อยากจัดงานวันเด็กไร้สัญชาติเป็นครั้งสุดท้าย ครั้งหน้าจะเป็นวันเด็กเฉยๆ เพราะขจัดปัญหาการไร้สัญชาติหมดแล้ว แต่เมื่อเห็นในวันนี้ ก็รู้ว่าความคิดดังกล่าวยังคงเป็นเพียงความฝัน

บันทึกจากสบเมย (จบ)

วันที่ 8  มกราคม  2552

 

          วันที่ 8  มกราคม  2552 เสียงเพลงตามสายเป็นตัวปลุกพวกเราเช่นเคย แต่เช้านี้ ป้าต๊อกสามารถหลับต่อได้อีก สงสัยเพลียจากขึ้นเรือเมื่อวาน ขณะที่เช้าวันแรก ได้ยินเสียงเพลงปุ๊บก็หลับต่อไม่ได้ แม้จะนอนฟังพ่อหลวงแจ้งข่าวกับลูกบ้านจนจบก็ตาม

                องค์กร หน่วยงานต่างๆ ที่จัดซุ้ม แจกของเด็กๆ เริ่มทยอยกันมา แล้วพวกเราก็ถูกไล่ที่โดยทหารพราน เพราะเต๊นท์ที่พวกเรากางนั้น ทางพี่ๆ ทหารพรานจะทำเป็นฐานสะพานเชือกให้เด็กๆ เล่น เราเลยต้องรีบเก็บข้าวของ ส่วนเต๊นท์ชื้นน้ำค้างมาก ต้องกางไว้อย่างนั้นก่อน แต่ย้ายที่ไม่ให้เกะกะพี่ทหารพราน

                เริ่มเปิดงานประมาณ 9 โมงกว่าๆ โดยพี่หลวงเป็นผู้กล่าวรายงานความเป็นมา จากนั้นนายอำเภอสบเมยเป็นผู้กล่าวเปิดงาน และขอตัวกลับไปอำเภอเพื่อรอรับบางส่วนจากพวกเราที่จะไปดูงานที่อำเภอ ในวันนี้ มีเด็กๆ ที่ได้รับบัตรประจำตัวที่ขึ้นด้วยหมายเลขศูนย์เป็นของขวัญวันเด็กจำนวน 8 คน เป็นเด็กชาย 5 คน และเด็กหญิง 3 คน มีเด็กๆ จากหมู่บ้านและอำเภอต่างๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนมาร่วมงานนับพันคน ต่างล้วนเป็นคนหัวอกเดียวกัน คือ ยังไร้สัญชาติ บางคนมีเอกสารที่รับรองว่ามีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย แต่บางคนก็ไม่มีเอกสารใดๆ เลย พี่หลวงกล่าวว่า อยากจะจัดงานวันเด็กไร้สัญชาติเป็นครั้งสุดท้าย ครั้งหน้าจะเป็นวันเด็กเฉยๆ เพราะขจัดปัญหาการไร้สัญชาติหมดแล้ว แต่เมื่อเห็นในวันนี้ ก็รู้ว่าความคิดดังกล่าวยังคงเป็นเพียงความฝัน เพราะยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ยังเป็นคนไร้สัญชาติอยู่

                เมื่องานภาคทางการบนเวทีจบแล้ว เราก็แบ่งคนเป็นสองกลุ่มเหมือนเดิม โดยกลุ่มหนึ่งรอรับเด็กๆ ให้ความสนุกสนานกับเด็กๆ ที่ศูนย์ฯ อีกกลุ่มหนึ่งเดินทางไปดูงานที่ที่ว่าการอำเภอสบเมย ซึ่ง ณ ที่นั้น ได้แบ่งออกเป็นอีก 2 กลุ่ม กลุ่มชาวบ้านที่กำลังดำเนินขั้นตอนการขอสัญชาติ จะรับฟังการบรรยายขั้นตอนต่างๆ ในการยื่นขอ ซึ่งบรรยากาศน่าจะคล้ายกับที่อำเภอแม่สะเรียง (อันนี้เดาเอา เพราะป้าต๊อกไม่ได้อยู่ทั้งสองที่) ส่วนอีกกลุ่มจะขึ้นไปสนทนาประสากันเองกับเจ้าหน้าที่อำเภอที่ดำเนินการ ซึ่งมีทั้งนายอำเภอ ปลัดอาวุโส และหัวหน้านายทะเบียนให้เกียรติมาร่วมพูดคุย ป้าต๊อกมาร่วมในกลุ่มนี้ ซึ่งท่านก็บอกเล่าให้พวกเราฟังถึงนโยบายการทำงาน การดำเนินงานที่ทำไปแล้ว โดยเฉพาะกรณีของมึดา ที่นับเป็นกรณีศึกษากรณีแรกของอำเภอสบเมยที่ร้องขอสัญชาติไทยตามมาตรา 23 สิ่งใดก็ตามที่เป็นเรื่องใหม่ มักจะมีปัญหาความไม่เข้าใจเสมอ ซึ่งก็ไม่เว้นแม้แต่กรณีของมึดา อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็ผ่านมาได้ โดยส่วนตัวของป้าต๊อกคิดว่า ถ้าผู้บริหารของอำเภอไม่มีใจที่จะช่วยหรือจะทำ กรณีของมึดาก็อาจจะยังค้างคาอยู่ก็เป็นได้ นับเป็นโชคดีของมึดาที่ผู้ใหญ่พร้อมจะช่วย

                ในกลุ่มนี้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกหลากหลาย โดยเฉพาะความต้องการที่อยากให้ขยายองค์ความรู้ไปยังอำเภออื่นๆ ที่มีปัญหาการไร้สัญชาติของคนในชุมชนเหมือนกัน และนอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ทางฝ่ายปกครอง ยังมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงด้วย ไม่ว่าตำรวจหรือทหารที่ต้องมีความเข้าใจในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในกลุ่มที่สนทนามีทหารพรานเข้ามาร่วมด้วย เราก็อุ่นใจกันนิดนึงว่ามีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

                ส่วนนางเอกของงาน คือ มึดา ขอใช้โอกาสนี้ในการขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือไม่ว่าด้านใดก็ตาม และให้คำมั่นสัญญาว่า จะเป็นหนึ่งแรงที่คอยช่วยเหลืองานทางด้านนี้

                นอกเหนือจากเด็กๆ ที่ได้บัตรประจำตัวที่ขึ้นด้วยหมายเลขศูนย์แล้ว วันนี้ยังมีชาวบ้านอีก 2 คนที่ได้รับสัญชาติตามมาตรา 23 เป็นของขวัญวันเด็กด้วย

                พวกเรากลับมาถึงศูนย์ตอนใกล้เที่ยง นักศึกษาที่อยู่ที่ซุ้มเอาผลงานวาดรูปของเด็กๆ ที่มาซุ้มนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพให้ดู หลายคนฝีมือใช้ได้เลยทีเดียว (แม้ป้าต๊อกจะดูไม่ค่อยเป็นก็เถอะ) หลายๆ ซุ้มทยอยเก็บ แล้วเราก็เห็นขยะเกลื่อนสนาม นักศึกษาก็หัวไวใช้ได้ ประกาศบอกเด็กๆ ว่าให้เอาขยะมาแลกขนม เชื่อไหมว่าไม่ถึงสิบนาที ขยะหายเรียบ!! เยี่ยมจริงๆ

                งานเลี้ยงมีวันเลิกราฉันใด การเข้าร่วมงานวันเด็กไร้สัญชาติครั้งนี้ก็ต้องมีวันสิ้นสุดฉันนั้น เราออกจากศูนย์ฯ ที่สบเมยประมาณบ่ายสองโมง แวะที่อำเภอแม่สะเรียงแป๊บนึง และตีรถออกจากอำเภอแม่สะเรียงประมาณบ่ายสามโมงถึงมหาวิทยาลัยพายัพตอนทุ่มกว่าๆ แม้การเดินทางจะจบลง แต่ป้าต๊อกก็ใจร้ายพอที่จะสั่งงานเด็กๆ ว่าให้ส่งสรุปบันทึกการเดินทางครั้งนี้ด้วย และจะนัดสรุปด้วยวาจาอีกครั้งหนึ่ง อย่าลืมนะจ๊ะ...