พระนางกลินทีได้ทำพิธีเถราภิเษกสถาปนาพระสังฆราชสรเมธขึ้นเป็นราชคุรุ
จากบันทึกก่อน เล่าถึงว่า ชาวจักมานั้น ได้มีการอพยพย้ายถิ่นฐานลงมาเรื่อย จนกระทั่งถึงอาณาจักรในพรหมเทศ คือประเทศพม่า ครั้นมาถึงแดนอักษรเทศ ใกล้เมืองอารกัน จึงตั้งมั่น ด้วยเป็นชัยภูมิที่เหมาะสม และตั้งอาณาเขตอยู่ที่นั่น ซึ่งอยู่ติดกับแผ่นดินแคว้นวังคะ (ต่อมาคือบังกลาเทศ)
เมื่อพระเจ้าอโศก ส่งพระธรรมทูต ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา มาถึงแคว้นวังคะ จึงทำให้อาณาจักรจักมา ได้รับอิทธิพลของพระพุทธศาสนาอีกระลอกหนึ่ง เรียกว่า ได้พบพระพุทธศาสนาตลอดมา
จนกระทั่งถึงคราวที่พระพุทธศาสนาจะถูกทำลายล้างไปจากแผ่นดินพุทธภูมิ ด้วยเวลาที่ได้ดำรงค์อยู่ได้เพียงแค่ ๑,๗๐๐ ปีเท่านั้น แต่ทำไมหนอ ชาวจักมา จึงยังรักษาพระพุทธศาสนามาได้ จนถึงปัจจุบัน มาติดตามตอนต่อไปเถอะค่ะ
**************************************************************************
เมื่อพวกอิสลามรุกรานอินเดียลงมาจนยึดครองแคว้นวังคะได้ พุทธศาสนาจึงถูกทำลายลง เหลือชาวพุทธส่วนหนึ่งแถบเขตจิตตะกอง
เวลานั้นแคว้นจักมาอยู่ห่างไกลในท่ามกลางป่าลึกเขาสูงมีสัตว์ร้าย และความไข้ชุกชม พวกอิสลามควบคุมไม่ทั่วถึงจึงอยู่รอดมาได้ แต่พุทธศาสนาที่นับถืออยู่มีสภาพเลอะเลือนเต็มที มีนักบวช เรียกว่า โลรี ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมในสังคม โดยใช้คัมภีร์ อคารตารา เป็นคู่มือ เนื้อความในคัมภีร์เป็นคาถาธรรมบทที่ถูกดัดแปลงมาเป็นบทสวดทางไสยศาสตร์ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์
พ.ศ.2367 อังกฤษซึ่งยึดครองอินเดียได้ผนวกแคว้นอารกันของพม่ารวมเข้ากับอินเดีย ทำให้พลเมืองทั้ง ๒ ชาติไปมาหาสู่กันได้ง่ายกว่าเดิม ครั้งนั้น สมเด็จพระสังฆราชสรเมธ แห่งแคว้นอารกันได้ทรงทราบว่ายังมีชาวพุทธเบงกาลี หลงเหลืออยู่มากพอสมควรแถบมณฑลจิตตะกองของแคว้นเบงกอล (หรือวังคะโบราณ) และแคว้นจักมา แต่ชาวพุทธเหล่านั้นนับถือพุทธศาสนาที่ไม่ถูกต้องร่องรอย พระองค์จึงเสด็จเข้ามาเทศนาสั่งสอนประชาชนให้นับถือพุทธศาสนาที่ถูกต้อง สามารถพื้นฟูพุทธศาสนาและก่อตั้งสังฆมณฑลสร้างวัดวาอารามกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
พ.ศ.2407 พระนางกลินทีมหารานี แห่งแคว้นจักมา โปรดให้อาราธนาพระสังฆราชสรเมธจากอารกันเข้ามาโปรดชาวเมือง พระองค์ได้แสดงธรรมเทศนาสั่งสอนแนวทางพระพุทธศาสนาที่แท้จริง และให้บรรพชาอุปสมบทกุลบุตรจักมาเป็นจำนวนมากมีการสร้างวัดวาอารามหลายแห่งที่เมืองราชนคร สมเด็จพระสังฆราชได้ทำพิธีผูกพัทธสีมาอุโบสถ วัดมหามุนีราชวิหารที่สร้างเป็นอารามหลวง และจัดหล่อเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์หน้าตักประมาณเมตรเศษถวายพระนามว่า พระมหามุนีให้เป็นพระประธานคู่บ้านคู่เมือง ครั้งนั้น พระนางกลินทีได้ทำพิธีเถราภิเษกสถาปนาพระสังฆราชสรเมธขึ้นเป็นราชคุรุ คือประมุขสงฆ์แห่งแคว้นจักมา พระนางได้ทำตามคำแนะนำของพระสังฆราชโดยบำรุงการศึกษาด้านคันถธุระ มีการนิมนต์พระสงฆ์ผู้มีความรู้จากพม่าเข้ามาเปิดสอนสำนักเรียนปริยัติธรรมและภาษาบาลีทรงให้สร้างพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถวายวัดต่างๆ เพื่อเป็นคู่มือการศึกษา และเทศนาสั่งสอนประชาชนชาวจักมา จึงมีความรู้ความเข้าใจในธรรมะอย่างถูกต้อง รู้จักให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็นด้วยศีลธรรม นับเป็นยุคทองในประวัติศาสตร์ของชาวจักมาที่ยากจะหายุคใดมาเทียบเทียม เมื่อเสร็จภารกิจอันสำคัญนี้แล้วสมเด็จพระสังฆราชสรเมธก็จาริกกลับสู่อารกัน
*********************************************************************************
สำหรับบันทึกนี้ ผู้เขียนได้เรียนรู้วิถี ที่จะสร้างความเจริญมั่นคงในพระพุทธศาสนา ทั้งด้วยการได้รับการสืบทอดคำสอนที่ไม่ผิดเพี้ยน ความเป็นญาติธรรม ที่แม้สงฆ์จากต่างแดน ได้เห็นว่ามีสิ่งไม่ถูกต้อง ก็ได้เข้ามา ชี้แนะ และช่วยกันปรับปรุง ให้ถูกครองธรรม อีกทั้งผู้นำอาณาจักร(ชอบจังที่เป็นหญิง-มหารานี) ทรงมีจิตศรัทธา เลื่อมใส และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และที่สุด การบวชของภิกษุสามเณร เป็นสำคัญ ที่จะเป็นผู้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา
เรื่องราวของชาวจักมาแห่งจิตตะกอง เป็นชาวเมืองที่มีความเข้มแข็ง เฝ้ารักษาศาสนาวัฒนธรรมต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งบันทึกต่อไป จะได้เห็นว่าชาวจักมา ได้ถูกเบียดเบียนจากรัฐบาล(ต่างศาสนา)อีกครั้ง คอยเอาใจช่วยชาวจักมากันอีกครั้งนะคะ กับชะตากรรมที่พวกเขาได้รับ
ติดตามตอนต่อไป ว่างั้นครับ ^^
เจริญพร โยมหมอ
เหล่าพุทธบริษัทที่ได้สืบทอดอายุพระศาสนามา
จนกระทั่งถึงคนรุ่นปัจจุบันนับว่าท่านเหล่านั้น
ต้องเสียสละหลายสิ่งหลายอย่าง
ควรที่เราต้องสืบทอดให้คนรุ่นต่อไป
เจริญพร
งานก็เยอะคุญหมอยังมีเวลาเขียนหนังสือให้คนอ่านอีกนับถือ จริง ๆ/เล็ก
สวัสดีค่ะคุณsuksom
อีกไม่กี่บันทึกก็จบแล้วค่ะ ตืดตามต่อไปนะคะ
ขอบคุณมาก
กราบนมัสการท่านพระปลัดค่ะ
โยมได้อ่านเรื่องราวของชาวจักมาแล้ว เป็นตามที่พระคุณเจ้ากล่าวไว้
การจะรักษาสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้ ต้องใช้พลังใจใหญ่หลวงจริงเจ้าค่ะ
สวัสดีค่ะคุณเล็ก
งานเขียนหนังสือก็ชอบเช่นกัน
แต่เดิมเป็นคนช่างจดช่างจำ
และชอบเล่าเรื่อง
เมื่อมาเจอGotoknow จึงได้หัดเขียน แล้วก็รู้สึกสนุกอีกแบบหนึ่งด้วยค่ะ
ขอบคุณมากค่ะที่ติดตาม
สวัสดีครับคุณ ตันติราพันธ์
มาศึกษาประวัจิศาสตร์ ศาสนา เห็นได้ว่า พุทธกับอิสลามอยู่คู่กันมาตั้งแต่บรรพกาล
ได้ความรู้อีกหนึ่งเรื่อง ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะคุณบังทิม
ใช่ค่ะสองศาสนานี้ มีความเจริญควบคู่กันมา
ศาสนาต่างสอนให้คนทำดี
แต่คนที่นับถือศาสนา อาจมีเหตุผลเฉพาะตัว
จะด้วยด้านการเมือง การปกครองใดๆก็ตามแต่
ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น
ก็ได้แต่ภาวนา ให้ทุกฝ่าย หันมาศึกษาศาสนาของตนอย่างแท้จริง
ก็จะพบว่า ไม่มีศาสนาใด สอนให้เบียดเบียนกันเลย
ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ