CSR หรือ Corporate Social Responsibility เป็นคำที่ได้ยินบ่อยมากขึ้นในปัจจุบันนี้ ในวงการมาตรฐานนานาชาติ อยู่ระหว่างการนำ ISO26000 มาประกาศใช้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นในปี 2553 นี้ ในประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรมนับว่าเป็นแนวหน้าเป็นผู้ที่นำร่างมาตรฐานดังกล่าว มาประยุกต์ใช้จัดทำมาตรฐาน CSR DIW หรือมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมฉบับกรมโรงงานฯ ซึ่งผลักดันให้มีการนำไปใช้อย่างสมัครใจของ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

 

อาจมองได้ว่าเป็นการใช้ กลยุทธ์ อย่างถูกที่ถูกเวลาในขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรม หลายประเภท ที่ได้รับการต่อต้านจากชุมชน มลพิษต่าง ๆ หรือผลกระทบด้านอื่นที่ไม่ได้รับการดูแลแก้ไข การนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนมาจับมือร่วมกันเพื่อช่วยแก้ไขปัญหา จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตามกรอบกลไกการดำเนินงานยังคงเป็นการกำหนดผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กำหนดประเด็น และบริหารความสมดุลให้เกิดขึ้นในระหว่างผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งเป็นคำถามต่อมาถึงคำว่า อย่างไรเป็น CSR แท้ อย่างไรเป็น CSR เทียมขึ้นอีก

 

ในอดีต เราไม่เคยคิดถึงสิ่งแวดล้อม เพราะเราไม่คิดว่าสิ่งแวดล้อมจะส่งผลกระทบต่อเรา

ในอดีต เราไม่เคยคิดว่าสิ่งที่เราทำจะส่งผลเปลี่ยนแปลงทำให้โลกร้อนได้ แต่วันนี้เรารู้แล้ว

 

แล้วในอนาคต ยังมีอีกหรือไม่ที่เรายังลืมไม่ได้คำนึงถึง...ว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรา

 

ทำอย่างไร ให้เรารู้ ความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ บริโภคอย่างพอเพียง... การศึกษาอาจเป็นทางออกพื้นฐานของการอยู่ร่วมในสังคมอย่างเป็นสุข การศึกษาเพื่อสังคม..ที่ไม่ใช่การศึกษาเพื่อหวังเอาความรู้ไปใช้เบียดเบียนผู้อื่น

CSR ในวันข้างหน้านอกจากจากกรอบกลไก ประเด็นต่างๆ ตามมาตรฐานที่ครอบไว้...ที่เปรียบเสมือน ศีล คงต้องพัฒนาให้เป็นะดับปัญญาของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละคนให้ได้ จึงจะเกิดความยั่งยืนที่แท้จริง