ปุจฉา...?
สักพักมานี่ มีเห็นเพิ่มเติมบางอย่างคือ เพิ่งเข้าใจ และ เห็นแจ้ง แล้ว
อารมณ์เป็นเพียงสภาวะหนึ่ง แค่ยอมรับมัน
แต่ไม่มีตัวฉันไปรองรับอารมณ์นั้น
พอเห้นเช่นนี้จิตก็จะไม่กระเพื่อมหวั่นไหว ไปเมื่อมีอารมณ์มากระทบ จากการปรุงแต่งทางความคิด ของเราเอง อีกทอด
พอไม่ปลอ่ยให้จิตวิ่งไปกับอารมณ์นั้นอีก มันจึงเป็นเพียงสภาวะหนึ่ง สักพักก็จะผ่านไป
ไม่เกิดวังวนอีก
สิ่งเป็นธรรม ที่ให้เราเห็นตามจริงเท่านั้น
ถูกต้องหรือไม่?
วิสัชนา...
ถูกต้อง ถูกต้อง
พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสรู้เรื่องจิต สภาวะแห่งจิต จิตเดิมอันเป็นธรรมชาติที่สว่างไสวและสวยงามอยู่
เราทั้งหลายในฐานะศิษย์ของพระตถาคต ก็พึงเรียนให้รู้ รู้ให้ทัน สภาวะทั้งหลายแห่งจิตนั้น เพื่อมิให้จิตทำลายตนเองหนึ่ง และใช้จิตนี้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนและส่วนรวมอีกหนึ่ง
การรู้ทันอารมณ์ในสภาวะจิตทั้งหลายก็เท่ากับเป็นการมิให้จิตนี้ทำลายตนเอง ทำร้ายเจ้าของ
เพื่อรู้ทันและระงับอารมณ์ที่จะทำลายตนได้ จากนั้นจึงจะสามารถนำจิตที่สะอาด สว่าง และสงบ ไปใช้ ไปก่อ ไปสร้างประโยชน์แก่สรรพสิ่งทั้งหลายได้อย่างเอนกอนันต์...

สาธุ
จากนั้นจึงจะสามารถนำจิตที่สะอาด สว่าง และสงบ ไปใช้ ไปก่อ ไปสร้างประโยชน์แก่สรรพสิ่งทั้งหลายได้อย่างเอนกอนันต์...
ตั้งใจว่า จักทำในใจอยู่ และปฎิบัติตามอยู่ สิ่งนี้ไปเรื่อยๆ
จริง ทีเดียว
หากใจเราเปื้อนกิเลสอยู่ และไม่ยอมเห็น การะกระทำก็ทำออกไปแบบไม่รู้ตัวด้วย
ไม่ทันกิเลส เกิดพฤติกรรมด้านลบออกไป
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
ระงับได้ และพยายามรู้ทัน เพื่อระงับ แต่ยากมาก
เมื่อไรจะหมดไปเสียที ความคิดนี้ ทรมาน ใจคนคิด
เพราะมีเกิดดับจึงมีวังวน จิตไม่ตายคือเกิด จิตเกิดคือไม่ตาย จิตมีเกิดและดับเพราะมีวังวนของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิณณาณ ยิ่งห่างไกลยิ่งใกล้ ยิ่งใกล้เหมือนยิ่งห่างไกล ตายคือเกิด เกิดคือตาย จิตตายคือไม่เกิด แต่จิตเกิดเหมือนจิตตายจึงเกิดวังวนกรรม