อ่านทั้งหมด ที่เวป http://khunsamatha.com/

การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า



เมื่อไม่นานมานี้ได้มีกรณีขัดแข้งเกิดขึ้นในสังคมการเมือง เพราะผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งกล่าวถึง ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เลยทำให้การพัฒนาบ้านเมืองมีปัญหา เพราะคนไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ


       จากนั้นก็มีหนังสือพิมพ์หลายฉบับอ้างถึงผู้มีบารมี  ปัจจุบันมีคนตีความคำว่า “บารมี” ไปในหลายความหมาย ใครคือผู้มีบารมีอย่างแท้จริง  ในพระพุทธศาสนาได้แสดงบารมีและผู้มีบารมีไว้อย่างไร



        ในพระพุทธศาสนา “บารมี” หมายถึงปฏิปทาอันยวดยิ่ง คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวดคือความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษเพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันสูง เช่นความเป็นพระพุทธเจ้าและความเป็นมหาสาวกเป็นต้น (พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยุตฺโต, พจนานุกรมพุทธศาสตร์, (พิมพ์ครั้งที่ 10) กรุงเทพ ฯ: เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด, 2548, หน้า 239.


        การเริ่มบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้ามีปรากฎในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย  จริยปิฎก (เล่ม 33)และปรมัตถทีปนี  อรรถกถาขุททนิกาย จริยาปิฎก ภายหลังจากเริ่มตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า  ส่วนขุททกนิกาย พุทธาปทานและวิสุทธชนวิลาสินี  อรรถกถาขุททกนิกาย   พุทธาปทานได้พรรณาประวัติของพระโคตมพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังถือกำเนิดเป็นสุเมธดาบสและเริ่มตั้งความปรารถนาต่อพระพักตร์ของพระทีปังกรพุทธเจ้า  พอสรุปความได้ว่า



            ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยกำไรแสนกัปนับแต่ภัทรกัปนี้ไป  ได้มีนครหนึ่งนามว่าอมรวดี   ในนครนั้นมีพราหมณ์ชื่อสุเมธ อาศัยอยู่เขาศึกษาศิลปะของพราหมณ์ จนเป็นผู้คงแก่เรียน   ทรงจำมนต์ได้    เรียนจบไตรเพท    ถึงความสำเร็จในลักขณศาสตร์    อิติหาสศาสตร์     และธรรมเนียมพราหมณ์



         ต่อมามารดาบิดาของเขาได้ถึงแก่กรรมเสียตั้งแต่เขายังรุ่นหนุ่ม       ต่อมาอำมาตย์ผู้จัดการผลประโยชน์ของเขานำเอาบัญชีทรัพย์สินมา  เปิดห้องอันเต็ม ด้วยทอง   เงิน   แก้วมณี    และแก้วมุกดาเป็นต้นแล้วบอกให้ทราบถึงทรัพย์ตลอดเจ็ดชั่วตระกูลสุเมธบัณฑิตคิดว่า  บิดาและปู่เป็นต้นของเราสะสมทรัพย์นี้ไว้แล้ว       เมื่อไปสู่ปรโลกจะถือเอาแม้ทรัพย์ กหาปณะหนึ่งไปด้วยก็หามิได้      แต่เราควรจะทำเหตุที่จะถือเอาทรัพย์ไปให้ได้  ครั้นคิดแล้วเขาจึงกราบทูลแด่พระราชา   ให้ตีกลองป่าวร้องไปในพระนคร   ให้ทานแก่มหาชนแล้วบวชเป็นดาบส เพราะเกิดความคิดขึ้นว่า   “การเกิดในภพใหม่    และการแตกทำลายของสรีระเป็นทุกข์  เรานั้นมีความเกิด   ความแก่   ความเจ็บไข้เป็นธรรมดา    จักแสวงหาพระนิพพาน  อันไม่แก่   ไม่ตาย   เป็นแดนเกษม   ไฉนหนอเราพึงไม่เยื่อใย  ไร้ความต้องการ ละทิ้งร่างกายเน่า       ซึ่งเต็มด้วยซากศพนานาชนิดนี้แล้วไปเสีย  ทางนั้นมีอยู่และจักมี  ทางนั้นไม่อาจเป็นเหตุหามิได้ เราจักแสวงหาทางนั้น   เพื่อหลุดพ้นจากภพให้ได้”



        สุเมธดาบสมองเห็นความสุขของสมณะที่เรียกว่าสมณสุข  8  ประการจึงได้บวชคือ “ไม่มีการหวงแหนทรัพย์และข้าวเปลือก    แสวงหาบิณฑบาตที่ไม่มีโทษ    บริโภคบิณฑบาตที่เย็น  ไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุบีบคั้นชาวรัฐในเมื่อราชสกุลบีบคั้นชาวรัฐถือเอาทรัพย์ที่มีค่าหรือดีบุกและกหาปณะเป็นต้น   ปราศจากความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย     ไม่กลัวโจรปล้น    ไม่ต้องคลุกคลีกับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา    ไม่ถูกขัดขวางในทิศทั้งสี่”  



         วันหนึ่งสุเมธดาบสได้ พิจารณาเห็นเหตุที่เมื่อบุคคลปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่จะสำเร็จได้เพราะประชุมธรรม   8  ประการไว้ได้คือความเป็นมนุษย์    ความถึงพร้อมด้วยเพศ     เหตุ     การได้เห็นพระศาสดา     การได้บรรพชา    ความสมบูรณ์ด้วยคุณ     การกระทำอันยิ่งใหญ่    ความเป็นผู้ มีฉันทะ เมื่อดำริว่าตนเองมีความพร้อมในการตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเพราะมีความพร้อมด้วยธรรม  8 ประการ    จึงกระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วจึงนอนลงทอดกายเป็นสะพานเพื่อพระพุทธเจ้าจะได้ก้าวพระบาทผ่านไปโดยเท้าไม่เปื้อนโคลนตม  



ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรเสด็จมาแล้วทรงยืนที่เบื้องศีรษะของสุเมธดาบส     ทรงลืมพระเนตรทั้งสองอันสมบูรณ์ด้วยประสาทมีวรรณ  5  ประการ    ประหนึ่งว่าเปิดสีหบัญชรแก้วมณี    ทรงเห็นสุเมธดาบสนอนอยู่เหนือหลังเปือกตม     จึงทรงดำริว่าดาบสนี้กระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าจึงได้นอนอยู่     ความปรารถนาของดาบสนี้จะสำเร็จหรือไม่หนอ        จึงทรงส่งอนาคตังสญาณ ใคร่ครวญอยู่ ทรงทราบว่าล่วงสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไป ดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม     ทั้งที่ทรงประทับยืนอยู่นั่นแหละ  ทรงพยากรณ์ในท่ามกลางบริษัทว่า   “ท่านทั้งหลายเห็นดาบสผู้มีตบะสูงผู้นี้ซึ่งนอนอยู่บนหลังเปือกตมหรือไม่  ดาบสนี้กระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า  จึงได้นอนอยู่   ความปรารถนาของดาบสนี้จักสำเร็จ       ด้วยว่าในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไปดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม,   ก็ในอัตภาพนั้น  พระนครนามว่ากบิลพัสดุ์จักเป็นที่อยู่อาศัยของเขา     พระเทวีพระนามว่ามายาจักเป็นพระมารดา  พระราชาพระนามว่าสุทโธทนะจักเป็นพระบิดา  พระเถระนามว่าอุปติสสะจักเป็นพระอัครสาวก พระเถระนามว่าโกลิตะจักเป็นทุติยสาวก    พระเถระนามว่าอานนท์จักเป็นพุทธอุปัฏฐาก    พระเถรีนามว่าเขมาจักเป็นอัครสาวิกา พระเถรีนามว่าอุบลวรรณาจักเป็นทุติยสาวิกา   ดาบสนี้มีญาณแก่กล้าแล้วจักออกมหาภิเนษกรมณ์   ตั้งความเพียรใหญ่  รับข้าวปายาสที่ควงไม้นิโครธแล้ว    บริโภคที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราแล้วขึ้นสู่โพธิมัณฑ์  จักตรัสรู้พร้อมเฉพาะที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์”




         การจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแสดงว่าได้รับการพยากรณ์ไว้ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศ บิดามารดาได้ถูกกำหนดไว้แล้ว การพยากรณ์อย่างนี้มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นจึงจะทำได้ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นจากอนาคตังสญาณหรือญาณมองเห็นอนาคต ท่านแสดงไว้ในขุททกนิกาย อปทานว่า  


“ก้อนดินที่ขว้างไปในท้องฟ้า ย่อมตกลงในแผ่นดินแน่นอนฉันใด   พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมืนกัน  ย่อมแน่นอนและเที่ยงตรง   พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสอันไม่เป็นจริง”

.............................................

 

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ http://khunsamatha.com/

พุดคุยสนทนาธรรมในประเด็นต่างๆ กันได้ที่ห้องสนทนา  http://forums.212cafe.com/samatha/