การนิเทศ..ที่ได้ใจเพื่อนร่วมวิชาชีพ คือ การไม่นิเทศ(โดยตรง) โดยการทำให้ดูเป็นตัวอย่างและเห็นคุณค่าความสามารถของเพื่อนร่วมงาน ยกย่องให้เกียรติให้เขาเป็นตัวแบบเรื่องนั้นๆ นั่นแหละได้ใจเหลือหลาย

คำว่า"นิเทศ" มีผู้คนจำนวนไม่น้อยยังสับสนความหมายและการนำไปใช้

เพราะมีคำว่า"เทศน์" เป็นคำพ้องเสียง คนจึงเหมาเป็นคำเดียวกัน และนำไปใช้ผิดๆถูกๆ

ก็น่าปวดหัวอยู่หรอก ถ้าเป็นชาวต่างชาติมาเรียนภาษาไทย ยิ่งปวดเศียรเวียนเกล้า

เพราะ มีทั้ง "นิเทศ"  " เทศน์" " ศึกษานิเทศก์" " ผู้นิเทศ " แถมด้วย"อาจารย์นิเทศก์" อีกคำ

ดังนั้น   จึงต้องใช้ทั้งหลักการเขียนและหลักจำให้แม่น จะได้ใช้ถูกต้อง ผู้เขียนใช้หลักจำง่ายๆ

คือ นิเทศ เป็นคำกริยา  ถ้าเป็นคำนามใช้คำว่าเทศก์ และถ้ามีคำว่าผู้อยู่แล้วไม่ต้องใส่  ก์(ก

การันต์)  ส่วนคำว่า เทศน์  ใช้ในความหมายว่า เทศนา  เช่น  พระเทศน์  เป็นต้น

มีคำกล่าวว่า" ที่ใดมีการเรียนการสอน..ที่นั่นมีการนิเทศ"

และ"นิเทศ..เพื่อการไม่นิเทศ"

หมายถึงอย่างไร    และนิเทศอย่างไร...จึงจะได้ใจเพื่อนร่วมวิชาชีพ

ก่อนอื่นขอแลกเปลี่ยนปรัชญา หรือคำขวัญของการนิเทศดังกล่าวข้างต้น

ที่กล่าวว่า  ที่ใดมีการเรียนการสอนที่นั่นมีการนิเทศ"

ตอบง่ายๆ เข้าใจกันง่าย ๆ  ไม่มีใครเก่งไปทุกเรื่อง  ภาษิตทางถิ่นเหนือกล่าวว่า

"ปี้ฮู้สอง  น้องฮู้หนึ่ง"(พี่รู้สอง น้องรู้หนึ่ง) ความหมายคือ 

พี่ผู้ผ่านโลก ผ่านชีวิต ผ่านการงาน ปัญหาอุปสรรค

มามาก ย่อมมีความรู้หรือประสบการณ์มากกว่าน้อง

ดังนั้น  ครูแต่ละท่านเรายอมรับว่าท่านเก่ง แต่เชื่อว่าคงไม่เก่งไปทุกเรื่อง

การนิเทศจะช่วยแนะนำ ช่วยเหลือ  แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ ประสบการณ์

จะช่วยให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง

การนิเทศจึงต้องคู่กับการเรียนการสอนและ การเรียนรู้เสมอ

อีกประการหนึ่งที่กล่าวว่า "นิเทศ  เพื่อการไม่นิเทศ"  ความหมายคือ...

ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ จนเกิดความรู้ ประสบการณ์ ทักษะ เจตคติ

เกิดกระบวนการได้เองแล้ว...ก็ไม่ต้องนิเทศอีกต่อไป  นั่นเอง

แต่..การนิเทศมิใช่จะประสบความสำเร็จได้ง่าย ๆ

เพราะ..การทำงานร่วมกันกับผู้มีความรู้และประสบการณ์มากๆ

มักจะเกิดความเชื่อมั่น มั่นใจในสิ่งที่ตนรู้ ในสิ่งที่ตนเชื่อจนยากที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ

บางที่มีคนบ่นว่า    คนเก่งทางวิชาการไม่ค่อยน่ารัก เพราะไม่ค่อยยอมใคร ไม่ค่อยเชื่ออะไร

ง่ายๆ  ดังนั้น  ค่อนข้างยากหากจะนิเทศคนระดับเดียวกัน ให้เขายอมรับและนำไปสู่ปฏิบัติ

การนิเทศ..ที่ได้ใจเพื่อนร่วมวิชาชีพที่ใช้ได้ผล.. คือการไม่นิเทศ(โดยตรง)

ให้นึกถึงวาทะเด็ดของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลที่กล่าวว่า

"ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเรียนรู้  แต่..ยังไม่พร้อมที่จะให้ใครสอน"

การเรียนรู้ที่เกิดขึ้น เพราะใจเขาอยากเรียน  ย่อมมีความหมายกว่า การสอน

การทำให้ดู  เป็นการนิเทศที่ดี ประการหนึ่ง  เพราะตัวอย่างย่อมดีกว่าคำอธิบาย

ถ้าผู้เขียนอยากสอนศิษย์  ให้เป็นคนตรงต่อเวลา

ผู้เขียนไม่ตำหนิ ติเตียนที่ศิษย์มาสาย  แต่  จะมาตรงเวลาให้เห็น  และจะทำสม่ำเสมอ

ไม่น่าเชื่อว่า  ศิษย์ที่มาเรียนด้วย...เขาได้เปลี่ยนเป็นคนตรงเวลา เป็นส่วนใหญ่(น่าปลื้มใจ)

และถ้าเขามาสาย  เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่ามาสาย  เป็นต้น

การนิเทศโดยเห็นคุณค่า  เห็นความสามารถของเพื่อนร่วมงาน  ยอมรับในความเก่งที่เขาถนัด

ยกย่องให้เกียรติ  และให้เขาเป็นตัวแบบในเรื่องนั้น ๆ  นั่นแหละได้ใจเหลือหลาย

ประการสำคัญ...การนิเทศที่ดี  ผู้นิเทศไม่ควรยึดตัวเองเป็นสำคัญ

การปฏิรูปการเรียนรู้  เน้นผู้เรียนมีความสำคัญกว่าผู้สอน

การนิเทศ  ก็ต้องเน้นผู้รับการนิเทศมีความสำคัญ เช่นกัน

คงหมดยุคแล้วกระมัง  ที่นิเทศด้วยการจับผิด  ด้วยการทดสอบความรู้ ด้วยการใช้อำนาจเหนือ

กว่าด้วยคำพูดเสียดสี   ด้วยมีข้อมูลอะไรๆที่ค่อนข้างลบอยู่ในกำมือ

และด้วยการขจัดไปให้ไกลๆ  เยี่ยงคนนอกสายตา 

เพราะนอกจาก  ผู้นิเทศจะไม่ได้ใจผู้รับนิเทศแล้ว

อนุสาวรีย์แห่งความเกลียดชัง  ก็ถูกสร้างทั่วไป  ใช่ไหมคะคุณครู !!!!!