นวัตกรรม

ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับนวัตกรรม

 

1.      ปัจจัยเกี่ยวกับลักษณะของนวัตกรรม

เนื่องจากนวัตกรรมเป็นสิ่งใหม่ที่กำเนิดมาจากงานวิจัย   (Research)          และการพัฒนา(Development) รวมทั้งมาจากประสบการณ์ของผู้ใช้นวัตกรรมนั่นเอง ดังนั้นนวัตกรรมแต่ละอย่างจึงมีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งสามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหา  หรือเพิ่มแระสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้ตามสถานการณ์และความต้องการของผู้ใช้นวัตกรรมนั้น ๆ  ซึ่งไม่จำเป็นที่นวัตกรรมซึ่งใช้ได้ผลดีในที่แห่งหนึ่ง จะได้ผลดีในที่อื่น ๆ  ด้วย     ขึ้นอยู่กับว่านวัตกรรมนั้น ๆ  มีความเหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ  หรือไม่ ดังนั้นลักษณะของนวัตกรรมนั้นเองจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการโน้มน้าวใจ (persuasion)  ให้เกิดการยอมรับ โดยนำไปใช้เป็นข้อมูลในการประเมินนวัตกรรมของผู้รับสาร และตัดสินใจได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ลักษณะของนวัตกรรม  5  ประการซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับ  ได้แก่

                  1. ผลประโยชน์ที่ได้รับจากนวัตกรรม (Relation  advantage)  คือ ระดับของการรับรู้หรือความเชื่อว่านวัตการมนั้นมีคุณสมบัติที่ดีกว่าความคิด หรือสิ่งที่มีอยู่เดิม  ซึ่งถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ ถ้าหากนวัตกรรมนั่นมีข้อดีและให้ประโยชน์ต่อผู้ใช้นวัตกรรมนั้นมากเท่าใด ก็มีโอกาสที่จะมีผลที่ยอมรับมากขึ้น

                  2. การเข้ากันได้ดีกับสิ่งที่มีอยู่เดิม (Compatibility)  การเข้ากันได้ คือ ระดับของนวัตกรรมซึ่งมีความสอดคล้องกับคุณค่า ประสบการณ์และความต้องการที่มีอยู่แล้งในตัวผู้รับนวัตกรรมนั้น ๆ  ถ้าหากนวัตกรรมนั้นสามารถเข้ากันได้ดีกับสิ่งต่าง ๆ  ที่กล่าวมาก็มีโอกาสได้รับการยอมรับได้ง่ายขึ้น

                  3. ความซับซ้อน (Complexity) ความซับซ้อนคือระดับของความเชื่อว่านวัตกรรมนั้นมีความยากต่อการเข้าใจและการนำไปใช้ นวัตกรรมบางอย่างสามารถทำความเข้าใจและนำมาใช้ได้ง่าย ในขณะที่บางอย่างมีความซับซ้อนและเข้าใจยากกว่า นวัตกรรมที่มีความซับซ้อนน้อยกวามีโอกาสที่จะได้รับการยอมรับมากกว่า

                  4. การทดลองได้ (Trialability) การทดลองได้ คือระดับของนวัตกรรมที่สามารถมองเห็นผลจากการทดลองปฏิบัติเพื่อให้เห็นผลได้จริง อย่างน้อยภายใต้สภาพที่จำกัด ความคิดเหล่านี้สามารถทดสอบหรือทดลองได้อย่างเป็นขั้นตอน หรือเป็นช่วง    ไป  ก็จะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว นวัตกรรมไม่สามารถทดลองได้ก่อนมีโอกาสที่จะได้รับการยอมรับน้อยกว่า

                  5.  การสังเกตได้  (Observability) การสังเกตได้ คือ  ระดับของนวัตกรรมที่สามารถมองเห็นกระบวนการในการปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถสัมผัสและแตะต้องได้จริง    การเสนอขายสินค้าที่เป็นแบบขายตรง  ที่ได้รับผลสำเร็จสูงถึงแม้ว่าราคาจะค่อนข้างแพงก็เนื่องมาจากของนวัตกรรมในข้อนี้ คือ สามารถนำมาให้ลูกค้าชมและสาธิตให้ดูว่าสินค้าชิ้นนี้มีข้อดีอย่าง ไร  เป็นขั้น ๆ เมื่อดูแล้วลูกค้ามีความเห็นว่าดีจริงซื้อสินค้านั้น

                                                 

 

2.      ปัจจัยเกี่ยวกับผู้รับนวัตกรรม

การที่บุคคลจะยอมรับนวัตกรรมหรือไม่ ปัจจัยหนึ่งก็คือตัวชองผู้รับนวัตกรรมนั่นเอง เพราะถึงแม้ว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีจะมีลักษณะที่ดีและเหมาะสมเพียงใด  แต่ผู้รับนวัตกรรมนั้นไม่มีความพร้อมที่จะยอมรับและปฏิบัติ นวัตกรรมนั้นก็ไร้ความหมาย

ปัจจัยเกี่ยวกับผู้รับนวัตกรรม  ได้แก่

1. สถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมของบุคคล  (socioeconomic  status)   เช่น  ระดับการศึกษา รายได้  ฐานะทางเศรษฐกิจ อาชีพ   ตลอดจนการมีตำแหน่งเป็นผู้นำในสังคมล้วนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อการยอมรับ

2. คุณลักษณะของบุคลิกภาพ (personality)  เป็นลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลที่ได้รับการสั่งสมมาตั้งแต่เล็กจนโต  จากการหล่อหลอมของครอบครัว ขนบธรรมเนียมประเพณี  จนกระทั่งถึงสถาบันการศึกษา เป็นส่วนที่ทำให้เกิดบุคลิกภาพ  เช่น  อาจจะเป็นคนที่อ่อนโยน  แข็งกระด้าง   การยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น  การต่อต้านสังคม  เป็นต้น  ลักษณะทางบุคลิกภาพย่อมเป็นส่วนที่เกื้อหนุนหรือต่อต้านการยอมรับนวัตกรรมก็เป็นได้

 

 

            Rogers  (1983  : 248-250)   ได้จำแนกลักษณะของบุคคลที่มีต่อการยอมรับนวัตกรรมออกเป็น   5  ประเภท  คือ

1.      กลุ่มนวัตกร  หรือ  ผู้นำทางนวัตกรรม  หรือ ผู้ริเริ่ม  (Innovator)   ได้แก่  ผู้ที่ยอมรับนวัตกรรมก่อนคนอื่น มักเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดี  การศึกษาสูง  มีความกล้าที่จะเสี่ยงทดลอง  ชอบลองของแปลกใหม่   ซึ่งมีปริมาณน้อยประมาณร้อยละ   3  ของผู้รับสารทั้งหมด

2.      กลุ่มผู้ที่ยอมรับนวัตกรรมได้ง่าย   (Early   Adopters)  ได้แก่  ผู้นำความคิดเห็นในท้องถิ่น  ส่วนใหญ่เป็นผู้ทีทัศนคติที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลง  มีเหตุผล  มักเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่อง  และนับถือจากผู้คนในสังคม  ซึ่งมีปริมาณค่อนข้างน้อย  คือ ประมาณร้อยละ   13  ชองผู้รับสาร

3.      กลุ่มส่วนใหญ่  (Majority)   คือ ผู้ที่ยอมรับนวัตกรรมหลังจากที่พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว  ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ซึ่งตัดสินใจยอมรับสิ่งใหม่ก่อนสมาชิกโดยเฉลี่ยในสังคมมีความสัมพันธ์โดยสม่ำเสมอกับกลุ่มเพื่อน แต่จะไม่ค่อยได้เป็นผู้นำ  และจะอยู่ส่วนกลางที่เป็นตัวเชื่อมกลุ่มที่ยอมรับง่าย (Early   Adopter)  และกลุ่มที่ยอมรับ  (Late  Majority)  กลุ่มนี้จะใช้เวลาในการไตร่ตรอง  ศึกษาและเรียนรู้นวัตกรรมเป็นเวลานาน  และมีลักษณะยอมรับแบบค่อยเป็นค่อยไป  โดยคอยดูผลการใช้จากกลุ่มแรก ๆ  ก่อน  เมื่อแน่ใจว่าใช้ได้ผลแล้วจึงจะยอมรับมาปฏิบัติ  ดังนั้นการเสนอนวัตกรรมในกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องใช้แรงกระตุ้นจึงจะตัดสินใจคล้อยตามได้ง่าย  มีประมาณร้อยละ  48  ของผู้รับสาร

4.      กลุ่มยอมรับช้า   (Late  Majority)   คือ  ผู้ที่ยอมรับนวัตกรรม เพราะความจำเป็นทางเศรษฐกิจหรือแรงกดดันทางสังคม   คนกลุ่มนี้มักเป็นผู้ที่มีความระแวง  ช่างสงสัย  ลังเลใจ  จะยอมรับความคิดใหม่    หลังจากคนส่วนใหญ่ยอมรับไปแล้วในระบบสังคม   จะมีความหวั่นวิตกต่อการที่จะต้องสูญเสียผลประโยชน์  หรือมองไม่เป็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงวิทยาการใหม่      และอาจมีความรู้สึกในเชิงต่อต้านด้วย  ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ต้องใช้ความพยายามและเวลาในการโน้มน้าวใจให้เห็นอย่างชัดแจ้งถึงคุณประโยชน์  และผลที่จะได้รับจากการยอมรับนวัตกรรมอย่างมาก

ซึ่งมีประมาณร้อยละ  20  ของผู้รับสาร

5.      กลุ่มล้าหลัง  (Laggards)   คือ  พวกที่ยอมรับรับนวัตกรรมช้าที่สุดในสังคม  มักจะเป็นผู้ที่มีความยึดมั่นอยู่กับประเพณีอย่างเหนียวแน่น  ไม่สนใจโลกภายนอก   ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอะไรง่าย ๆ  ประมาณร้อยละ  16  ของผู้รับสาร