากร้านอาหารผมได้ไปดูที่พักของน้องนักศึกษาซึ่งเป็นห้องในอะพาร์ตเม้นท์ดูเรียบร้อยและปลอดภัยดี ทำให้สบายใจว่าคนไทยที่มาเรียนที่เมืองนี้น่าจะไม่มีปัญหาความเป็นอยู่ใดๆ นอกจากเรื่องการเรียนที่ขึ้นอยู่กับตัวเอง
ศูนย์เรียนภาษา
ในช่วงบ่ายผมได้ไปเยี่ยมสถาบันสอนภาษาอังกฤษของ Symbiosis ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนที่มีชื่อเสียงของปูเน่และของอินเดีย มีนักเรียนไทยเรียนอยู่ทุกปีหลายสิบคน ผมได้รับการต้อนรับอย่างดีจากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ผอ.สถาบัน Mr. Shirish Sahasrabudha Mrs.Sanjivani S. Mujumdar Dr.Vidya Yeravdekar และโดยเฉพาะ Mrs.Aashima Agashe ซึ่งได้กรุณานำเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ของสถาบันอย่างละเอียด ทำให้ผมได้รับทราบและเห็นภาพการดำเนินงานของสถาบันแห่งนี้ค่อนข้างชัดเจน ผมได้พบกับเด็กไทยที่มาเรียนภาษา พบว่าทุกคนมีความสุขสบายและมีกำลังใจดี กระตือรือร้นที่จะเรียนหาความรู้ หลายคนคิดจะเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ปูเน่ต่อไป
เด็กไทยที่มาเรียนภาษาอังกฤษ สุขสบายกันดี
สรุปได้ว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพ เพราะมีระบบการบริหารจัดการที่ดี เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงดีในด้านวิชาการในหลายๆ ด้าน อาทิบริหารธุรกิจ และมีสถาบันสอนภาษาอังกฤษที่ดีมากแห่งหนึ่งสำหรับคนไทย เพื่อเตรียมตัวก่อนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในอินเดีย
คุณ Agashe ได้กรุณาพาผมไปชมพิพิธภัณฑ์ดร.เอ็มเบ็ดก้าด้วย เป็นสถานที่น่าสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองของอินเดียเพราะเป็นที่เก็บรักษาสิ่งของส่วนตัวของดร.เอ็มเบ็ดก้ารวมทั้งเอกสาร หนังสือเก่าที่มีคุณค่ามากมาย ผมทราบมาด้วยว่าปูเน่เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของกูรู Osho ด้วย ก็นับว่าทำให้เมืองปูเน่มีความน่าสนใจขึ้นอีกมาก
สรุปปู่เนเป็นเมืองที่เหมาะสมที่จะเป็นเมืองการศึกษา เมืองวัฒนธรรมและเมืองที่น่าอยู่ สำหรับคนไทยหากจะไปเรียนที่อินเดียและมีเวลา ก็น่าที่จะไปเริ่มเรียนภาษา เรียนรู้วิถีชีวิตแบบอินเดียที่ปูเน่ ซึ่งผู้คนเปิดรับคนต่างชาติมากกว่าเมืองอื่น....น่าสนใจนะครับ
ไปดูภาพประกอบทั้งหมดที่นี่ครับ http://www.polpage.com/pune_page001.htm
อ่านแล้วสนุก เหมือนได้ไปเที่ยวเองเลยครับพี่ท่าน ชอบๆ
คุณ suksom ครับ
ผมสนับสนุนให้คนไทยไปเรียนภาษาอังกฤษที่อินเดียครับ
โดยเฉพาะที่ปูเน่ เพราะจะได้ความรู้กลับมา มากกว่าที่คิด
ซึ่งมีค่าสำหรับอนาคตทั้งนั้น
ลืมบอกไปว่าไปปูเน่ครั้งนี้ รู้สึกว่าเมืองนี้จะคล้ายกับเมืองโคราชบ้านเราครับ
ขอบคุณที่แวะมาทักทายกัน
เจริญสุขครับ
สวัสดีค่ะพี่โยคี
เมื่อไหร่จะไปเยี่ยมกุสินาราล่ะคะ
จะได้กลับมาเชิยชวนหมอพยาบาลคนไทย
ไปเป็นอาสาสมัครช่วยงานคลินิกอีก
คิดว่าถ้าหลายภาคส่วนสนับสนุน
โครงการนี้คงดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน
และขอให้มีการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ระหว่างอินเดียกับไทยด้วย
ขอให้ทุกโครงการของพี่ จงสำเร็จเป็นอัศจรรย์ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
และให้การเดินทางได้รับความสะดวกปลอดภัยตลอดไปค่ะ
โยคีน้อย ตันติราพันธ์
กำลังดูเวลาว่าจะไปได้เมื่อไหร่
แล้วจะนำมาเล่าสู่กันฟังนะ
ได้รู้อะไรอีกเยอะเลยค่ะ ขอบพระคุณนะค๊ะ
หนูเหมียว นิติอร
ความรู้ต้องเอามาต่อยอด จะได้ความรู้ที่หลากหลายมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่อยากให้ได้จากอินเดียคือวิธีการคิด
ก็จะทำให้เข้าใจคนอินเดียในวิธีการดำรงชีวิต วิธีการปฏิบัติเรื่องต่างๆ
ภาษาเป็นเพียงสื่อไปยังขุมความรู้อื่นๆ อีกมากมาย
ดังนั้น อย่าปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่ได้เรียนรู้อะไร
เจริญสุขจ๊ะ
ได้อ่านเรื่องราวเกียวกับปูน่าที่ท่านเขียนแล้วครับ..คิดว่าต้องเป็นประโยชน์กับนักเรียนไทยรวมทั้งคนไทยอื่นๆที่กำลังจะมาที่เมืองนี่..ถ้ามีอะไรที่ทางผมจะได้รับใช้ท่านหรือคนไทยที่สนใจจะมาปูน่า (ทั้งมาเรียนและมาทำงาน).ขอให้แจ้งมาได้เลยครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับคุณป๋วย
เอ้า คุณป๋วยเปิดโอกาสแล้ว ใครสนใจติดต่อได้ที่
Thai House
The Authentic Thai Cuisine
Managed by Thai Kitchen Pvt.Lyd.
No. 1&2 Raviraj Heritage, Near Pune IT Park,
Bhau Patil Road,
Bopodi, Pune-20
Mob:982 2517975
Email: [email protected]
เป็นที่อยู่ที่ปรากฏในนามบัตรที่แจกที่ร้านครับ
ใครสนใจติดต่อได้ครับ
ส้มตำกับไก่ทอดที่ร้านอร่อยมาก
ลืมบอกไปว่าหลังจากไปทานอาหารที่ร้านคุณป๋วยที่ปูเน่แล้ว วันรุ่งขึ้นได้ไปทานอาหารที่ร้านอินเดียที่มีอาหารเอเชียขายรวมทั้งอาหารไทยด้วย สรุปว่าอาหารไทยถ้าไม่ใช่พ่อครัวไทยทำ ก็ไม่มีทางอร่อยได้เลย
โอกาสร้านอาหารไทยในเมืองปูเน่ยังมีอีกมากจริงๆ
ขอบคุณครับที่แวะมาทักทาย
ผมกำลังเขียนถึงร้านบางกอกนัมเบอร์วัน ลองติดต่อกันนะครับ เผื่อจะมีลู่ทางไปเปิดร้านไทยเฮ้าส์ที่เดลี
สวัสดีครับคุณพลเดช
ผมได้รับข้อมูลจากคุณแล้วครับขอบคุณมากครับ เกี่ยวกับการค้ากับอินเดียครับ
เรื่องถ่านอัดแท่ง น่ะครับ
ขอบคุณครับ
ยินดีครับ
การสร้างเครือข่ายสำคัญนะครับ
โดยเฉพาะอินเดีย นิยมเครือข่ายย่อยๆ เป็นครอบครัวและเป็นกลุ่ม
นักธุรกิจไทยเอง หากเกาะกันเป็นกลุ่ม ก้จะมีโอกาสสูงขึ้นครับ
โชคดีครับ
พี่ครับผมขอรบกวนหน่อยนะครับ
ตอนนี้มีพระไทยที่ผมรู้จักได้ไปเรียนที่ ปูเน่ ซึ่งตอนนี้พระอยากจะหาจ๊อบพิเศษทำผมขอรบกวนพี่ช่วยหางานให้พระได้หรือเปล่าครับ ผมไม่รู้จะไปผึ้งพี่คนอื่นที่ไหนแล้วครับ
เพราะตอนนี้ทางบ้านของพระขาดเงินที่จะส่งไป ให้พระที่อยู่เมือง ปูเน่ครับ แต่พระรูปนี้
เก่งทางด้านภาษาอังกฤษครับ
คุณปัญญาครับ
แนะนำให้ติดต่อสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบซึ่งดูแลเมืองปูเน่ครับ ลองคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องการศึกษา คงจะแนะนำได้
การเป็นพระและต้องเรียนหนังสือไปด้วย โดยเฉพาะยิ่งอยู่ในต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ลำบากครับ
แนะนำให้ติดต่อกลุ่มพระที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในอินเดียด้วยครับ เช่นที่เดลี http://www.thaitsg.net/index.php?option=com_frontpage&Itemid=1
ลองเข้าไปสนทนาในเว้บบอร์ดนะครับ
นอกจากนั้น ที่ปูเน่มีร้านอาหารไทยชื่อบางกอก คนไทยเป็นเจ้าของ ลองแนะนำให้พระท่านไปทำความรู้จักนะครับ