กับดักทางความคิด / หลุมพรางของความฉลาด ผมได้กล่าวถึงและอ้างอิงแนวคิดของนักคิดหลาย ๆ ท่านมาแล้ว 2  ครั้ง ขอต่ออีกครั้งในบันทึกฉบับนี้ครับ

วันนี้ได้หยิบยกหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่ชื่อว่า "อกุศลมูล ๓"    เพื่ออธิบายเชื่อมโยงกับคำ "กับดักทางความคิด"  ไม่รู้ไปด้วยกันได้เปล่า...เชิญผู้อ่านร่วมวิพากษ์วิจารณ์ครับ...

อกุศลมูล ๓ (อกุศล=ความไม่ฉลาด, มูล=รากเหง้า)แปลตามตัวอักษรว่า รากเหง้าของความไม่ฉลาด หมายถึง ต้นตอของความชั่วทั้งปวง เมื่อเกิดขึ้นจะแสดงออกมาเป็นความทุจริตทางกาย วาจา ใจ รวมเป็นเหตุให้เกิดกิเลส มี ๓ ประการ คือ

๑. ราคะ/โลภะ/ตัณหา  สองคำนี้ให้แทนกันได้เพราะต่างมีความหมายว่า ความกำหนัดยินดี ความติดข้อง ความพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส บุคคลใดที่หลงเข้าไปในโลกแห่งราคะนี้ จะปิดหูปิดตา ทำนองว่าความรักทำให้คนตาบอด  เลือกมองโลกเพียงบ้างด้าน  เลือกปฏิบัติเพียงบางเรื่องบางคน  ปิดความคิดและความเชื่ออื่นที่แตกต่าง... กลายเป็นกรงขังทางปัญญาในที่สุด

๒. โทสะ คือ ความโกรธ  ความเกลียด ไม่พอใจ  ไม่ชอบใจ  อยากทำร้าย-ทำลาย  ส่งผลให้ผู้ที่มีอารมณ์เช่นนี้ขาดความเมตตา  ความกรุณา  หรือการชื่นชมยินดี 

      ผู้ที่ไม่สามารถระงับโทสะได้ จะกลายเป็นคนทุจริตทั้งทางกาย  วาจา  และใจ  ไม่อาจยอมรับความคิดความเห็นที่แตกต่างได้  มองเห็นความผิดพลาดของคนอื่นมากกว่าที่แสวงหาความดีงาม...วนเวียนอยู่ในกับดักที่บีบคั้นตนเอง  ยิ่งดิ้นยิ่งรัด...

๓.โมหะ  คือ ความหลง  ความมัวเมา ไม่รู้จริง  เข้าใจผิด ยึดมั่นถือมั่น อาจหลงในรูป  รส  กลิ่น  เสียง  สัมผัส.. บุคคลเมื่อลุ่มหลงในเรื่องใด คนใด  หรือสิ่งใด  ย่อมมีการปฏิบัติโน้มเอียงไปในทิศทางนั้น ปฏิเสธเรื่องราว  คน หรือสรรพสิ่งที่ตรงข้าม และเมื่อปลอยความหลงให้ดิ่งลึกก็จะกลายเป็นผู้หมกมุ่นในที่สุด 

หลักสามประการนี้จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน  เพราะเมื่อบุคคลมีราคะในเรื่องใด  โมหะก็จะตามมา เมื่อมีสิ่งใดมากระทบกับโมหะนั้น  ก็จะบันดาลโทสะในที่สุด  บุคคลใดเปิดโอกาสให้อกุศลมูลนี้พอกพูนอยู่ในใจ ก็จะกลายเป็นบุคคลที่วนเวียนอยู่กับการคิดผิด  ทำผิด มองอะไรผิด ๆ ไม่อาจหลุดพ้นไปสู่อิสระภาพทางความคิดและปัญญาได้

แม๋!!!  พูดมายืดยาวเหมือนตนเองหลุดพ้นซะอย่างงั้น.. เอาเป็นว่ามนุษย์เดินดินทั้งหลายล้วนมีอกุศลเหล่านี้อยู่ในตัวตนทั้งนั้นแหละ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการขัดเกลา  บทบาท และสถานะทางสังคม  กล่าวคือ ผู้น้อยแม้มีมากก็อาจถูกให้อภัย  ผู้ใหญ่แม้มีน้อยก็อาจถูกประณาม  ผู้ไม่รู้แม้มีมากก็อาจถูกมองข้าม  แต่ผู้รู้ที่เปรื่องปราชญ์แม้มีน้อยก็อาจได้รับผลที่รุนแรง

สุดท้ายขอยืม คำพูดของหลวงพี่ชัยวุฒิ (BM.chaiwut)  มาปิดประเด็นครับ...

ความโลภ โลภะ หรือ ราคะ จัดเป็น ไฟเย็น มีโทษน้อย แต่ดับได้ยาก

ความโกรธ หรือ โทสะ จัดเป็น ไฟร้อน มีโทษมาก แต่ดับได้ง่าย

ความหลง หรือ โมหะ จัดเป็น ไฟมืด มีโทษมาก แต่เห็นได้ยาก 

บันทึกที่เกี่ยวข้อง  :  กับดักทางความคิด

                           หลุมพรางของความฉลาด