การสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง ยุทธศาสตร์ทางเลือกการพัฒนาการเกษตรของสังคมไทย จัดโดยโครงการสหวิทยาการระดับบัณฑิตศึกษา สาขาพัฒนาสังคมบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2551 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การสัมมนาดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. จุดประสงค์ของการสัมมนาเพื่อระดมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของนักวิชาการ นิสิต และประชาชน รวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมสัมมนาในการจัดทำยุทธศาสตร์ทางเลือกการพัฒนาการเกษตรต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเผยแพร่ความรู้ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตทางอาหารและพลังงานในปัจจุบัน
2. หัวข้อในการสัมมนา ประกอบด้วย
2.1 การบรรยาย เรื่อง ยุทธศาสตร์ทางเลือกของการพัฒนาการเกษตรของสังคมไทย โดยนางสาวลดาวัลย์ คำภา ผู้อำนวยการสำนักวางแผนการเกษตรทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีประเด็นสำคัญดังนี้
(1) ปี 2546-2550 พื้นที่การผลิตพืชน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่พื้นที่ในการปลูกข้าวค่อนข้างคงที่
(2)นโยบายด้านอาหารและพลังงาน (แผนฯ 10) มุ่งเน้นประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก และพัฒนาสินค้าใหม่ เช่น พืชพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก
(3)ครม. ได้กำหนดให้เรื่องวิกฤตอาหารโลกและพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำยุทธศาสตร์รองรับสถานการณ์วิกฤตอาหารและพลังงานเพื่อกำหนดเขตเพาะปลูกพืชอาหารและพลังงาน ควบคุมปริมาณการผลิต และการออกสู่ตลาด ระยะเวลาดำเนินการ 12 ปี (2552-2563)
(4)ผู้บรรยายเสนอแนวทางการพัฒนาการเกษตรในระยะต่อไป คือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนางานวิจัยพันธุ์พืช/สัตว์ และพลังงานทางเลือก พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต มีการวางแผนการใช้ที่ดินลงทุนในระบบชลประทาน พัฒนาเครื่องมือประกันความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานชุมชนและระบบโลจิสติกส์ ส่งเสริมสหกรณ์และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน
2.2 การอภิปรายเรื่องนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรเพื่ออาหารและพลังงาน ผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วย
(1)นางวรรณภา ยงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักเศรษฐกิจการเกษตร มีประเด็นสำคัญดังนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายในการแบ่งเขตปลูกพืชพลังงาน คือ ขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน แต่ไม่ขยายพื้นที่ปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง เพิ่มผลผลิตต่อไร่ด้วยการใช้พันธุ์ดี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการผลิตพืชพลังงานทดแทนเพื่อกำหนดพื้นที่และความเหมาะสมการปลูกพืชพลังงานโดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ปลูกพืชอาหาร
(2)นายบุญส่ง เกิดกลาง รองอธิบดีกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
มีประเด็นสำคัญดังนี้
§ มาตรการภาครัฐในการส่งเสริมเอทานอลเป็นพลังงานทดแทน มีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (กชช.) คณะกรรมการส่งเสริมการผลิตการใช้ E85 คณะทำงานศึกษาอากรนำเข้าชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ FFV ในการส่งเสริมและผลักดันการใช้เอทานอล
มาตรการส่งเสริมการผลิตเอทานอล
- ผู้ผลิตเอทานอลสามารถยืนขอรับการส่งเสริมการลงทุน ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี
- ยกเว้นภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลสำหรับเอทานอลที่ผสมในน้ำมันแก๊สโซฮอล์
- จัดเก็บเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน
- ส่งเสริมการส่งออกเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง
มาตรการส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์
- กำหนดราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์ถูกกว่าน้ำมันเบนซิน
- การบังคับให้รถยนต์ราชการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์
- ประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการใช้แก๊สโซฮอล์
- การทดสอบการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กับรถยนต์ที่ใช้คาร์มูเรเตอร์ และรถจักรยานยนต์
- ส่งเสริมการใช้เอทานอลในสัดส่วนที่สูงขึ้น
§ มาตรการภาครัฐในการส่งเสริมไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทน โดยมีคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (กชช.) กำกับดูแล
มาตรการส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซล
- สิทธิประโยชน์ BOI
- เงินทุนหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน
- กำหนดราคาไบโอดีเซล โดยอิงราคาน้ำมันปาล์มดิบและเมทานอล (B100 = 0.97 CPO + 0.15 M + OH + 3.32)
- ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาการผลิตไบโอดีเซล
- พัฒนาปาล์มน้ำมันให้มีผลผลิตเฉลี่ยจาก 2.7 เป็น 3.3 ตัน/ไร่
- การวิจัยสาหร่ายเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง และสาธิตการปลูกการใช้สบู่ดำแบบครบวงจร
มาตรการ…
มาตรการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล
- กำหนดราคาขายปลีกน้ำมัน B5 ต่ำกว่าราคาน้ำมันดีเซล 0.70 บาทต่อลิตร
- กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันไบโอดีเซลชุมชน พ.ศ. 2549
- กำหนดลักษณะและคุณภาพของไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมัน (B100) พ.ศ. 2550
- กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (B2) พ.ศ.2550 เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2551
(3)นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ มูลนิธิชีววิถี ผู้อภิปราย เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการผลิตพืชอาหารและพลังงานว่า ควรกำหนดความสำคัญของการผลิตพืชอาหารให้มากกว่าพืชพลังงาน โดยคงพื้นที่การปลูกข้าว รักษาระบบการผลิตข้าวและพืชอาหาร ส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยได้มีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นของตนเอง มีการจัดแหล่งน้ำขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพ การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และผลิตพืชพลังงานที่เหมาะสมกับระบบนิเวศหรือสอดคล้องกับระบบเกษตรที่เป็นอยู่ และแปรรูปพืชพลังงานเพื่อชุมชนและครอบครัว
2.3 การเสวนา เรื่อง ทิศทางและการปรับตัวทางการเกษตร ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย
คุณสุดารัตน์ เตชะศรีประเสริฐ เศรษฐกร 8 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี และคุณอุบล อยู่หว้า มูลนิธิชีววิถี มีประเด็นสำคัญดังนี้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางการปรับตัวทางการเกษตร คือ ราคาอาหารและพลังงาน เทคโนโลยีการผลิต สถานการณ์ภาวะเรือนกระจก แนวทางของการปรับตัวคือ แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยผู้เสวนาได้เสนอแนวความคิดการพัฒนาการเกษตรให้เกิดความเข้มแข็งและมั่นคง จะต้องมีการพัฒนา 3 ด้านไปพร้อม ๆ กัน คือ
(1)เกษตรกร โดยการจัดตั้งสถาบันเกษตรกรหรือสภาเกษตรกรในระดับชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแนวทางการจัดการปัญหาของเกษตรกรด้วยตนเอง โดยเปิดให้กลุ่มเกษตรกรต่าง ๆ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอแนวความคิดต่อรัฐบาล
(2)ทุน โดยการจัดตั้งสถาบันการเงินเกษตรกรหรือธนาคารเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร และนำการบริหารจัดการที่ดีมาช่วยทำให้ทุนจากกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มสหกรณ์ได้เชื่อมโยงสนับสนุนซึ่งกันและกัน
(3)ความรู้ของเกษตรกร โดยการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเกษตรกร รวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาเกษตรกร วิจัยและพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ของเกษตรกรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน