เนื่องจากวันที่มีการเสวนา ได้รับมอบหมายให้เป็นคนบันทึการประชุมโดยละเอียด จึงไม่ค่อยมีโอกาสได้อ่านเอกสาร หรือจดสิ่งที่ตนเองคิดได้มาก ต่อไปนี้คือข้อห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายการคืนชาติ

 

เรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ดูเหมือนประชาชนยังไม่ค่อยเชื่อมั่นกับการรวมกลุ่มของตนเอง โดยเฉพะาพี่เลี้ยง ซึ่งมันจะฝากความหวังไว้กับภาควิชาการ ภาคการเมืองหรือภาคราชการ ที่ต่างก็"สัญญา" ว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้ ศักยภาพขององค์กรพัฒนาเอกชน ร่วมกับภาคเอกชนในการร่างกฎหมาย ทำฐานข้อมูลทั้งในกลุ่มตนเองเเละขยายการสำรวจไปยังกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจากวงจรเดิมของตน เเละยกร่างกฎหมายโดยประชาชน (โดยการให้คำปรึกษาของภาควิชาการ ไม่ใช่ให้ภาควิชาการยกร่างให้)

 

ภาคประชาชนคงต้องให้สัญญากับภาคอื่นๆ ด้วยว่าตนเองจะทำอะไรเพื่อการได้รับสัญชาติไทยบ้าง

 

ชนชั้นระหว่าง(สัญ)ชาติ ประเด็นการตีความชุดสิทธิระหว่างผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด เเละหลังการเกิด โดยหลักสืบสายโลหิต ทำให้เรารู้สึกว่าการเป็นคนไทยโดยการเกิด โดยหลักสายโลหิต เป็นประเด็นสำคัญกว่าการเรียกร้องให้คนไทยที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีสัญชาติไทยหลักสายโลหิตหลังการเกิดได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนที่ได้สัญชาติไทยตั้งเเต่เกิด 

 

การเรียกร้องสิทธิ ซึ่งจะครอบคลุมประชากรจำนวนมากที่มีสัญชาติไทยโดยหลักสายโลหิต ที่ได้รับการยืนยันสัญชาติไทยหลังการเกิด จะสามารถผลักดันให้ประชากรเหล่านี้ใช้สิทธิของผู้ทรงสิทธิ "ที่มีสัญชาติไทย" ได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะถูกตีความว่าประชากรกลุ่มนี้ต้องใช้ชุดสิทธิเดียวกับผู้ทรงสิทธิที่ "ได้สัญชาติไทย" โดยการเเปลงสัญชาติ ซึ่งจะไม่ได้รับสิทธิทางการเมืองบางประการ

 

หากการมีสัญชาติไทยหลังการเกิด ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับการมีสัญชาติไทยตั้งเเต่เกิด บางคนที่สามารถใช้มาตรา 23 เพื่อขอลงรายการสัญชาติไทย คงไม่รู้สึกว่าถ้าเลือกมาตรา 23 แล้วจะได้สิทธิลดลง ในกรณีบุคคลที่จำเป็นต้องใช้สิทธิเเละการคุ้มครองสำหรับบุคคลชาติไทย เช่นการรักษาพยาบาล การเดินทาง อย่างเร่งด่วน การขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 23 ร่วมกับการผลักดันการตีความชุดสิทธิสำหรับบุคคลมาตรา 23 ให้เท่าเทียมกับคนสัญชาติไทยตามปกติ น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่ง

 

การเลือกระหว่างการ "แปลง" หรือ "มี" สัญชาติไทยของคนไทยพลัดถิ่น หรือคนเชื้อสายไทย ก็จะเป็นเรื่องของความรู้สึก (ซึ่งสำคัญ) สำหรับเเต่ละบุคคล  แต่ไม่ว่าจะ "แปลง" หรือ "มี" คนเชื้อสายไทยก็ควรจะได้รับสิทธิเช่นเดียวกับคนสัญชาติไทย เพราะเขาก็มีเลือดไทยเหมือนกัน

 

Internal Ultranationalism เเละ เกณฑ์การคัดกรองคนพลัดถิ่น การรอกกฎหมายคงจะต้องครอบคุลมคนเชื้อชาติไทยที่อพยพกลับเข้ามาหลายที่ ทั้งชายแดนกัมพูชา ชายแดนพม่า การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการระบุว่าใครเป็น "ผู้อพยพ... สัญชาติไทย" เป็นสิง่ที่ดี เเต่จะต้องมีการทบทวนจากนักกฎหมาย นักมานุษยวิทยา นักสังคมศาสตร์เเละนักรัฐศาสตร์ ว่าการกำหนด "เกณฑ์"  ได้ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความเข้มข้นของชาติพันธุ์ จนอาจเบียดขับผู้อื่นที่ีคุณสมบัติไม่เท่ากับกลุ่มของตน หรือกลุ่มที่สามารถแสดงอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้น้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ที่อพยพเข้ามาใหม่ อาจจะพูดภาษาไทยได้ไม่ชัดเท่ากับกลุ่มที่อพยพเข้ามานานเเล้ว ถ้าใช้การพูดภาษาไทยเป็นตัววัด ก็จะทำให้กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบในการได้รับสิทธิในสัญชาติไทยหรือไม่ อีกประการหนึ่ง ความรู้ประวัติศาสตร์ในชุมชนของคนเเต่ละรุ่นก็เเตกต่างกันไป ทั้งบางครอบครัว หรือบางชุมชน ที่คนเชื่อชาติไทยไม่ได้อยู่เป็นกลุ่มก้อน เเต่กระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ อาจไม่สามารถสืบสาวเพื่อนบ้าน คนรู้จัก บิดา มารดา หรือผู้ทำคลอดได้ ผู้อพยพบางกลุ่มอาจนับถือศาสนาต่างกันจากกลุ่มใหญ่ อาจไม่ทราบประวัติของพระ หรือวัด ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเฉพาะกลุ่ม "ไทยพุทธ" 

 

การกำหนดเกณฑ์จึงต้องเกิดจากการหารือกับผู้อพยพเชื้อสายไทยทุกกลุ่ม ไม่ควรยึดถือหลักเกณฑ์ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกำหนด เเต่ควรให้ทุกกลุ่มได้มีส่วนกำหนดว่า การนิยาม "เชื้อชาติไทย" โดยรวม เป็นอย่างไร โดยการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้อพยพเชื้อชาติไทยทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ เพื่อสร้างเกณฑ์กลางที่ไม่เบียดขับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกไป การมีส่วนร่วมนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเข้มเเข็งของภาคประชาชนด้วย  แต่เข้มเเข็งจนไปชี้นำ หรือเบียดขับ หรือเสียงดังกว่าคนอื่นจนกลายเป็น การนำประเด็นของตนเองเป็นตัวตั้ง โดยไม่รับฟังเสียงที่เบากว่าก็อาจเป็นปัญหาในการร่วมกันกำหนดเกณฑ์ 

 

เข้าใจว่าทุกคนกลัวว่าจะเกิดการสวมตัว เเละทำให้ปลาเน่าตัวเดียวทำให้คนอื่นเสียสิทธิในการได้สัญชาติไทย แต่ในทางกลับกันการตั้งเกณฑ์ที่มีความเป็นชาตินิยมเข้มข้น ก็อาจทำให้คนเชื้อสายไทยบางกลุ่มตกเกณฑ์ กลายเป็นปัญหาเรื้อรังต่อไป

 

 

 

แว๊ก แม่แก้วเรียกเเล้วค่ะ 

เอาไว้อัพต่อตอนกลับมาละกัน   วันนี้ไม่เอาคอมไปด้วย อยากฮิปกลับมาใช้สมุด (ความจริงคือขี้เกียจแบก)