เมื่อเราได้ตระถึงประโยชน์อันมหาศาลจากทุก ๆ ย่างก้าวในชีวิตที่อุดมไปด้วยความรู้อันมีคุณค่า มีพลัง และอุดมไปด้วยประโยชน์อย่างมหาศาลแล้ว ถ้าหากเราคิดจะเริ่มต้นขุด เริ่มสกัด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนักจัดการความรู้นั้น ก็ขอให้เริ่มต้นด้วยความ “เสียสละ”
ถ้าหากเราคิด เราพบ เราทำสิ่งใด ๆ ที่ดี ที่มีประโยชน์ และคิดว่าสิ่งนั้นจะมีประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย ท่านก็โปรด “เสียสละ” ขุด เขียน ถ่ายทอด จัดการความรู้ที่ดี ๆ เหล่านั้นออกมาเถิด
ถ้าหากเราคิด เราพบ เราทำสิ่งใด ๆ ที่แย่ ๆ ที่ไม่ดี และคิดว่าสิ่งนั้นจะมีประโยชน์ มีคติ เป็นกรณีศึกษาต่อผู้อื่น ท่านก็โปรด “เสียสละ” ขุด เขียน เล่า ถ่ายทอด จัดการความรู้เรื่องที่แย่ ๆ เรื่องที่ผิดพลาด (Sample Bias) เหล่านั้นออกมาเถิด
สิ่งที่ท่านผ่านมาด้วยชีวิต ทั้งดี และไม่ดี มีประโยชน์ทุกเมื่อหากท่าน “เสียสละ” เล่าให้ผู้อื่นได้ฟัง บอกให้ผู้ฟังได้ทราบ
สิ่งดี ๆ นั้นเมื่อผู้อื่นได้ทราบเขาจักได้ทำตาม และสิ่งที่ไม่ดีที่เราเคยผิดพลาดนั้นหากใคร ๆ ได้ทราบ เขาก็จะไม่ได้หลงทางดั่งเช่นเรา
การเริ่มต้นด้วยความเสียสละนี้ สามารถเริ่มต้นได้ทันที ณ ปัจจุบัน ไม่ต้องรอเรียนรู้ ทฤษฎี หลักวิชาการ หรือแนวทางใด ๆ ขอเพียงแค่ใจเรามี “ความเสียสละ”
เสียสละเวลา เสียสละประสบการณ์ เสียสละความรู้ นำความเสียสละเหล่านั้นมาจัดการและสื่อสารให้มวลชนได้รับรู้และเข้าใจ
ทุก ๆ ครั้ง เมื่อเราเริ่มต้นจากความเสียสละ สิ่งที่เราทำนั้นจะอยู่เหนือจาก “ความดี และความไม่ดี”
ในทุก ๆ ครั้งที่จะเล่า จะเขียน จะ "จัดการความรู้" หากเราเริ่มต้นด้วยความคิดที่ "เสียสละ" แล้วนั้น เราย่อมไม่ห่วงและเป็นกังวลว่า สิ่งที่เราเขียนจะดีไหม สิ่งที่เราทำจะถูกใจใคร จะเป็นไปตามทฤษฎีหรือเปล่า เพราะการเสียสละนั้น เราทำโดยไม่ต้องการอะไร เราทำเพื่อให้ และให้จาก “ใจจริง” การให้จากใจจริงย่อมเป็นสิ่งที่ "ถูกต้อง..."
นักจัดการความรู้ หากเรียนรู้โดยเริ่มต้นจากความเสียสละ จักมีย่างก้าวที่ “สบาย”
ไม่ต้องคอยห่วง กังวล เรื่อง ชื่อ เสียง เกียรติ ลาภ ยศ คำสรรเสริญ หรือแม้กระทั่งการนินทา
การทำงานด้วยความเสียสละนั้น มิต้องรอคำชมหรือรางวัลใด ๆ ที่หวังว่าจะนำมาปลอมประโลมใจให้คลายเหนื่อย
เมื่อได้เสียสละ เมื่อนั้นเราจะไม่เหนื่อย “ไม่เหนื่อยเพราะความคาดหวัง”
เมื่อไม่หวังเราก็ไม่เสียอะไร ไม่มีได้ ไม่มีเสีย
เรามีหน้าที่จัดการความรู้ของเรา เราก็ทำไป
เราก็ทำไป เสียสละไปอย่างนี้แหละ
ว่างก็ทำ ไม่ว่างก็ทำ “ทำด้วยความเสียสละ”
ทุกรอยเท้าที่ย่างก้าวด้วยความเสียสละนี้ย่อมเต็มอิ่มด้วยความสุข อันเป็น “สุขจากการให้”
การให้ที่ทรงคุณค่า คือ การให้ด้วยชีวิต ให้ได้ความรู้แห่งชีวิต
การมีชีวิตเป็นนักจัดการความรู้นั้นย่อมเป็นชีวิตที่ประเสริฐ เพราะเป็นผู้ให้ และให้ด้วยความ “เสียสละ...”

พบสัจธรรมจริงๆ
มีเกิดย่อมมีดับ
เมื่อมีการให้
การเป็นผู้ขอจะลดลง
งั้นเห็นว่าท่านก็เป็นผู้ให้ด้วย ให้ความรู้แห่งชีวิตกับเพื่อนๆในกระดานนี้
งั้นเราจะ เป็นผู้ขอเช่นกัน "ขอ"ขอบพระคุณท่านที่ได้สละเวลาเขียนสิ่งดีดีให้ได้เตือนใจ
และเราว่า
นอกจากนั้น
-การให้ ที่ยิ่งใหญ่ คือ การให้อภัย ปลดปล่อยตัวเองด้วยการให้อภัย
-การขอก็ไม่เลวนัก คือ ขออภัย ให้หมั่นขออภัยในใจ ในทุกๆสิ่ง ต่อตนเอง และคนอื่น
สาธุ
การต่อยอดของท่านในครั้งนี้ประเสริฐแท้
การให้อภัยเป็นยอดยิ่งแห่งทาน เพราะ "อภัยทาน" เป็นสิ่งที่ประเสริฐแท้
ครั้นเมื่อใครมาว่าเรา ข่มเหงเรา รังแกเรา นั่นคือโอกาสอันใหญ่หลวงที่เราจะสร้าง "ทานบารมี" คือ ทานอันมหาศาลว่าด้วย "อภัยทาน" นั่นเอง
ประเสริฐแท้ ...แต่การอภัย ก็ยากแท้ ด้วย
เพราะหากกิเลส แห่งความโกรธ ความชัง รังเกียจ เกิดแก่ใจ จนเป็นอุปาทาน แล้ว
การให้อภัยด้วยความรู้สึกจากน้ำใสในจริง ต้องทำด้วยใจตัวเอง
มิสามารถให้ใครมา บอกให้ทำได้เลย
แต่หากทำได้แล้ว คงจะเป็นการปลดปล่อย ตัวเองครั้งใหญ่ จริงๆ
หนึ่ง ยิ้ม
สอง ยิ้ม
สาม ยิ้ม
ถ้ายิ้มได้ ก็ให้อภัยได้
การเดินก็ต้องฝึก ต้องหัด
การยิ้มก็ยังต้องฝึก ต้องหัด
การให้อภัยก็ยิ่งต้องฝึก ต้องหัด
ฝึกด้วยความเมตตา หัดด้วยความเมตตา
ความเมตตานั้นก็คือการให้อภัย...