วันนี้ผมได่อ่านบทความหนึ่ง ซึ่งอยากมาให้เราได้อ่านกัน
ผู้อ่านท่านถามมาว่า นอกจากประเทศไทยแล้ว มีนักการเมืองประเทศชาติบ้านเมืองไหนอีกบ้างไหม ที่โกงกันสะบั้นหั่นแหลก หรือเลวละทิ้งหน้าที่อย่างไม่น่าให้อภัย นิติภูมิตอบว่ามีหลายคนครับ เมื่อตอบว่ามีก็ต้องยกตัวอย่าง มาเรียนรู้เรื่องประเทศแย่ผ่านประวัติผู้นำของชาตินั้นๆกันดีกว่า เพื่อว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงของพวกเราชาวไทยไชโย เราจะได้ไม่เลือกผู้นำที่จะทำให้พวกเราชีชํ้าภายหลัง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวญี่ปุ่นครอบครัวหนึ่งอพยพไปอยู่สาธารณรัฐเปรู วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2481 ครอบครัวนี้ก็ให้กำเนิดบุตรชายที่มีชื่อว่า ด.ช.อัลเบอร์โต ฟูจิโมริ เมื่อจบการศึกษาขั้นปริญญาตรีที่เปรูแล้ว ฟูจิโมริก็ไปเรียนต่อขั้นปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินสหรัฐอเมริกา กลับมาจากเมืองนอก มหาบัณฑิตเชื้อสายญี่ปุ่นคนนี้ก็เอาดีในทางการเป็นครูบาอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย
พ.ศ.2533 อาจารย์ฟูจิโมริมีอายุครบ 52 ปี แกก็มีความคิดอยากเป็นประธานาธิบดีของประเทศ ลงสมัครครั้งแรกได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น แกจึงได้เป็นประธานาธิบดีสมความประสงค์ ผู้อ่านท่านคงเคยได้ยินนะครับว่า เศรษฐกิจของเปรูผีเข้าผีออก เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดี ตอนที่ฟูจิโมริเป็นผู้นำสมัยแรก เศรษฐกิจของเปรูแย่มาก แถมยังมีพวกโจรไชน์นิง พาธ ก่อกวนผู้คนประชาชนและรัฐบาลอยู่ตลอด
คนเปรูโดยทั่วไปมีวัฒนธรรมอ่อน แต่เปรูฟูจิโมริมีเชื้อญี่ปุ่น ซึ่งมาจากครอบครัวและเผ่าพันธุ์ที่มีวัฒนธรรมแข็ง คนเปรูชอบแกตรงนี้
ตอนนั้น เปรูก็เหมือนไทยตอนนี้ คือไม่ค่อยมีสตางค์ เมืองไทยในตอนนี้ ครู 3 แสนคนอดเงินวิทยฐานะ เพราะกระทรวงศึกษาธิการไทยเงินหมด ถ้าเป็นเปรูในสมัยที่มีฟูจิโมริเป็นผู้นำ แกจะแก้ปัญหาอย่างนี้ด้วยการตัดเงินวิทยฐานะ เงินช่วยเหลืออะไรที่เคยมีแกตัดหมด จากนั้นก็ขึ้นราคาสินค้า เพื่อจะเก็บภาษีได้มากๆ
แกมีสติปัญญาบริหารชาติบ้านเมืองได้แค่นี้จริงๆ
ฟูจิโมริโชคไม่ดีที่มีภรรยาที่มีวัฒนธรรมแข็งเหมือนกัน ภรรยาของแกคือนางซูซานา ฮิกูชิ เป็นคนหัวแข็งและคิดต่อต้านสามีที่เป็นประธานาธิบดีอยู่ตลอดเวลา ฟูจิโมริโชคร้ายที่ต้องต่อสู้กับศัตรูทางการเมืองแล้วยังต้องมาต่อส ู้กับศัตรูที่นอนบนเตียงเดียวกันอีก นางซูซานาแย่ขนาดไหน ผู้อ่านท่านพิจารณาเอาเองเถิด เธอท้องแล้วก็ยอมปล่อยให้แท้งเพื่อต่อต้านสามี สุดท้าย ไม่พอใจการเป็นสตรีหมายเลข 1 ของประเทศ เธอก็ถึงขนาดประกาศต่อสาธารณะว่า จะสมัครประธานาธิบดีแข่งกับสามี
ลากไส้สามีให้ศัตรูเห็นบ่อยๆ บั้นปลายท้ายที่สุดก็ทนกันไม่ไหว ต้องหย่ากันไปใน พ.ศ.2538
พ.ศ.2538 ฟูจิโมริชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัยด้วยคะแนนท่วมท้น การเลือกตั้งครั้งที่สองที่ฟูจิโมริชนะนี่ แกเอาเงินของรัฐไปฟาดหัวเจ้าของสถานีโทรทัศน์ 4 ช่อง เป็นจำนวนเงินมากกว่า 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินไทยก็ประมาณ 650 ล้านบาท พวกโทรทัศน์จึงชอบแกน่าดู แพร่ภาพเพื่อเชียร์แกตลอด
นักการเมืองในหลายประเทศคุมสื่อด้วยการให้บริษัทในเครือ ไปลงโฆษณากับหนังสือพิมพ์ หากเมื่อใดมีคอลัมนิสต์หรือผู้สื่อข่าวเขียนแตะนักการเมืองปุ๊บ หนังสือพิมพ์ก็จะโดนถอดโฆษณาปั๊บ สื่อพวกนี้จึงต้องเชียร์นักการเมืองมีสตางค์ตลอด
แต่วิธีการของประธานาธิบดีฟูจิโมริไม่ใช่ยังงั้น แกใช้วิธีซื้อครับ เอาเงินของรัฐนี่แหละ 2.5 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 62.5 ล้านบาท ไปจ่ายให้หนังสือพิมพ์ พวกหนังสือพิมพ์ก็จึงแกล้งแสดงว่า อ้า พวกข้าตาบอด มองไม่เห็นการทุจริตคอรัปชันของรัฐบาลนายฟูจิโมริ เขียนเชียร์จนคะแนนในการเลือกตั้งครั้งที่สองของแกพุ่งปรู๊ดปร๊าด
พ.ศ.2543 ฟูจิโมริก็สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ได้รับคะแนนท่วมท้นมโหฬารอีก ที่ได้คะแนนมากอย่างนี้ เพราะแกซื้อทุกอย่างไว้หมดแล้วนี่ครับ ตั้งแต่ศาล สื่อโทรทัศน์ สื่อหนังสือพิมพ์ คณะกรรมการเลือกตั้ง คนยากคนจน ฯลฯ
เป็นประธานาธิบดีเปรูสมัยที่ 3 ได้ไม่นาน ฟูจิโมริก็ไปเยือนประเทศญี่ปุ่น ขณะอยู่ที่ญี่ปุ่น แกเอากระดาษมาเขียนใบลาออกจากตำแหน่ง ยัดกระดาษใบลาออกใส่เครื่องแฟกซ์ เขียนง่ายๆก็คือ แกลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีอันทรงเกียรติด้วยการส่งแฟกซ์จากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มาที่เปรู
ความโกลาหลอลหม่านก็เกิดที่เปรูนะซีครับ สภาปกครองฟ้องร้องกล่าวโทษว่าฟูจิโมริละทิ้งหน้าที่ แม้ฟูจิโมริจะไปทำระยำตำบอนในเปรู แต่คนญี่ปุ่นก็ต้อนรับแกอย่างวีรบุรุษ รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็จดทะเบียนให้แกกลับมาถือสัญชาติญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดาย
คนช้ำคือ ชาวเปรู.
นิติภูมิ นวรัตน์
ขอบคุณหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 28 มิถุนายน 2550