บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
รายงานผลการประเมิน
โครงการส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพทางวิชาการสำหรับ
เด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติของโรงเรียนภัทรญาณวิทยา
*** โดย นายองอาจ ตรีชั้น
@@@@@@@@@@@@@@@@@
จากการที่โรงเรียนภัทรญาณวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 3 ถึงช่วงชั้นที่ 4 (ม.1 ถึง ม.6) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 ได้ดำเนินโครงการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความต้องการพิเศษกับเด็กปกติ เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทบกพร่องทางการได้ยิน บกพร่องทางการมองเห็น บกพร่องทางสติปัญญา ออทิสติก และบกพร่องทางการเรียนรู้ จำนวนหนึ่ง ได้สามารถพัฒนาตนเองตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพร่วมกับเด็กปกติทั่วไปในชั้นเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2546 เป็นต้นมานั้น การดำเนินงานโครงการที่ผ่านมา พบว่า ผลการพัฒนาคุณภาพทางวิชาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษยังได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องมาจาก ครูผู้สอนยังไม่สามารถเขียนแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) และนำไปใช้จริงได้ ขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โรงเรียนจึงเห็นความสำคัญที่จะต้องเร่งพัฒนาครูผู้สอนและบุคลากรในโรงเรียน รวมถึงพัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลเป็นรูปธรรมที่ส่งผลให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษสามารถพัฒนาตนเองเต็มตามศักยภาพ เป็นบุคคลมีคุณภาพ ไม่เป็นภาระแก่ครอบครัวและสังคมประเทศชาติต่อไป จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพทางวิชาการสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติขึ้นในปีการศึกษา 2549 โดยกำหนดเป็นกิจกรรมที่จะดำเนินการรองรับโครงการจำนวน 5 กิจกรรม คือ กิจกรรมอบรมครูผู้สอนเขียนแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IEP) กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน กิจกรรมชุมนุมสร้างสรรค์ชีวิต กิจกรรมทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ กิจกรรมส่งเสริมความสามารถทางวิชาการ โครงการนี้ใช้ระยะเวลา 3 ปีการศึกษา เพื่อตรวจสอบผลการดำเนินการสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภทที่เข้าเรียนกับเด็กปกติตั้งแต่ชั้น ม.1 หรือ ม.4 จนจบการศึกษาในแต่ละช่วงชั้น โดยโครงการจะสิ้นสุดตามแผนที่กำหนด เมื่อสิ้นปีการศึกษา 2551
การประเมินผลโครงการในครั้งนี้ จึงเป็นการประเมินผลสำเร็จของโครงการในปีการศึกษา 2551 ผลที่ได้จากการประเมินครั้งนี้จะทำให้ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผลของการดำเนินงานโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการใช้พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความพิการทุกประเภทที่เรียนร่วมกับเด็กปกติในโรงเรียนปกติที่เปิดการเรียนการสอนเต็มเวลา ใช้หลักสูตรการเรียนของเด็กปกติ ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้นต่อไป
วัตถุประสงค์
การประเมินโครงการฯในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินด้านบริบท (Context) ด้านปัจจัย (Input) ด้านกระบวนการปฏิบัติงาน (Process) ด้านผลผลิต (Product) และศึกษาผลกระทบ(Impact) ของโครงการส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพทางวิชาการสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติของโรงเรียนภัทรญาณวิทยา
ขอบเขต รูปแบบ และประชากรที่ใช้
เป็นการประเมินโดยใช้แบบสอบถามตามรูปแบบจำลองซิปป์ และแบบรายงานศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการดำเนินโครงการ จำนวนรวมทั้งสิ้น 170 คน ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ตามลักษณะประชากรที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโครงการส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพทางวิชาการสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติของโรงเรียนภัทรญาณวิทยา ในปีการศึกษา 2551 ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
เครื่องมือที่ใช้
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินผลโครงการ ซึ่งมีลักษณะเป็นข้อคำถามประเมินความคิดเห็น เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ แบบสำรวจรายการเพื่อประเมินผลผลิตของโครงการ แบบประเมินการจัดกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยแบบประเมินปัจจัยหรือทรัพยากรในการดำเนินการ แบบประเมินกระบวนการปฏิบัติงาน และแบบประเมินความพึงพอใจในการดำเนินการ แบบรายงานโครงการ / กิจกรรม ผู้ประเมินได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือตามขั้นตอนต่าง ๆ ด้วยตนเอง นำแบบสอบถามที่สร้างเสร็จแล้วให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่านตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องภายใน (IOC) นำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข แล้วนำไปทดลองใช้กับโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนในลักษณะเดียวกัน ประเภทของประชากรกลุ่มทดลองเหมือนกันจำนวนใกล้เคียงกัน หาคุณภาพของเครื่องมือด้านความเที่ยง (Reliability) โดยวิธีวัดความสอดคล้องภายใน ใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach alpha coefficient)นำแบบประเมินที่ได้ทุกแบบไปใช้กับกลุ่มประชากรตัวอย่าง
การวิเคราะห์ข้อมูล
ข้อมูลที่เป็นแบบสำรวจรายการ (Check list) วิเคราะห์ด้วยการหาค่าความถี่ และค่าร้อยละแล้วนำเสนอในรูปของตารางประกอบคำบรรยาย ข้อมูลที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ด้วยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วนำเสนอในรูปของตารางและคำบรรยาย แปลความหมายค่าเฉลี่ยตามเกณฑ์การแปลค่าของบุญชม ศรีสะอาด (2535 : 102)
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ผลการประเมินด้านบริบทของโครงการ พบว่า โครงการฯมีความสอดคล้องกับกฎหมาย นโยบายที่เกี่ยวข้อง และความคาดหวังของผู้ปกครอง / สังคม โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.04, S.D. = 0.91) ผลการประเมินด้านปัจจัย หรือทรัพยากร (Input) ของโครงการฯ พบว่า ความพร้อมด้านปัจจัยในการจัดกิจกรรม 5 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมอบรมครูผู้สอนเขียนแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน กิจกรรมชุมนุมสร้างสรรค์ชีวิต กิจกรรมทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ และกิจกรรมส่งเสริมความสามารถทางวิชาการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.00, S.D. = 0.84) ผลการประเมินด้านกระบวนการปฏิบัติงาน (Process) ของโครงการฯ พบว่า มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.23 , S.D. = 0.74) ผลการประเมินด้านผลผลิต (Product) ของโครงการฯ พบว่า ผู้เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาให้กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติของโรงเรียนภัทรญาณวิทยาทุกฝ่าย มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการฯโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.05 , S.D. = 0.36) หลังจากดำเนินการตามโครงการฯแล้ว เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้รับการยกย่อง ชมเชย และได้รับเกียรติบัตร รางวัล เพิ่มมากขึ้น โรงเรียนได้รับการยอมรับจากชุมชนและสังคม โดยเข้ามาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก สื่อสารมวลชนให้ความสนใจจัดพิมพ์เผยแพร่ผลงานโครงการฯลงในหนังสือพิมพ์ วารสาร และถ่ายทอดทางโทรทัศน์รายการต่าง ๆ จากการดำเนินงานโครงการฯ ทำให้โรงเรียนได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์การศึกษาเรียนร่วม ประจำเขตอำเภอนครชัยศรี เป็นโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมดีเด่นระดับภูมิภาค ของ กระทรวงศึกษาธิการ และเด็กที่มีความต้องการพิเศษของโรงเรียนได้รับการส่งเสริมจนเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ใช้ความสามารถและศักยภาพทางวิชาการเป็นฐานในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาต่อไป
อภิปรายผล
วัตถุประสงค์ของโครงการส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพทางวิชาการสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติของโรงเรียนภัทรญาณวิทยา มีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมปัจจุบันของโรงเรียน กฎหมาย นโยบายที่เกี่ยวข้อง และความคาดหวังของผู้ปกครองและชุมชน เนื่องจาก ก่อนดำเนินการ ผู้ประเมินได้ศึกษาสภาพปัญหา นโยบายรัฐ ความต้องการจำเป็น และมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี ปัจจัย หรือทรัพยากรในการดำเนินโครงการ มีความพร้อมในระดับมาก เป็นเพราะ โรงเรียนเป็นโรงเรียนต้นแบบในฝัน บริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน บุคลากรและชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ จึงมีส่วนสำคัญในการเสริมบทบาทการดำเนินงานในทุกด้าน กระบวนการปฏิบัติงานมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก เป็นเพราะผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครูมีเจตคติที่ดีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ผู้ปกครองให้ความร่วมมือเอาใจใส่ ให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษ โรงเรียนจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่อง ใช้การวัดและประเมินผลตามสภาพจริงด้วยวิธีการที่หลากหลาย โรงเรียนมีความพร้อมเรื่องสื่อ อุปกรณ์และแหล่งเรียนรู้ เนื่องจากต้องดำเนินการในการรักษาสภาพการเป็นโรงเรียนต้นแบบในฝันอย่างต่อเนื่อง ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐและการบริจาคสมทบอย่างเพียงพอ โรงเรียนเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ ผลผลิตเป็นที่พึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในระดับมาก เป็นเพราะเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง มีความรู้ความสามารถในการเข้าร่วมกิจกรรม กล้าแสดงออก ได้รับรางวัลและการยกย่องชมเชยมากขึ้น สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และส่วนหนึ่งออกประกอบอาชีพได้ อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม
ข้อเสนอแนะ
1. โรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนร่วม ควรนำโครงการดังกล่าวนี้ไปใช้เป็นแนวทางเพื่อส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษตามบริบทของแต่ละโรงเรียน
2. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรนำผลการประเมินโครงการดังกล่าวนี้ ไปศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้การสนับสนุนด้านงบประมาณสำหรับโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนร่วมทั่วประเทศ ใช้พัฒนาการจัดการเรียนการสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกับเด็กปกติ มีความก้าวหน้า อยู่ร่วมในสังคมคนปกติได้อย่างมีความสุขต่อไป
3. ผู้ปกครองเด็กปกติ ผู้ปกครองและชุมชน ควรมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพทางวิชาการสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษมีช่องทางการพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ
4. ครูผู้สอนทุกคนควรพัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับโครงการส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพทางวิชาการสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติ เพื่อเป็นแบบอย่างในการส่งเสริมการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วมต่อไป