พอดีมีหลายท่านถามหาว่าปีใหม่ผมไปไหนมา หายหัวไปเลย ก็เลยบอกเขาไปว่าไปฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ของท่านอาจารย์โกเอ็งก้า แล้วก็จะมีคำถามต่ออีกว่าแล้วเป็นไงบ้าง ผมก็เลยบอกเขาว่าเอาอย่างนี้ เดี๋ยวเขียนมาเล่าสู่กันอ่านเลยละกัน
ไปเมื่อวันที่ 24 ธันวา 51 จนถึง 4 มกรา 52 เป็นคอร์ส 10 วัน สำหรับผู้เริ่มต้น ซึ่งถ้ารวมวันไปและกลับด้วยก็จะเป็น 12 วัน รุ่นนี้มีผู้หญิงประมาณ 75 คน ผู้ชายประมาณ 25 คน แถมมีคนดังเข้าร่วมในรุ่นนี้ คือ คุณแหม่ม สุริวิภา
การมาครั้งนี้ได้มีโอกาสเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีจากการฟังธรรมบรรยาย วันละประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ และภาคปฏิบัติจากการนั่งวิปัสสนากรรมฐานอย่างเดียว วันละไม่น้อยกว่า 10 ชั่วโมง
ตามโปรแกรมนี้ จะมีกฎที่สำคัญ คือ ต้องรักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัด กฎความเงียบที่ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องไม่พูดกับใครเลย ยกเว้นกับอาจารย์ผู้สอน และธรรมบริกรเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์มือถือ เครื่องมือสื่อสารใดๆทั้งสิ้น จนกว่าจะถึง 10 โมงเช้าของวันสุดท้าย
แต่ประเด็นสำคัญที่ขอเล่าเป็นประสบการณ์จากการไปปฏิบัติในครั้งนี้ ก็คือ
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกจริงๆที่ผมได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง วันหนึ่งต้องนั่งสมาธิไม่น้อยกว่า 10 ชั่วโมง การปฏิบัติจะเริ่มตั้งแต่ (1) ตีสี่ครึ่งถึงหกโมงครึ่ง (2) แปดโมงถึงสิบเอ็ดโมง (3) บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น และ (4) หกโมงเย็นถึงสามทุ่ม โดยเป็นการนั่งหลับตาปฏิบัติ ปฏิบัติ และปฏิบัติแต่เพียงอย่างเดียว
และเป็นการต่อยอดความเข้าใจในหลายๆเรื่องที่ยังไม่เข้าใจในการปฏิบัติอย่างจริงจังว่าเป็นยังไง ให้สามารถปฏิบัติต่อจนถึงจุดหมายปลายทาง
ตลอด 10 วัน จะมีเสียง อ.โกเอ็งก้า ซึ่งพูดเป็นภาษาอังกฤษ และตามด้วยเสียงภาษาไทยโดยเป็นการแปลจากอาจารย์คนไทยตามหลังทุกครั้ง ผมขอแบ่งการปฏิบัติออกเป็นช่วงๆ ดังนี้ (ผมแบ่งของผมเองนะ)
วันที่ 1-3 เป็นการนั่งโดยฝึกอาณาปณสติ
วันที่ 4-6 เป็นการนั่งพิจารณาเวทนาเป็นจุดๆ ตามร่างกาย
วันที่ 7-10 เป็นการนั่งพิจารณาเวทนาตามร่างกายในลักษณะ Scan ร่างกายตั้งแต่ศรีษะถึงนิ้วเท้า และนิ้วเท้าถึงศรีษะสลับกันไปมาไปเรื่อยๆ
ช่วง 1-3 วันแรก จะเป็นการฝึกปฏิบัติดูลมหายใจเท่านั้น โดย อ.โกเอ็งก้า สอนว่า การดูลมหายใจ ดูสัมผัสของลมหายใจที่ผ่านผนังภายในช่องจมูกว่าลมออกรูซ้ายหรือรูขวา หรือทั้งสองรูพร้อมกัน ลมสัมผัสกับริมฝีปากบนใต้จมูก โดยให้เรารู้สึกถึงสัมผัสของลมหายใจที่ผ่านบริเวณส่วนนั้นเท่านั้น
ขณะดูลมหายใจ ต้องไม่ท่องคำพูดคำบ่น หรือนึกถึงภาพใดๆก็ตาม เพราะนั้นไม่ใช่ความจริง ลมหายใจเป็น “ความจริง” ตามธรรมชาติในปัจจุบันนั้น การท่องคำพูด แม้จะทำให้จิตสงบจดจ่อ แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราว ต่อมาจะพบว่าบางทีเราก็จะท่องบ่นคำพูดนั้นๆ โดยที่ลมหายใจก็ไม่ได้เป็นไปตามที่พูดเลย การนึกถึงภาพก็เป็นการจินตนาการและทำให้จิตจดจ่อกับภาพที่เราจินตนาการ ซึ่งเป็นสิ่งสมมติ ไม่ใช่ความจริง
และโดยธรรมชาติที่เราต้องทำความเข้าใจ ก็คือ จิตของเรามันจะไม่อยู่กับที่ มันจะวิ่งไปในอดีต วิ่งไปในอนาคต วิ่งไปอยู่กับสิ่งปรุงแต่งต่างๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่เราจะต้องฝึกปฏิบัติให้จิตอยู่กับปัจจุบัน ให้จิตอยู่กับความจริง (ซึ่งก็คือลมหายใจ) ความคิดที่ไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ได้อยู่กับความจริง มันจะส่งผลให้เราพอใจ หรือไม่พอใจ ชอบหรือไม่ชอบกับความคิดเหล่านั้น ซึ่งหากยังคิดไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นการเพิ่มกิเลสให้กับจิตต่อไป
สำหรับวันแรก ปัญหาหลักในการนั่งสมาธิของผมก็คือ ความคิด เพียงหลับตาความคิดต่างๆก็ผุดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนเลย นึกถึงเรื่องหนึ่งพอกลับมาดูลมหายใจไม่ถึง 2 วินาที ก็มีเรื่องใหม่ให้นึกให้คิด แค่เพียงนาทีเดียวก็โดนความคิดยิงกระจายนับจำนวนไม่ถูกเลยทีเดียว
จนมาถึงวันที่สาม หลังจากการนั่งติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง มากว่า 25 ชั่วโมง ความคิดก็ค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ จนประมาณวันที่สาม สถิติที่จำได้ว่าดีที่สุด คือ ในหนึ่งชั่วโมง มีการคิดเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากลมหายใจทั้งหมด 4 เรื่อง ซึ่งค่อยเป็นการพัฒนาหน่อยแตกต่างจากวันแรกจริงๆ
ในการนั่งช่วงวันที่ 1-3 ก็มีอีกปัญหาหนึ่งที่เจออยู่ตลอดเวลาของการนั่งปฏิบัติ ก็คือ การปวดเมื่อย ซึ่งใน 3 วันแรกนี้ ผมเองก็เปลี่ยนท่านั่งไปเรื่อยๆ ช่วงแรกๆ ก็สัก 5-10 นาทีจะเปลี่ยนท่าหนึ่ง แต่พอประมาณวันที่สาม ก็เริ่มเปลี่ยนประมาณ 2-3 ท่า ต่อหนึ่งชั่วโมง ซึ่งก็มีการพัฒนาขึ้นเช่นเดียวกัน แต่กับบางท่านที่นั่งสมาธิเป็นประจำคงจะนั่งนึงกันได้อยู่แล้ว
ในการสังเกตลมหายใจบางท่านอาจจะพบว่าลมหายใจที่เข้าจะมีความเย็นกว่าลมหายใจที่ออกจากร่างกาย ซึ่งก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการสังเกตความรู้สึกจากลมหายใจที่เกิดขึ้น
ช่วงวันที่ 4-6 ซึ่งเป็นช่วงที่สอง การปฏิบัติจะเริ่มมาเน้นการพิจารณาเวทนาเป็นจุดๆตามร่างกาย การฝึกปฏิบัติ 3 วันแรกที่ผ่านมา ซึ่งเราพิจารณาบริเวณจมูกนั้น ทำให้เราสังเกต และรับความรู้สึกสัมผัสบริเวณดังกล่าว จนเมื่อเข้าช่วงที่สอง การนั่งพิจารณาความรู้สึกก็คือ ให้เราได้รับรู้สังเกตกับบริเวณที่เจ็บ ปวด เมื่อย ตึง เนื้อเต้น คัน สบาย เย็น เฉยๆ ฯลฯ โดยมีหลักว่าเมื่อรู้สึกอะไรก็ตาม จะต้องไม่ไปยินดียินร้าย ไม่รู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ โดยต้องวางอุเบกขากับความรู้สึกเหล่านั้น ซึ่งเมื่อเราสังเกต ดูมันไปเรื่อยๆอย่างอุเบกขา เราจะพบกับ “ความจริง” ว่าทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ดับ ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง เพราะเมื่อเราดูไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าในที่บริเวณเดิม ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บางทีที่เคยสบายก็มาปวด บางที่ที่ปวดก็หายมาสบายก็มี
เพราะฉะนั้นการนั่งแล้วเปลี่ยนท่านั่งเพื่อต้องการลดการปวดเมื่อยเท่ากับเป็นการยอม หรือตามใจกิเลส เมื่อกิเลสแพลงฤทธิ์ออกมาว่าปวด แล้วเรายอมจิตมันก็จะจำว่าเธอยอม สู้ไม่ไหว มันก็จะมาเล่นงานเราไปเรื่อยๆ แต่หากเราฝืนมันจนจิตมันเปลี่ยนนิสัยได้ เราก็จะเอาชนะกิเลสได้ แต่แน่นอนกิเลสที่เราสะสม ที่เรายอมมันมาไม่รู้ตั้งกี่ปี ดังนั้น การฝืนนั้นฝืนนี้ได้สำเร็จเพียงไม่นานก็ไม่ได้จะทำให้เราเอาชนะกิเลสได้ ซึ่งต้องใช้เวลาใช้ความเพียรเข้าสู้ ในขณะเดียวกันก็จะมีนิวรณ์ 5 มาค่อยขวางกั้นการปฏิบัติของเรา ท่าน อ.โกเอ็งก้า จึงกล่าวว่าเราจะต้องมีมิตรทั้ง 5 มาช่วย ซึ่งก็คือ พละ5 ที่จะเป็นตัวช่วยเราให้เอาชนะกิเลสให้จงได้
ในช่วงตั้งแต่วันที่ 4 เป็นต้นไป จะมีอยู่ 3 ช่วงเวลา ที่ช่วงหนึ่ง คือ 1 ชั่วโมง จะต้องไม่มีการขยับตัว เปลี่ยนท่านั่ง และลืมตาเลยในชั่วโมงดังกล่าว ซึ่งเรียกว่า ชั่วโมงอธิฐานบารมี
ช่วงวันที่ 7-10 ซึ่งเป็นช่วงที่สาม ที่จะเป็นการสแกนดู และเฝ้าสังเกตความรู้สึกโดยไม่ไปปรุงแต่งกับความรู้สึกเหล่านั้น โดยพิจารณาตั้งแต่ศรีษะมาถึงนิ้วเท้า และจากนิ้วเท้าไปจนถึงศรีษะสลับกันไปมาอย่างนี้ไปเรื่อยๆตลอดการนั่ง ทั้งนี้ในขณะที่ผ่านจุดที่รู้สึกเจ็บปวด เมื่อย ตึง เย็น ร้อน เหงื่อออก หรือรู้สึกอะไรก็ตาม ก็ให้เราวางอุเบกขา วางเฉย อย่าไปยินดียินร้าย เพราะจะเท่ากับเป็นการพอกพูนกิเลสให้สูงขึ้น ความรู้สึกที่เราไม่พอใจมีต้นเหตุจากโทสะ และความรู้สึกที่จะทำให้เราพอใจมีต้นเหตุจากโลภะ โดยกิเลสจะมีผลเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับเวทนาที่แสดงออกมาทางร่างกายของเรา
ท่าน อ.โกเอ็งก้า อธิบายว่าปกติจิต จะมีจิตสำนึก กับจิตไร้สำนึก การปฏิบัติธรรมจะต้องกำจัดกิเลสในระดับจิตไร้สำนึก แล้วจิตไร้สำนึกเป็นอย่างไร ช่วงที่เรานอนหลับจิตสำนึกจะหยุดทำงาน แต่จิตไร้สำนึกจะไม่มีวันหลับ บางทีเมื่อเราหลับไปแล้ว เรารู้สึกหนาว จิตไร้สำนึกก็จะสั่งมือให้เอาผ้าห่มมาห่มตัว หรือบางทีเรารู้สึกเมื่อย จิตไร้สำนึกก็จะสั่งให้เราพลิกตัวไปมา หรือบางทีเราโดนยุงกัด จิตไร้สำนึกก็จะสั่งมือเราให้ไปไล่ยุงและเกาในบริเวณพื้นที่นั้น ทั้งๆที่เราหลับอยู่
การชำระจิตให้บริสุทธิ์ได้เราต้องรู้ว่าพระพุทธองค์ท่านสอนให้ทำอย่างไร หลักมีอยู่ว่ากิเลสกับเวทนาที่แสดงออกมาจะสัมพันธ์กัน ถ้าเมื่อใดที่เรารู้สึกไม่ดี ปวด เมื่อย คัน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เกิดจากโทสะกิเลส และเมื่อใดที่เรารู้สึกสบาย ไม่ปวดไม่เมื่อย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เกิดจากโลภะกิเลส หากเราไปยินดีหรือยินร้าย ก็เท่ากับเราไปปรุงแต่งไปพอใจหรือไม่พอใจ ซึ่งก็จะทำให้กิเลสหนาขึ้นเรื่อยๆ แต่หากเราสามารถที่จะวางอุเบกขา วางเฉยกับความรู้สึกเหล่านั้น และเข้าใจความไม่เที่ยง ความเป็นอนิจจัง จากการเกิดแล้วก็ดับ จากปัจจุบันขณะได้ กิเลสที่มาทำให้เรารู้สึกต่างๆ ก็จะหลุดร่อนออกมาจากการเกาะ หรือหุ้มจิตของเราให้ไม่บริสุทธิ์และสลายตัวไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเราจะต้องมีความเพียรพยายามขยันอดทนอดกลั่น ไม่ไปยินดียินร้ายกับมัน เราก็จะสามารถเอาชนะกิเลส จนจิตของเราบริสุทธิ์ได้
และแน่นอนการปฏิบัตินี้จะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีสติดูเวทนา และวางอุเบกขา จึงใช้สมองทำงานต่อไป และควรนั่งปฏิบัติเช้า 1 ชั่วโมง และเย็น 1 ชั่วโมงทุกวัน ทั้งนี้เพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์ ไม่สะสมกิเลสให้เพิ่มขึ้น
หัวใจสำคัญที่พระพุทธองค์ทรงสอนเราก็คือ ไม่ทำสิ่งที่เป็นอกุศล ทำในสิ่งที่เป็นกุศล และชำระจิตใจให้บริสุทธิ์
สำหรับหลักสูตรนี้ จะเน้นแนวทางของพระพุทธเจ้า สามอย่าง คือ ศีล สมาธิ และปัญญา การมาอยู่ 10 วันนี้มีโอกาสยากมากที่เราจะละเมิดศีล เพราะอยู่ในห้องที่มีมุ้งลวดโดยตลอด ทานอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ ไม่มีการลักทรัพย์ ไม่ผิดข้อกาเม มีการแยกโซนชายหญิงมิให้ข้ามโซนกัน ไม่ให้พูดตามกฎที่ต้องรักษาความเงียบ และมิให้นำบุหรี่ ของมึนเมา ยาเสพติดเข้ามาภายในศูนย์เด็ดขาด ในส่วนของสมาธิก็มีการนั่งปฏิบัติกันตลอด วันละอย่างต่ำ 10 ชั่วโมง ในส่วนของปัญญาก็คือ การฝึกวิปัสสนากรรมฐานโดยพิจารณาเวทนาในกาย จากความจริงที่เกิดกับกาย มีสติอยู่กับความรู้สึกภายในภาย และวางอุเบกขา เข้าใจและเผชิญกับความจริงถึงความไม่เที่ยงโดยประสบการณ์ตรง ณ ปัจจุบันขณะของตนเอง
การปฏิบัตินี้ท่านอาจารย์โกเอ็งก้า กล่าวว่า เป็นวิธีการปฏิบัติอันบริสุทธิ์และดั้งเดิมตั้งแต่สมัยพุทธกาล และสืบทอดกันมาเรื่อยๆจากอาจารย์ สู่ลูกศิษย์ รุ่นแล้วรุ่นเล่า มาเป็นเวลากว่า 2,500 ปี แนวทางปฏิบัตินี้ ท่านไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาใดๆ ท่านยังสามารถนับถือศาสนาเดิมของท่านได้ เนื่องจากแนวทางปฏิบัตินี้เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นสากล เป็นกฎแห่งความจริง เป็นสัจธรรมที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบและเมตตาถ่ายทอดให้กับพวกเรา ทำให้พ้นทุกข์อย่างถาวร เหมือนกับที่นิวตันได้ค้นพบกฎแรงโน้มถ่วง แม้นิวตันไม่ได้ค้นพบ กฎแรงโน้มถ่วงก็มีอยู่ก่อนแล้ว แม้ไอสไตน์ไม่ได้ค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพ ทฤษฎีสัมพันธภาพก็มีอยู่ก่อนแล้ว หรืออย่างเช่น แต่ละคนไม่ว่านับถือศาสนาอะไรจะเป็นคริสต์ มุสลิม ฮินดู เมื่อเวลาโดนไฟ ก็จะรู้สึกร้อนเหมือนกัน เพราะความร้อนจากไฟเป็นธรรมชาติ
ตัวท่านอาจารย์โกเอ็งก้าเป็นคนอินเดีย ที่เกิดในพม่า นับถือศาสนาฮินดู เป็นนักธุรกิจในพม่าที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจตั้งแต่ยังหนุ่ม แต่ท่านก็เป็นโรคไมเกรน ท่านไปหาหมอมากมายจากทั่วโลกก็ไม่อาจรักษาได้ ท่านจึงได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้มาเข้าหลักสูตร 10 วัน กับท่านอาจารย์อูบาขิ่น ซึ่งท่านโกเอ็งก้าได้รับการถ่ายทอดวิชาวิปัสสนากรรมฐานและปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จนท่านได้รับประโยชน์มากมายจากการพ้นทุกข์อย่างถาวร ปัจจุบันท่านอยู่ประเทศอินเดีย และมีศูนย์ปฏิบัติธรรมตามแนวทางนี้อยู่ทั่วโลก ในเมืองไทยมีอยู่ 5 แห่ง จากแผนการณ์ที่จะสร้างทั้งหมด 12 แห่งให้เสร็จสิ้นในปี 2565 ในจำนวน 5 แห่งที่เปิดอบรม มีที่ กรุงเทพ ปราจีนบุรี ขอนแก่น กาญจนบุรี และพิษณุโลก ทั้งนี้ค่าใช่จ่ายในการอบรมจะรับบริจาคจากผู้ที่ได้รับการอบรมผ่านไปแล้วเท่านั้น และทุกศูนย์ปฏิบัติทั่วโลกจะใช้กฎการปฏิบัติภายในศูนย์เหมือนกันหมดทั่วโลก และเหมือนกับในอดีตที่ท่านอาจารย์ได้ฝึกปฏิบัติมา
สามารถดูรายละเอียดประวัติ กฎระเบียบการอบรม ตารางการอบรมเพิ่มเติมได้ในเว็บ www.thai.dhamma.org
ขอบคุณครับ
อนุโมทนาด้วยค่ะ...ขอบคุณที่ถ่ายทอดเรื่องดีๆให้ฟังค่ะ
..เคยได้ยินพี่ที่ทำงานพูดถึงการฝึกอบรมกับท่านโคเอ็งกาอยู่เหมือนกัน
แต่ไม่รู้รายละเอียดได้อ่านจากบันทึกนี้แล้วเข้าใจมากขึ้น..ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณมากสำหรับความรู้ที่เล่าสู่กันฟัง กำลังสนใจหาอยู่พอดี ร่วมอนุโมทนาบุณด้วย ขอให้เจริญในทางธรรมยิ่ง ๆ ขึ้น แนะนำที่สุราษฎร์ธานี มีสถานที่เล็ก ๆ ในตัวเมืองที่สงบและเป้นสับปายะ ชื่อ โอโซนรีสอร์ทเจ้าของจัดที่ให้ปฏิบัติธรรมทุกวันอาทิตย์ทึ่ 1 และ 3 ของทุกเดือน นิมนต์พระจากสวนโมกข์สอนวิปัสสนา อานาปานสติ เช่นกัน สนใจถามรายละเอียดได้ที่ 081-5357989;081-9588703
อนุโมทนาด้วยค่ะ
กำลังหาข้อมูลคอร์สของโกเอ็งก้าแล้วมาเจอหน้านี้ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ค่ะ