เบื้องหลังการทรงปลงอายุสังขาร

อ่านทั้งหมด ที่เวป http://khunsamatha.com/

เบื้องหลังการทรงปลงอายุสังขาร



วันนี้ขอพูดถึงข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของพระพุทธองค์  ๒  เรื่องคือ  เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธประสงค์ไปดับขันธ์ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา   กับเรื่องเกี่ยวกับผลกรรมในอดีตของพระพุทธองค์  ขอว่าตามลำดับ  (ถ้าไม่จบก็ขอต่อในตอนหน้า)


๑.  เรื่องที่หนึ่ง  เบื้องหลังพระพุทธองค์ทรง  ปลงอายุสังขาร  (คือตัดสินพระทัยเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน)  ณ  ปาวาลเจดีย์  เมืองไพศาลี  แคว้นวัชชี  แล้วพระพุทธองค์ตรัสเรียกประชุมสงฆ์  ณ  อุปัฏฐานศาลา  (โรงธรรม)  ตรัสสอนให้หมั่นเจริญธรรมที่จะทำให้พรหมจรรย์ดำรงอยู่ได้นาน  อันได้แก่   สติปัฏฐาน  ๔  สัมมัปปธาน  ๔  อินทรีย์  ๕  พละ ๕  โพชฌงค์  ๗  อริยมรรคมีองค์  ๘


ธรรมะเหล่านี้เนื้อหาว่าอย่างไรบ้าง  อยากทราบให้เปิด  พจนานุกรมพุทธศาสตร์  ฉบับประมวลธรรม  ของพระธรรมปิฎกดูก็แล้วกัน  อ้อเปิดภาคผนวกของหนังสือ  วาระสุดท้ายของพระพุทธองค์   ที่สำนักพิมพ์  มติชนเผยแพร่ก็ได้


รุ่งเช้า  พระพุทธองค์เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองไพศาลี มีพระอานนท์พุทธอนุชาตามเสด็จ  ขณะเสด็จออกจากเมืองไพศาลีทรงยืนเอี้ยวพระศอหันไปทอดพระเนตรเมืองไพศาลี  ตรัสกับพระอานนท์ว่า  การเห็นเมืองไพศาลีครั้งนี้  เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว


ชาวพุทธเรียกอาการทอดพระเนตรนี้ว่า  นาคาวโลก  (การเหลียวดูแบบพญาช้าง , การมองอย่างช้างเหลียวหลัง)  ต่อมาชาวพุทธได้สร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นอนุสรณ์ขึ้นชื่อว่า  พระพุทธรูปปางนาคาวโลก


จากนั้นก็เสด็จไปยัง  ภัณฑคาม  อัมพคาม  ชัมพุคาม  และโภคนคร  ตามลำดับ จากโภคนครก็เสด็จต่อไปยังเมืองปาวา  เสวย สูกรมัททวะ  ของนายจุนทะแล้วพระอาการประชวรกำเริบ ทรงข่มทุกขเวทนาไว้  เสด็จต่อไปยังเมืองกุสินารา  อันเป็นสถานที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพาน


พระอานนท์ซึ่งตามเสด็จพระพุทธองค์ตลอดทาง  ได้กราบทูลให้พระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานที่เมืองใหญ่อื่น ๆ  เช่น  เมือง  ราชคฤห์ เมืองโกสัมพี  เมืองสาวัตถี  แต่พระพุทธองค์ตรัสว่าพระองค์มีพุทธประสงค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานที่เมืองกุสินาราเป็นการเฉพาะ


เมื่อกราบทูลถามเหตุผล  เหตุผลที่พระองค์ตรัสกับพระอานนท์ ฟังดูไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่แท้จริง  อาจจะมีเหตุผลอื่น ลึก ๆ อยู่ในคำตอบนั้นก็ได้  คือพระองค์ตรัสว่า  ที่ไปปรินิพพานที่เมืองกิสินารา เพราะเมืองกุสินาราในอดีตกาลยาวนานโพ้นเป็นเมืองใหญ่


อานนท์  เธออย่ากลัวอย่างนี้ว่ากุสินาราเป็นเมืองเล็กเมืองดอน  เมืองกิ่ง  แต่ปางก่อนพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่า  มหาสุทัสสนะ ผู้ทรงธรรม  เป็นพระราชาโดยธรรม..... เมืองกุสินารานี้มีนามว่า  กุสาวดีเป็นราชธานีของพระเจ้ามหาสุทัสสนะมีความยาวด้านบูรพาและประจิม  ๑๒  โยชน์  โดยกว้างด้านทักษิณและอุดร  ๗  โยชน์  กุสาวดีเป็นราชธานีที่มั่งคั่ง  มีผู้คนแน่นหนา  มีภักษาหาได้ง่าย........


สรุปแล้วเหตุผลที่ทรงมุ่งมั่นจะไปปรินิพพานที่เมืองกุสินารานี้ให้ได้เพราะเมืองนี้ในอดีตเป็นเมืองใหญ่เป็นที่ประทับของพระเจ้าจักรพรรดิ


ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่แท้จริง  ถ้าเอาความยิ่งใหญ่ในอดีตตัดสิน เมืองอื่น ๆ  ในอดีตก็คงจะใหญ่เหมือนกัน  และบางเมืองยิ่งใหญ่ทั้งในอดีตและปัจจุบันมายาวนาน  เช่นเมืองพาราณสีก็น่าจะอยู่ในเกณฑ์หรือถ้าเห็นว่าเมืองพาราณสีเป็นฐานที่มั่นของพราหมณ์ เมืองอย่างเมืองไพศาลี  ก็ยิ่งใหญ่มายาวนาน  และเหมาะที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้


ผมก็คิดเล่น ๆ  (อย่าซีเรียสนะครับ)  ว่าพระพุทธองค์ทรงมีพุทธประสงค์อย่างอื่นที่มุ่งหน้าไปปรินิพพานที่เมืองกุสินารา แน่นอน ที่ตรัสบอกพระอานนท์ว่า  เมืองกุสินาราเคยเป็นเมืองใหญ่ในอดีตก็เพื่อจะปลอบพระอานนท์ที่อยากให้พระองค์ไปปรินิพพานที่เมืองใหญ่ ๆ  ไม่ควรปรินิพพานที่เมืองเล็กเช่นเมืองกุสินารา


พูดง่าย ๆ  ก็คือ  อย่าน้อยใจเลยว่าพระองค์ปรินิพพานในเมืองเล็ก ไม่สมพระเกียรติ  กุสินาราถึงจะเล็กในปัจจุบัน  ในอดีตก็เป็นเมืองใหญ่เหมือนกัน



เหตุผลที่แท้จริงน่าจะเป็นดังนี้



๑. เพื่อทรงสงเคราะห์พระประยุรญาติที่เมืองกุสินารา


ในพุทธประวัติไม่บอกชัดดอกว่าเมืองกุสินาราเป็นพระญาติวงศ์ของพระพุทธองค์แต่ผู้รู้หลายท่านแสดงความเห็นว่า  พวกมัลลกษัตริย์น่าจะเป็นเผ่าศากยะหรือสืบมาจากเผ่าศากยะ  เพราะมีระบอบการปกครองและจารีตประเพณีเหมือน ๆ  กับพวกศากยะ ถ้าข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง ก็ไม่แปลกที่พระพุทธองค์จะ “ต้อง” เสด็จไปปรินิพพานที่เมืองของพวกเขา  เพื่อทรงสงเคราะห์พวกเขาในวาระสุดท้ายของพระพุทธองค์


ในพุทธจริยา  ๓  ประการนั้น  จริยาทั้ง  ๒ คือ โลกกัตถจริยา(ทำประโยชน์แก่ชาวโลก)  พุทธัตถจริยา  (ทำประโยชน์ในฐานะทรงเป็นพระพุทธเจ้า) พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญมาสมบูรณ์แล้ว   แต่ญาตัตถจริยา (ทรงสงเคราะห์ญาติ)  ยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะเสด็จไปโปรดพระญาติเมืองกุสินารา



การเสด็จไปดับขันธ์ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา  จึงเป็นการสงเคราะห์ประยุรญาติของพระพุทธองค์นั้นเอง  พระญาติฝ่ายศากยวงศ์และโกลิยวงศ์  พระองค์ก็ทรงสงเคราะห์มาหมดแล้ว  ยังเหลือแต่พระญาติที่เมืองกุสินารา  ซึ่งจะต้องทรงสงเคราะห์เป็นครั้งสุดท้าย


เหล่ามัลลกษัตริย์จะได้มีโอกาสถวายพุทธบูชา ด้วยการจัดงานถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ  และได้ทำบุญกิริยาอย่างอื่น  เช่น ถวายทานแก่พระสงฆ์จำนวนมากที่หลั่งไหลมาในงานนี้


เมืองเล็ก ๆแต่ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ  ย่อมมีความสำคัญ  และเป็นที่เกรงขามของเมืองใหญ่ ๆ  ไม่บันเบา เพราะต่างก็รู้ว่า  กุสินารา  เป็นเมืองที่พระพุทธองค์  ทรงเลือกแล้ว



๒.  อีกเหตุผลหนึ่ง  ถ้าพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในเมืองใหญ่ เช่น ราชคฤห์  เมืองสาวัตถี  กษัตริย์เมืองใหญ่นั้น ๆ  จะต้องถือสิทธิ์เป็นเจ้าของพระบรมสารีริกธาตุ  ของพระองค์เพียงผู้เดียว  เมืองอื่นที่เคารพนับถือพระพุทธองค์ หรือที่เป็นพระประยุรญาติของพระองค์คงไม่มีโอกาสได้ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปบูชาแน่นอน


แต่เมื่อพระองค์ไปปรินิพพานที่เมืองกุสินาราซึ่งเป็นเมืองเล็กโอกาสที่พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์จะได้รับการแจกแบ่งไปยังเมืองต่าง ๆ  เพื่อสักการบูชา  ย่อมมีความเป็นไปได้มาก  และเป็นไปได้ง่าย  เพราะเมืองเล็กย่อมไม่สามารถขัดขืน  หรือหวงพระบรมสารีริกธาตุไว้สำหรับตนแต่ฝ่ายเดียว


การเสด็จไปปรินิพพานที่เมืองกุสินารา  จึงไม่เป็นเพียงเพื่อสงเคราะห์เหล่ามัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราเท่านั้น  จากได้สงเคราะห์เมืองใหญ่น้อยอื่น ๆ  อีกด้วย ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้านก็ขอยืมพังเพยไทยมาพูดว่า ยิงปืนนัดเดียว  ได้นกสองตัว   นั้นแล


ข้อสังเกตของผมฟังได้ไหมครับ  ฟังไม่ได้ก็ไม่ต้องฟังลืม ๆ ไปเสีย  ส่วนประเด็นที่สองเอาไว้พูดถึงคราวหน้าก็แล้วกัน



**************************************************************************

ข้อมูลที่ใช้ในการเรียบเรียง  :  บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์  
โดย ศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์  วรรณปก  ราชบัณฑิต

 

.............................................

 

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ http://khunsamatha.com/

พุดคุยสนทนาธรรมในประเด็นต่างๆ กันได้ที่ห้องสนทนา  http://forums.212cafe.com/samatha/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

คำสำคัญ (Tags)#พุทธศาสนา#พระพุทธเจ้า#ชมรมพัฒนาใจให้สว่างใส#ปราชญ์ขยะ#ปลงอายุสังขาร

หมายเลขบันทึก: 216026, เขียน: 12 Oct 2008 @ 14:57 (), แก้ไข: 18 Jun 2012 @ 16:44 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)