มีคนมาบอก ว่ากำลังมีกระบวนการเพื่อแต่งตั้งผมไปเป็นประธานคณะกรรมการที่ผู้คนคิดว่าเป็นตำแหน่งใหญ่ และมีคนมาคุยเรื่องมีคนอยากได้ตำแหน่งบางตำแหน่ง ทำให้ผมทบทวนกับตนเองว่าสาระของชีวิตในเรื่องตำแหน่ง คืออะไร
ผมสอนตัวเองมาตั้งแต่อายุน้อยๆ ว่า “ตำแหน่งมีไว้ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม” ไม่ได้มีไว้เถลิงอำนาจ ไม่ได้มีไว้แสวงผลประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้อง เมื่อคิดอย่างนี้ ผมจึงไม่วิ่งเต้นหรือแสวงหาตำแหน่ง แต่เมื่อมีการสรรหาบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งบางตำแหน่งที่ผมคิดว่าผมน่าจะทำได้และมี “ฝัน” ต่องานนั้น ผมก็แสดงท่าทีว่ายินดีรับ แต่ไม่หาเสียง ไม่วิ่งเต้น โดยที่ “คู่แข่ง” เขาหาเสียงสุดฤทธิ์ ผมจึงไม่เคยได้รับตำแหน่งในลักษณะนั้นเลย
สิ่งที่เราควรจะคุยกันคือเรื่องงาน เรื่องจินตนาการต่อส่วนรวม ไม่ใช่เรื่องตำแหน่ง เพื่อตนเองหรือประโยชน์ส่วนตัว
ต่อมามีมิตรอีกคนมาบอกว่า มีคนอื่นเขาอยากได้ตำแหน่งใหญ่โตนั้น และเขาสนิทกับผู้มีอำนาจทางการเมืองที่จะตัดสินใจเลือกคนไปทำหน้าที่นั้น ผมก็บอกว่าดี ผมจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับงานที่ใกล้การเมืองเข้าไปมาก ผมอยากมีอิสระมากกว่าอยากมีอำนาจ เพราะผมใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเองไม่เป็น สำหรับผม ตำแหน่ง คือโอกาสทำงาน แต่ตำแหน่งใหญ่ที่โอกาสทำงานให้แก่สังคมมีไม่มาก เพราะในวงนั้นเขาเล่นการเมืองกัน หรือเขาใช้แสวงหาผลประโยชน์เฉพาะส่วนย่อยกัน ผมไม่ถนัด
วิจารณ์ พานิช
๑๕ พ.ย. ๕๑
มาอ่านและลงชื่อไว้ครับ
That's right krub ajarn :)
That's right krub ajarn :)
คนมีตำแหน่งทั้งหลายก็รู้กันแล้วแต่นำไปปฏิบัติไม่ค่อยได้ จะมีวิธีการเพื่อไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไรบ้างหนอครับ อยากเห็นมากๆ เลย
ขอบพระคุณครับ
เห็นด้วยค่ะ
เรื่องของตำแหน่งนั้น คนในสังคมไทยจำนวนไม่น้อยมองว่า เป็นเหมือน "โอกาสเพื่อความเจริญส่วนตัว"
สวัสดีค่ะ
* แวะเข้ามาดูตำแหน่งค่ะ
* ทำดีก็มีตำแหน่งแห่งหัวใจค่ะ
* ขอให้สุขกายสุขใจค่ะ
“ตำแหน่งมีไว้ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ได้มีไว้เถลิงอำนาจ ไม่ได้มีไว้แสวงผลประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้อง"
"ตำแหน่ง คือโอกาสทำงาน"
ทัศนะอย่างนี้จะสร้างให้เป็นค่านิยมของสังคมได้มั๊ยครับอาจารย์
เดี๋ยวนี้เขามีพัฒนาการลงขันให้คนใดคนหนึ่งในรุ่นได้ตำแหน่ง เพื่อดึงเพื่อนๆขึ้นด้วยกันแล้วครับ
วิ่งเข้าหานักการเมืองคนเดียวไม่พอ ต้องวิ่งกันเป็นแพ
ศรัทธาในแนวคิดของท่านอาจารย์ครับ
บางครั้งผมก็รู้สึกเบื่อเหมือนกันที่มีคนอุปโลกค์ให้เป็นนั่นเป็นนี่ เพราะมันทำให้ชีวิตเราไม่สงบครับ แถมเดี๋ยวนี้ความคิดของคนมักไม่ค่อยคิดในเชิงบวก ถ้าไม่ได้อย่างที่ตนอยากได้ แสดงว่าคณะกรรมการพิจารณากระทำผิดกฎหมายต้องไปฟ้องศาลปกครองมั่ง
ศาลอาญามั่งว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบบ้าง จนเราต้องมาถามตัวเองว่านี่เรามาเป็นกรรมการให้องค์กรเขาเพื่ออะไรเพื่อใคร (ผมยังไม่เคยโดนแบบนั้น แต่เห็นที่อื่นเขาโดนก็เลยรู้สึกแปลกๆ)
มีตำแหน่งใหญ่โตใช่โก้เก๋ มีไว้เท่อวดเบ่งข่มเหงเขา
ตำแหน่งใหญ่ได้ภาระหน้าที่เรา ไม่มัวเมาห้อยโหนหัวโขนลวง หน้าที่ใดก็ให้ทำตามหน้าที่ เป็นคนดีมีความสุขทุกแดนสรวง ชีวิตเรายมบาลท่านตามทวง ทำให้ล่วงลุภาระหน้าที่บุญ
“ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้คนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงเป็นการมิใช่ทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้"
พระบรมราโชวาท ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ตำแหน่งสุขเทียม ไม่ใช่สุขแท้ของชีวิต
น่าเสียดายที่คนมีตำแหน่งสูง ๆ ทั้งหลาย ไม่เข้าใจว่า “ตำแหน่งมีไว้ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม” ไม่ได้มีไว้เถลิงอำนาจ ไม่ได้มีไว้แสวงผลประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้อง เพราะส่วนใหญ่อยากมีอำนาจไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ก็หวังว่า สังคมจะยังมีคนดีที่ไม่ท้อแท้อยู่ตลอดไป อย่างที่เราเคยได้ยินกันว่า "กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี" มาสมัยนี้คงต้องเปลี่ยนเป็น "ประเทศไทยไม่สิ้นคนดี"